พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง ความรู้เกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง กำเนิดปลัดขิก ของขลังของไทย
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


กำเนิดปลัดขิก ของขลังของไทย PDF พิมพ์ อีเมล

กำเนิดปลัดขิก ของขลังของไทย

         ในสมัยก่อนนั้นชาวบ้านอุบาสก  อุบาสิกาศานิกชนคนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ใกล้ชิดกับวัดวาอารามมากแทบจะกล่าวได้ว่า  ชาวบ้านและชาววัดมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก  นับตั้งแต่การเกิดจนกระทั่งการตายละจากโลกนี้ไปเป็นภารธุระของพระสงฆ์องค์เจ้าแทบทั้งสิ้น  เป็นทำนองพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน  เพราะการแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  โดยไม่เลือกชั้นวรรณะทางพระท่านถือว่าเป็นมงคลอย่างหนึ่ง 

         ในหนังสือชีวิตของชาววัดของท่านเสถียร  โกเศศกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า  “ถ้าว่าถึงสมภารเจ้าวัดซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่  ที่เรียกกันว่าหลวงพ่อ  มักเป็นผู้ทรงคุณความรู้ขลังมาก  เป็นที่นับถือของชาวบ้านทั่วไป  ไม่ว่าที่ไหนใคร ๆ ก็นับถือ เขาเล่าให้ฟังว่าหลวงพ่อท่านเอาใจใส่ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านไม่ขาด  เวลาบ้ายท่านสรงน้ำแล้ว  เป็นครองผ้าเรียกเอาย่ามบรรจุหยูกยาและน้ำมนต์ออกจากวัดไปยังหมู่บ้านใครป่วยไข้ไม่สบายท่านก็ให้ยากินบ้างรดน้ำมนต์ให้บ้าง 

         ยิ่งกว่านั้นชาวบ้านผิดพ้องหมองใจกันไปขอร้องให้ท่านเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย  แม้เป็นเรื่องลักหาพาหนีกันซึ่งไม่ใช่กิจของสงฆ์  ชาวบ้านก็ยังไปกวนให้ช่วยเหลือ  ทำความประนีประนอมกัน  ตลอดจนเรื่องอาจไปฟ้องร้องกันยังโรงศาล  หรือให้นายบ้านนายอำเภอเป็นผู้เปรียบเทียนไกล่เกลี่ย  ไม่ยากอะไรก็ไม่เอา  สมัครใจแต่ให้สมภารท่านตัดสิน  ท่านตัดสินว่าอย่างไร  ดูก็เป็นที่พอใจยอมกันได้ง่ายเมื่อท่านเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน  ไม่ใช่แต่ทางธรรมอย่างเดียวดังนี้  จะไม่ให้ชาวบ้านนับถือท่านมากอย่างไรได้
 
         เมื่อหลวงพ่อพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา  ท่านมีเมตตาธรรมประจำใจนอกเหนือไปจากการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนดังกล่าวแล้ว  ยามที่เกิดการเจ็บป่วยขึ้นแก่ลูกเด็กเล็กแดงในหมู่บ้าน  ผู้คนก็คงจะต้องไปของร้องให้ท่านปัดเป่าป้องกันภัยตรายแก่ลูกเต้าของตน  มีการขอให้แคล้วคลาดจากภยันตรายอันจะเกิดจากความไข้ได้ป่วยอันตรายอันเกิดขึ้นจากเขี้ยวงาของสัตว์ซึ่งมีอยู่ชุกชุมในถิ่นชนบทห่างจากตัวเมือง 

         ดังนั้นพระเถระผู้เป็นคณาจารย์ผู้ถือเอาความกรุณาและการสงเคราะห์มนุษย์อย่างไม่มีสิ้นสุด  ไม่มีการเลือกชาติ  ชั้นวรรณะ  ไม่มีการถือเขาถือเรา  มีแต่ความเตตากรุราเป็นที่ตั้งแต่ฝ่ายเดียวเท่านั้นท่านจึงได้ประกอบรูปเคารพขึ้นอย่างหนึ่งจากวัตถุ  คือไม้เหลาเป็นรูปท่อนกลมยาวตรงปลายคือรูปเหรียญของพระศิวะตรงโคนเจาะรูสำหรับร้อยเชือก  สำหรับผูกเอวเด็กป้องกันภยันตรายและเสนียดจัญไรต่าง ๆ โดยท่านถือเอาเป็นอุปเท่ห์ตามคติของพราหมณ์พฤฒิบาศ  ผู้ถือลึงค์ศาสนาสิ่งดังกล่าวนั้นก็คือศิวะลึงค์นั่นเอง 

         แต่พระคณาจารย์เจ้าผู้ฉลาดท่านเปลี่ยนนามเรียกเสียใหม่ว่า  ท่านปลัด  แปลว่าผู้อยู่เคียงข้าง  (ปลัดคือปรัศวะข้าง)  ก็โดยที่วัตถุสิ่งนั้นมีรูปลักษณะคล้ายลึงค์ผู้ใดเห็นผูกอยู่กับเด็ก ๆ ไร้เดียงสาก็เกิดอาการขบขันหัวเราะกันคิกคักเล่นเป็นที่สนุก  วัตถุสิ่งนั้นหรือท่านปลัด  เลยมีชื่อเรียกกันว่า  “ปลัดขิก”  ต่อมา  (ขิกคือเสียงหัวเราะ)  เพราะใครเห็นท่านปลัดเข้าเป็นต้องหัวเราะคิกคักนั่นเอง  นาม  “ปลัดขิก”  (ผู้อยู่เคียงข้างที่เรียกเสียงหัวเราะ)  ก็เกิดขึ้นด้วยประการดังนี้  ตาลทราง  ภูตผีปิศาจและแม่ซื้อ  นอกจากนั้นแล้วตอนส่วนก้นของปลัดขิกยังใช้ฝนกับสุรากินแก้พิษผิดสำแดงอันเกิดจากอาการไข้สารพัดได้อีกด้วย

 
 

Main Menu

VirtueMart Login