พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง ความรู้เกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง กำเนิดความเป็นมาของปลัดขิก (ศิวะลึงค์) ดีทางเสน่ห์ เมตตามหานิยม
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


กำเนิดความเป็นมาของปลัดขิก (ศิวะลึงค์) ดีทางเสน่ห์ เมตตามหานิยม PDF พิมพ์ อีเมล

กำเนิดความเป็นมาของปลัดขิก (ศิวะลึงค์) ดีทางเสน่ห์ เมตตามหานิยม

          เมื่อสมัยก่อนพระพุทธกาลราว  1,000  ปีเศษนั้น  ชนชาติหนึ่งทางซีกโลภภาคตะวันตกนับถือและบูชาพระอาทิตย์  พระจันทร์  ดวงดาว  และเพลิง  ชนเหล่านี้ถือว่าแสงแดดซึ่งกำเนิดมาจากพระอาทิตย์  หรือที่พระอาทิตย์ทรงโปรดให้ส่องพวยพุ่งมาสู่โลกมนุษย์นั้น  มีผลทำให้ข้าวในนาแลพืชพันธุ์ธัญญาหารเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ดี  ทั้งย่อมรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ด้วยประการหนึ่ง  ส่วนพระจันทร์นั้นก็ทอแสงลงมาให้โลกได้รับความร่มเย็นสงบก่อให้เกิดความเคลิบเคลิ้มมีความสุข  แสงจันทร์นั้นจะเรียกเทพเจ้าแห่งความรักของเขาก็ได้  เพราะมีอานุภาพทำให้เกิดความรักขึ้นอย่างแน่นแฟ้นในหมู่มนุษย์ 

          นอกจากแสงพระจันทร์จะมีคุณภาพประจักษ์ดั่งว่าแล้ว  เขาสังเกตเห็นได้ว่าการที่กระแสน้ำในมนุษย์โลกมีการไหลเวียนเปลี่ยนทิศทางขึ้นลงอยู่เสมอเป็นปกติวิสัยนั้นก็ด้วยการบันดาลของพระจันทร์  ความเห็นดังนี้ก็น่าจะตรงกันกับวิชาดาราศาสตร์ของโลกปัจจุบัน  คือการที่เกิดน้ำขึ้นน้ำลงได้นั้นก็เพราะพระจันทร์อยู่ใกล้โลก  โลกได้รับแรงดึงดูดจากดวงจันทร์จึงทำให้เกิดกระแสน้ำไหลวนเวียน  ไหลขึ้นไหลลงในโลกมนุษย์  ส่วนดวงดาวในจักรราศีที่เขาบูชานั้นก็ด้วยเหตุว่า  ดวงดาวเหล่านั้นมีความสำคัญเท่ากับเป็นเจ้าของแร่ธาตุต่าง ๆ ในโลก  เช่น  ดวงอาทิตย์เป็นธาตุไฟเป็นเจ้าของแร่ทองคำในโลก  ดวงจันทร์เป็นธาตุดินเป็นเจ้าของธาตุเงินในโลก  ดาวอังคารเป็นธาตุลมเป็นเจ้าของธาตุหรือแร่เหล็กในโลก  ดาวพุธเป็นธาตุน้ำเป็นเจ้าของแร่ปรอทในโลก  ดาวพฤหัสเป็นธาตุดินเป็นเจ้าของธาตุสังกะสีในโลก  ดาวศุกร์เป็นธาตุน้ำเป็นเจ้าของธาตุทองแดงในโลก  ดาวเสาร์เป็นธาตุไฟ  เป็นเจ้าของโลหะหรือแร่ตะกั่วภายในโลกดังนี้ 

          นอกจากการบูชาและพิธีพลีกรรมต่าง ๆ อันเป็นไปเพื่อสักการะแด่พระอาทิตย์  พระจันทร์  และดวงดาวในจักรราศีแล้ว   ยังได้บูชาเพลิงอีกสถานหนึ่ง  ด้วยพระเพลิงนั้นสามารถทำลายล้างสิ่งต่าง ๆ ให้พินาศย่อยยับเป็นจุลไปได้ในชั่วพริบตา  เขาจึงจำต้องบวงสรวงและอ้อนวอนบูชาขอความเมตตาหยุดยั้งการล้างผลาญ  จากพระเพลิงผู้เป็นเจ้าของแห่งอันตรายอันใหญ่หลวงแก่เขาด้วย
 
          กาลต่อมาชนอีกเหล่าหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในใจกลางทวีปอาเซียน  (อาฟกานิสถานและธิเบต)  มีชื่อว่า  “อริย”  ได้เดินทางเข้าไปพบศาสนาบูชาพระอาทิตย์แลดวงดาวของชนดังกล่าว  จึงรับเอามาดัดแปลงเป็นศาสนาของตนขึ้นคงนับถือเทพเจ้าอาทิตย์เหมือนกันเรียกชื่อเทพเจ้านี้ว่า  “สวิตะระ”  แล้วยังนับถือน้ำหรือฝนที่หลั่งลงมาจากฟากฟ้าอีกเรียกว่า  “วรุณะ”  พวกอริยะถือว่าสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ล้วนมีพระเป็นเจ้าองค์หนึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่าเหนือกว่าสิ่งทั้งปวงและผู้บันดาลให้เกิดสรรพสิ่งต่าง ๆ ในสากลจักรวาลเรียกพระผู้เป็นเจ้านี้ว่า  “อินทร์” 

         เมื่อพระอินทร์เป็นผู้ประศาสตร์ก่อกำเนิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นแล้ว  ก็มีเทพเจ้าอีกองค์หนึ่งเป็นผู้ทำลายชีวิตมนุษย์และสัตว์โลกอันจะหลีกเลี่ยงไม่ได้  นั่นก็คือ  “พระยม”  หรือ  “มฤตยู”  เทพเจ้าแห่งความตาย  ท่านทั้งสี่นี้เป็นเทพเจ้าผู้เป็นเจ้าของโลกเป็นผู้พิทักษ์รักษาโลกผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งทิศทั้งสี่ที่เรียกกันว่า  “ท้าวโลกบาล”  ทั้งนี้ศาสนาเดิมของอริยะก็มีกำเนิดมาจากการบูชาพระอาทิตย์  พระจันทร์  ดวงดาว  และบูชาไฟของชนชาวตะวันตกเหล่าหนึ่งในสมัยก่อนพุทธกาล  1,000  ปีเศษที่กล่าวแล้วนั่นเอง
 
          ที่ตำบลมุเขระ  และที่ตำบลลารัสในสุสะประเทศมีวิหารพระอาทิตย์และวิหารพระจันทร์แห่งละหนึ่งหลังซึ่งสร้างโดยสัปประอุราทาคะกษัตริย์  ไว้สำหรับเป็นที่ชุมนุมประกอบพิธีบูชาเทพเจ้าอาทิตย์และเทพเจ้าพระจันทร์ของศาสนิกชนแห่งประเทศนั้น  ลักษณะของวิหารนี้ตกแต่งด้วยลวดลายวิจิตรพิสดารเป็นสถาปัตยกรรมโบราณฝีมือช่างหลวงแห่งสมัยนั้น  แต่ทว่าท่ามกลางแห่งพระวิหารทั้งสองนั้นเป็นท้องพระโรงมหึมา  เบื้องบูรพทิศมีบานพระแกลขนาดใหญ่เปิดเป็นทวารอ้าไว้สำหรับให้แสงพระอาทิตย์พวงพุ่งสาดส่องเข้ามายังภายในมหาวิหารนั้น  และนั่นคือเป็นเครื่องหมายบอกวาระถึงเวลาที่ศาสนิกชนที่กำลังประชุมพร้อมกัน  ณ   ที่นั้นจะได้เริ่มพิธีสักการแด่พระอาทิตย์และพระจันทร์ผู้เป็นใหญ่  นอกจากใช้แสงสว่างของธรรมชาติดังกล่าวเป็นเครื่องหมายที่จะน้อมนำบูชาแล้ว  ภายในมหาวิหารท่ามกลางท้องพระโรงใหญ่หาได้มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเครื่องหมายอันศักดิ์สิทธิ์แทนองค์เทพเจ้านั้นไม่
 
          ต่อมาศิวะอุมากษัตริย์นาครวนะโพชผู้เป็นพระโอรสของอุสินระกษัตริย์เสด็จไปที่ตำบลลารัสในสุสะประเทศเพื่อประกอบพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าจันทร์อันศักดิ์สิทธิ์ในพระมหาวิหารโสมนาถ  ศิวะอุมากษัตริย์ได้ทรงเห็นว่า  ณ  พระวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้นน่าจะมีเครื่องหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง  แทนพระอาทิตย์  และพระจันทร์เทพเจ้าไว้สำหรับให้มหาชนได้มาเคารพสักการ  ในยามที่บางขณะเทพเจ้าทั้งสองไม่สาดแสงพวยพุ่งลงมาสู่บานพระแกลใหญ่นั้นได้  เป็นการเปิดโอกาสให้มหาชนกระทำพิธีเคารพได้ทุกวันเวลา  แทนที่จะมาชุมนุมกันเฉพาะในเวลาหนึ่งเวลาใดดังที่เคยเป็นมา 

         ฉะนั้นพระองค์จึงโปรดให้ช่างจำหลักรูปพระอาทิตย์และพระจันทร์ขึ้นไว้  แล้วประดิษฐานไว้บนปลายเสาหินตั้งเอาไว้ใจกลางพระมหาวิหารโสมนาถนั้น  แล้วพระองค์ทรงเสด็จไปนมัสการพระอาทิตยืและพระจันทร์เป็นกิจวัตร  ชนทั้งหลายก็เรียกกันว่าเสาพระจันทร์ของศิวะ  อันเสาหินที่ประดิษฐานรูปจันทร์และอาทิตย์นี้มีลักษณะเป็นรูปหินกลมอยู่ส่วนบนสุด  ถัดมาเป็นรูปวงจันทร์ข้างแรมมีส่วนโค้งขนานไปตามความโค้งของวงดวงอาทิตย์นั้น  ทั้งหมดตั้งอยู่บนยอดเสาหินกลมกลางพระมหาวิหาร  เมื่อมองดูผาด  ๆ คล้ายรูปลึงค์ตั้งเลยเรียกกันว่าศิวะลึงค์  ครั้นกาลเวลานานมาเมื่อศาสนาแห่งพระอิศวรและพระอุมาเกิด  สาสนิกชนผู้เลื่อมใสจึงจำหลักหินเป็นรูปโยนีรับแท่นศิวะลึงค์นั้นหมายเอาเป็นรูปเคารพแทนองค์พระอิศวรและพระอุมา  เรียกผู้นับถือรูปเคารพศิวะลึงค์และโยนีพระอุมานี้ว่า  ผู้นับถือลึงค์ศาสนามีพราหมณ์ตระกูลโพช  หรือพรามหมณ์  พฤฒิบาศ  เป็นต้น
 
          รูปเคารพพระอาทิตย์และพระจันทร์ในเทวาลัยโสมนาถนั้น  กล่าวกันว่าเมื่อผู้ใดได้เคาระสักการบูชาอยู่เป็นนิจแล้วจักได้ขึ้นไปสู่สวรรค์  เพราะพระศิวะทรงโปรด  ต่อมาพราหมณ์พฤฒิบาศผู้ชำนาญในพิธีและผู้มีลึงค์ศาสนาเป็นสรณะ  จึงได้จำลองศิวะลึงค์เป็นรูปเล็ก ๆ ขึ้น  สำหรับใช้ติดตัวเพื่อเป็นเครื่องระลึกนึกถึงพระศิวะในสวรรค์  โดยที่พราหมณ์พฤฒิบาศนี้เป็นผู้ชำนาญในการขับเสนียดจัญไร  อันเกิดขึ้นแก่มนุษย์อย่าเชี่ยวชาญ  ศิวะลึงค์จำลองจึงเป็นวัตถุที่ป้องกันเสนียดจัญไรเป็นที่นับถือกันมาแต่บูรพกาล

 
 

Main Menu

VirtueMart Login