พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง ไสยศาสตร์ กุมารจากซากศพ (ตำราการทำกุมารทอง พิธีกรรมดั้งเดิมของขุนแผน)
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


กุมารจากซากศพ (ตำราการทำกุมารทอง พิธีกรรมดั้งเดิมของขุนแผน) PDF พิมพ์ อีเมล

กุมารจากซากศพ (ตำราการทำกุมารทอง พิธีกรรมดั้งเดิมของขุนแผน)



การทำกุมารทองในอีกพิธีกรรมหนึ่ง ซึ่งได้มีบันทึกไว้ในตำรา เล่มเดียวกันที่ได้อ้างถึงไปแล้ว เป็นพิธีกรรมการทำกุมารทองที่อาจ กล่าวได้ว่าเป็นการประยุกต์มาจากพิธีกรรมดั้งเดิมของขุนแผน

ตามตำราการทำกุมารทองในกาลต่อมา อาจารย์เจ้าของตำรา ได้บันทึกไว้ว่า ผู้ทรงเวทวิทยาคมที่มีความตั้งใจจะทำกุมารทองขึ้นมา ไว้ใช้สอย ท่านจะคอยฟังข่าวดูว่าบ้านใดวัดใดที่จะมีศพตายทั้งกลม คือ ตายทั้งเป็นและลูกที่จะนำมาฝากหรือฝังไว้ในป่าช้า เพราะเป็นประเพณี ความเชื่อกันมาแต่โบราณว่าหญิงที่ตายทั้งกลมเขาจะไม่เผาในทันที จะต้องนำไปฝังไว้ก่อนระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงจะขุดขึ้นมาเผากันในภายหลัง

ทีนี้พอสืบทราบว่ามีศพตายทั้งกลมสมประสงค์ เมื่อศพ ถูกนำไปฝังไว้ในป่าช้าแล้วตกกลางคืนผู้ต้องการทำกุมารทองก็จะจัดเตรียมมีดหมอที่ปลุกเสกเรียบร้อยแล้วพร้อมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะต้องใช้ในการทำพิธีเข้าไปที่หลุมศพนั้น โดยจะต้องเข้าไปทำพิธีตามลำพังเท่านั้น ห้ามมีผู้อื่นติดตามไปด้วย

ครั้นถึงที่ฝังหรือที่เก็บศพแล้ว ให้จัดการงัดฝาโลงทำการแก้ ผ้าตราสังออก จากนั้นจึงใช้มีดหมอผ่าท้องศพเพื่อที่จะเอาซากทารก ของศพออก วิธีการผ่าเอาซากทารกในศพออกมานั้นท่านว่าเป็นไป ในลักษณะเดียวกันกับขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่นั่นแหละ
ความสำคัญในขั้นตอนนี้อยู่ที่ว่าขณะผ่าท้องนำซากทารก ออกมานั้นต้องมีการบริกรรมคาถากำกับตลอดเวลา คาถามีว่าดังนี้

“สิทธิเตโช สิทธิจิตตัง มะลันทะนัง”

เมื่อได้ตัวเด็กออกมาจากศพแม่แล้ว ให้พูดกับซากศพทารก นั้นว่า

“กุมารทองเจ้าเอยพ่อนี้รักเจ้ามาก พ่ออยากได้เจ้าไปเป็นลูกของพ่อ ไปอยู่กับพ่อเถิดนะ พ่อจะเลี้ยงดูเจ้าให้สุขสบาย เจ้าเต็มใจ ไปกับพ่อนะลูกนะ”

ตามตำราท่านว่าให้พูดเองเออเอง ถามเองตอบเอง แล้วทำนิมิต ให้เห็นว่าซากทารกที่จะนำไปประกอบพิธีกรรมเป็นกุมารทองนั้นลุกขึ้น และพูดเจรจาโต้ตอบกับตนดุจดั่งทารกที่ยังมีชีวิตจริงๆ

เมื่อผู้ทำพิธีพูดเองเออเองในทำนองว่าทารกนั้นเต็มใจจะไป อยู่เป็นลูกแล้วท่านให้ใช้มีดหมอตัดสายรกอันเป็นอวัยวะที่สัมพันธ์ อยู่กับอุทรของซากศพมารดาออกจากกันทันที จากนั้นจึงเอาซากทารก ที่ได้มานั้นห่อผ้าแดงมาทำพิธีย่างให้แห้งต่อไป พิธีย่างซากทารกให้เป็นกุมารทองตามพิธีกรรมนั้นก็ทำตามพิธี กรรมของขุนแผนอีกเช่นกัน คือต้องไปทำพิธีย่างในโบสถ์หรือวิหาร แต่ในพิธีกรรมยุคหลังนี้อนุโลมว่าถ้ามีความจำเป็นไม่สามารถหาโบสถ์ หรือวิหารที่จะย่างซากทารกได้ท่านให้ทำพิธีย่างภายในเขตพัทธสีมา

การที่มีข้อกำหนดอย่างนั้น ท่านว่าเป็นเคล็ดวิชาเพื่อป้องกัน ไม่ให้วิญญาณของผู้เป็นแม่มาทำลายพิธีและแย่งเอาลูกของตนคืนไป สำหรับสิ่งของเครื่องใช้ในการทำพิธีย่างซากทารกมีดังนี้

๑. ผ้าขาว สำหรับคาดเพดานพิธีมณฑล    
๒. ไม้รัก สำหรับใช้ปักเป็นเสา ๔ อันใน ๔ทิศ
๓. สายสิญจน์ สำหรับล้อมวนรอบมณฑลพิธี ซึ่งจะต้องจัด เตรียมนำไปให้เพียงพอต่อการล้อมวนรอบให้ได้ครบ ๗ รอบ
๔. ยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า สำหรับไว้คาดเพดาน
๕. ผ้ายันต์ตรีนิสิงเห สำหรับติดกำกับทิศทั้งจึงต้องเตรียมไว้ ให้ครบจำนวน ๘ ผืน นอกจากนั้นยังให้จัดเตรียม ยันต์อิติปิโสฯ ประจำทิศไว้ติดประจำแต่ละทิศให้ครบถ้วนด้วย คือยันต์ประจำทิศใด ก็ให้ติดยันต์ประจำทิศนั้นให้ถูกต้องตามทิศทั้งแปด คือ
๑. ทิศyรพา ให้ติดกระทู้ ๗ แบก (อะระชาคะตะระสา)
๒. ทิศอาคเนย์ให้ติดฝนแสนห่า (ติหังจะโตโรถินัง)
๓. ทิศทักษิณให้ติดนารายณ์กลืนสมุทร(ปิลัมวะโลปุลัตพุท)
๔. ทิศหรดี ให้ติดนารายณ์พลิกแผ่นดิน (โสมานะกะริถาโต)
๕. ทิศประจิมให้ติดตวาดหิมพานต์ (ภะสัมสัมวิสะเทภะ)
๖. ทิศพายัพให้ติดนารายณ์กลืนจักร (คะพุทปันทูธัมวะคะ)
๗. ทิศอุดรให้ติดนารายณ์ขว้างจักร (วะโธอะมเะมะวา)
๘. ทิศอีสาน ให้ติดนารายณ์แปลงรูป (อะวิสสุนุตสานุคติ) สำหรับไม้ที่จะใช้ทำขาหยั่งและคานวางซากทารกในขั้นตอน พิธีในการย่างให้แห้งนั้นท่านให้ใช้ ไม้ชัยพฤกษ์ ส่วนไม้รัก ที่จะนำ มาใช้ปักเป็นเสา ถ้าหาไม่ได้ก็ให้ใช้ ไม้สักทองแทน หรือไม่ก็ใช้ไม้ มะริดไม้กันเกรา

เมื่อจัดเตรียมเครื่องไฟในพิธีกรรมเป็นที่เรียบร้อยพร้อมสรรพ ล้อมด้วยสายสิญจน์ ๗ รอบ ติดยันต์เพดาน ยันต์ตรีนิสิงเหประจำทิศ ตั้งขาหยั่งและทำการจุดไฟก่อลุกดีแล้ว ก็ลงมือย่างซากทารกได้เลย โดยค่อยๆ ย่างให้แห้งไปเรื่อยๆ อย่างทั่วถึง ระมัดระวังไม่ให้ร่างทารก ไหมไฟ แต่ต้องทำให้แห้งเกราะก่อนรุ่งอรุณหรือก่อนตี ๕ ของวันนั้น

ความสำคัญในการย่างทารกที่จะทำเป็นกุมารทองนี้ ขณะที่ ย่างนั้น ผู้ทำพิธีจะต้องบริกรรมพระคาถากำกับไปด้วยตลอดเวลา อย่าให้ขาดตอน พระคาถามีดังนี้

“สุวัณโณ ปียะกุมาร มหาภูโต มหิทธิโก สัพพทิเสสุ วัตติโก สัพพคาเมสุ โคจโร สัพพชนานัง หะเทเย มหาเตโช ปวัตติโท รัตนะตะ ยานุภาเวนะรัตนะตะเยเตสสาเทวานังอิทธิพเลนะกุมาโรจะมหิทธิโค”

ท่านแปลความไว้ดังนี้

“พ่อกุมารทองที่รักเจ้าเป็นหนึ่งแห่งมหาภูต มีอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่ นัก สามารถเที่ยวไปได้ทุกทิศ เข้าไปในสถานที่แลเคหะบ้านเรือนได้ ทุกแห่งเข้าไปสู่ดวงจิตของคนก็ได้ เจ้าท่องเที่ยวไปด้วยเดชด้วยอานุภาพของคุณรัตนตรัยด้วยเดชของคุณพระรัตนตรัยและมหฃิทธานุภาพ แห่งฤทธิ์อิทธิกำลังแห่งเทพเจ้าทั้งหลาย เจ้าจงเป็นกุมารทองที่มี อิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่”

เมื่อย่างกุมารทองจนแห้งเกาะดีแล้วก็ให้ดับไฟที่ย่างเสีย แล้ว จึงดำเนินพิธีกรรมต่อไปเป็นการอัญเชิญกุมารทองมาสู่ความเป็นเจ้าของ โดยภาวนาพระคาถาดังนี้

“คัจฉา มหาภูโต สมนุสโส สเทวโก กโรหิ ป็ตุวจเมนะ สัมปุณเณนะ ปสิทธิยา”

แปลความว่า

“มาเถิดนะเจ้ามหาภูตผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เสมอด้วยมนุษย์และเทวดา เจ้าจงมาทำตามวาจาของพ่อให้สัมฤทธิ์ผลอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์”

ทำอย่างนั้นทุกขั้นตอนแล้ว ให้นำซากทารกที่แห้งแล้วนั้น ห่อหุ้มด้วยผ้าแดงแล้วนำกลับมาบ้าน ตามตำราท่านว่าไว้ว่าเมื่อนำมา ถึงบ้านแล้วให้เอาน้ำมันรักชโลมทาร่างทารกนั้น แล้วปิดด้วยทองคำ เปลวแท้บริสุทธิ์ให้ทั่วตลอดตัว

การทำอย่างนั้นจะทำให้ร่างทารกที่ได้ผ่านพิธีกรรมอันเร้นลับ ศักดิ์สิทธิ์มาแล้วดูเหลืองอร่ามไปทั่วร่างดุจทารกทองคำ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงเรียกว่า “กุมารทอง”

 
 

Main Menu

VirtueMart Login