พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความเกี่ยวกับ หลวงปู่บุดดา ถาวโร กราบ หลวงปู่บุดดา ถาวโร ด้วยความเคารพอย่างสูง
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


กราบ หลวงปู่บุดดา ถาวโร ด้วยความเคารพอย่างสูง PDF พิมพ์ อีเมล

กราบ หลวงปู่บุดดา ถาวโร ด้วยความเคารพอย่างสูง

กราบ หลวงปู่บุดดา ถาวโร ด้วยความเคารพอย่างสูง

    
ข้าพเจ้าได้ไปกราบหลวงปู่เป็นครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่วัดอาวุธวิกสิตาราม บางพลัด ธนบุรี, ขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย หลวงปู่บุดดา ถาวโร จำวัดอยู่ข้างหลังท่านซึ่งขึงไว้สูงจากเพดานถึงพื้นอยู่หน้าเตียง,ข้าพเจ้ากราบแล้วก็นั่งอยู่อย่างนั้น เพราะไม่ทราบจะทำอย่างไรต่อไป โดยหวังว่าท่านคงจะตื่นและข้าพเจ้าจะได้เห็นหลวงปู่ เวลาผ่านไปจนบ่ายมากประมาณ ๓ โมงเย็นเมื่อท่านยังไม่ตื่นข้าพเจ้าจึงเตรียมตัวกลับ ก็พอดีมีพระองค์หนึ่งมาถามว่า มาหาหลวงปู่หรือ ท่านคือท่านมหาทอง ซึ่งข้าพเจ้ามาทราบในภายหลังท่านได้กรุณาบอกว่า มากราบหลวงปู่มาวันเสาร์-อาทิตย์จะได้ทำบุญด้วยกัน ข้าพเจ้ากราบลาท่านและตั้งใจมาอีกในวันเสาร์ข้าพเจ้าไปถึงวัดแต่เช้ามือหลวงปู่ยังจำวัดอยู่ ในใจขณะนั้นคิดแต่อยากได้ธรรมะเป็นที่สุด ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะได้อย่างไร จึงคิดด้วยตนเองแล้วอธิษฐานขอจากหลวงปู่ว่า “ธรรมะใดที่หลวงปู่ได้บรรลุแล้ว ขอลูกได้บรรลุธรรมนั้นด้วย” เป็นคำอธิษฐานขอที่มุ่งมั่น ทั้งๆที่ตนเองไม่เข้าใจอะไรเลย มีแต่ความคิดอยากได้เท่านั้น ข้าพเจ้าคอยคำตอบอยู่คนเดียวว่า หลวงปู่คงจะบอกธรรมะแก่ข้าพเจ้า จนกระทั่งวันหนึ่งเป็นเวลาก่อนเพลตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งมีการถวายสังฆทานตามปกติ วันนั้นหลวงปู่กล่าวนำการถวายสังฆทานเอง ตามที่เคยปฏิบัติ จะมีผู้กล่าวน้ำและพวกเราว่าตาม ท่านเริ่มต้นนำไปจนถึงตอนที่พวกเราจะรับศีล ท่านหยุดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “หนทางที่จะบรรลุธรรมก็ด้วยศีล แล้วท่านก็ให้ศีล ข้าพเจ้าสะดุดใจทันที และบังเกิดความปีติว่า นี่คือคำตอบที่ท่านให้แก่ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ารับศีลในวันนั้นด้วยความรู้สึกที่ตื่นเต้น ทั้งๆที่ยังไม่ทราบเลยว่า ศีลโดยแท้จริงคืออย่างไร ข้าพเจ้ารับศีลห้าในวันนั้นแล้วก็ตั้งใจเป็นที่สุดว่าจะต้องระวังรักษาศีลไว้อย่าให้ขาด ข้าพเจ้าหอบศีล อุ้มศีล ไว้โดยไม่เข้าใจความหมายเลย คอยระวังไม่ทำผิดศีลจนรู้สึกเครียด เวลาผ่านไปจนหลวงปู่ออกจากวัดอาวุธฯ ไปอยู่วัดกลางชูศรีเจริญสุข สิงห์บุรี ข้าพเจ้าตัดสินในตามหลวงปู่ไปที่วัด ตั้งใจว่าการไปวัดคือการไปปฏิบัติธรรม

ขณะนั้นวัดกลางชูศรีเจริญสุขยังไม่มีอาคารที่พักอาศัยเช่นปัจจุบัน หลวงปู่เมื่อไปถึงครั้งแรกย้ายไปอยู่ศาลาซึ่งมีลักษณะเป็นเรือนยาวในบริเวณป่าไผ่ซึ่งยังเป็นป่าช้าเก่า (บริเวณศาลาอ่างทอง) เรือนนี้หลวงปู่เย็นให้ชาวบ้านมาปลูกให้ โดยใช้ไม้ที่หลวงปู่ท่านเก็บไว้นานแล้ว เรือนนี้มีฝา ๓ ด้าน หลวงปู่พักอาศัยด้านหนึ่ง ถัดมาเป็นที่กินอาหาร สวดมนต์ และเป็นที่พักของบรรดาศิษย์ที่ไปกราบท่าน ในครั้งนั้นเราไปกัน ๓-๔ คน เป็นเวลาเย็นมากแล้ว ภายหลังจากที่ข้าพเจ้าก็นึกคิดเรื่องต่างๆคือ เห็นอะไรก็เก็บมาคิดมาว่า ซึ่งเป็นเรื่องของผู้อื่นทั้งสิ้น เมื่อคิดว่าเขาแล้วก็เกิดความละอายว่า หลวงปู่ท่านต้องทราบว่าเรายังคิดว่าคนอื่นๆ ทั้งๆที่มาอยู่วัด ข้าพเจ้าจึงเดินไปเสียให้ไกลจากท่าน แต่แล้วก็กลับใจเดินกลับมาหาหลวงปู่ที่ศาลา ท่านกำลังฉันน้ำปานะ ข้าพเจ้าเข้าไปยืนที่พื้นดินใกล้ๆท่าน (หลวงปู่อยู่บนศาลายกพื้นสูง) หลวงปู่ฉันน้ำปานะไปประมาณครึ่งแก้วแล้วยื่นส่งให้ข้าพเจ้า พร้อมกับบอกว่า “กินซะเป็นยา ที่แล้วมามันไม่ได้เพราะมันไม่ถึงจิต” ข้าพเจ้าทราบทันทีว่า ท่านสอนแล้วรู้สึกปีติเป็นที่สุด รีบขึ้นบันไดไปหมอบกราบท่านบนศาลา พร้อมกับพยายามหากระดาษทุกชิ้นในกระเป๋าถือออกมาจดธรรมะที่หลวงปู่เมตตาถ่ายทอดออกมาเป็นระยะจนมืดค่ำ

ข้อธรรมะในวันนั้นและในวันต่อมารวมเป็น (วัดราชผาติการาม)   ปัจจะขัน ดำรงสมณศักดิ์ พระราชญาณปรีชา และพิมพ์โรเนียวแจกอ่านอายุครบ ๘๘ ปี จึงได้พิมพ์เป็นครั้งแรก จำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม และต่อมามีผู้มีจิตศรัทธรจัดพิมพ์อีกหลายครั้ง นับเป็นจำนวนหลายหมื่นเล่ม นับเป้นพระเมตตาคุณของหลวงปู่ที่กรุณาแกพุทธศาสนิกชนผู้ใฝ่ธรรมเป็นล้นพ้น นอกจากนั้นหลวงปู่ยังได้เมตตาบอกหนทางแก่ข้าพเจ้าในวันหนึ่ง ขณะที่กราบเรียนถามท่านด้วยความไม่เข้าใจอะไรเลยว่า “ทำสมาธิทำอย่างไร” ท่านตอบว่า “แล้วเดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างไร กายมันทำชั่วอย่างใด วาจามันกล่าวเท็จ ส่อเสียด ใจมันไปคิดพยาบาท ปองร้ายใคร” รู้ตรงนั้นว่า ปกตินั่นแหละสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญาอยู่ตรงนั้น รู้ปกติ รู้บ่อยๆ ไปได้เอง
    
ข้าพเจ้าขอกราบคารวะหลวงปู่ด้วยความเคารพสูงสุด และขอตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและบุญบารมีที่หลวงปู่ได้บำเพ็ญมาแล้วเป็นอเนกชาติ จงอภิบาลหลวงปู่ในโอกาสเจริญอายุครบรอบ ๑๐๐ ปีด้วยเทอญ.

พ.อ.หญิงพัชรี รัตนะสาขา

 
 

Main Menu