กุมารทอง พิมพ์

กุมารทอง ดีทางเสน่ห์ ป้องกันภัยอันตราย โชคลาภ ค้าขาย

         การทำกุมารทอง เริ่มมีตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2034 ถึง พ.ศ. 2072 โดยขุนแผนแม่ทัพเอก ผู้มีชื่อเลื่องลือ ศิษย์ของท่านอาจารย์คง วัดแค ผู้เชี่ยวชาญไสยศาสตร์ ในสมัยนั้น วรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งนักปราชญ์ได้รับรอง รับประกันว่าประพันธ์ โดยอาศัยเค้าโครงจากเรื่องจริง ในสมัยอยุธยา กล่าวถึงการทำกุมารทอง ของขุนแผนไว้ว่า

๏ ครั้นเวลาดึกสงัดกำดัดหลับ                           คนระงับนอนเงียบไม่เกรียบไหว
ก็เป่าคาถาสะกดประกับใจ                                แล้วลุกไปลนลานเตรียมการพลัน
เอาเครื่องอานสารพัดยัดลงย่าม                        กับเทียนสามเล่มใส่ขมีขมัน
กลักเหล็กไฟสายสิญจน์ทั้งเลขยันต์                  ก็พร้อมสรรพฉับพลันด้วยทันที
หยิบเอามีดคร่ำด้ามกัลปังหา                            ตรงมาถึงตัวเจ้าบัวคลี่
แหวกม่านตลบมุ้งขึ้นทันที                                อัจกลับริบหรี่เห็นรำไร
ยืนขึ้นบนเตียงเข้าเคียงข้าง                              พินิจนางนิ่งนอนถอนใจใหญ่
ไม่รู้เลยว่าร่างมันร้างใจ                                    จะฆ่าผัวเสียได้ช่างไม่คิด
แล้วชักมีดตั้งท่าง่าขยับ                                   ใจกลับมืออ่อนสะท้อนจิต
แล้วกลับนึกขึ้นถึงนางวางยาพิษ                       เอาชีวิตเสียเถิดอย่าไว้มัน
เอามีดคร่ำตำอกเข้าต้ำอัก                                เลือดทะลักหลวมทะลุตลอดสัน
นางกระเดือกเสือกดิ้นสิ้นชีวัน                           เลือดก็ดั้นดาษแดงดังแทงควาย
แล้วผ่าแผ่แล่แล่งตลอดอก                               แหวะหวะฉะรกให้ขาดสาย
พินิจแน่แลเห็นว่าเป็นชาย                                ก็สมหมายดีใจไม่รั้งรอ
อุ้มเอาทารกยกจากท้อง                                  กุมารทองมาเถิดไปกับพ่อ
หยิบเอาย่ามใหญ่ใส่สวมคอ                             เอาผ้าห่อลูกชายสะพายไป
หยิบเอาย่ามใหญ่ใส่สวมคอ                             เอาผ้าห่อลูกชายสะพายไป

ต่อจากนั้น ขุนแผนก็ทำพิธีย่างกุมารทองที่วัดใต้ (เมืองกาญจนบุรี)  แล้วจึงทำพิธีปลุกกุมารทองจนถึงรุ่งเช้า มีความว่าดังนี้

เปิดประตูจู่ออกมานอกบ้าน                             รีบเดินผ่าตัดเข้าวัดใต้
ปิดประตูวิหารลั่นดานใน                                  ลิ่มกลอนซ้อนใส่ไว้ตรึงตรา
วางย่ามเปิดกลักแล้วชักชุด                            ตีเหล็กไฟจุดเทียนขึ้นแดงร่า
เอาไม้ชัยพฤกษ์พระยายา                                ปักเป็นขาพาดกันกุมารวาง
ยันต์นารายณ์แผลงฤทธิ์ปิดศรีษะ                    เอายันต์ราชะปะพื้นล่าง
ยันต์นารายณ์ฉีกอกปกปิดกลาง                      ลงยันต์นางพระธรณีที่พื้นดิน
เอาไม้รักปักเสาขึ้นสี่ทิศ                                  ยันต์ปิดปักธงวงสายสิญจน์
ลงเพดานยันต์สังวาลอัมมรินทร์                       ก็พร้อมสิ้นในตำราถูกท่าทาง
เอาไม้มะริดกันเกราเถากันภัย                          ก่อชุดจุดไฟใส่พื้นล่าง
ตั้งจิตสนิทดีไว้ที่ทาง                                      ภาวนานั่งย่างกุมารทอง
เอาไม้มะริดกันเกราเถากันภัย                          ก่อชุดจุดไฟใส่พื้นล่าง
ตั้งจิตสนิทดีไว้ที่ทาง                                      ภาวนานั่งย่างกุมารทอง
ร้อนทั้งตัวทั่วกันน้ำมันฉ่า                                กลับหน้ากลับไปทั้งสอง
เกราะแกร่งแห้งได้ดังใจปอง                           พอรุ่งแจ้งแสงทองขึ้นทันใด

         การที่ขุนแผนฆ่านางบัวคลี่แล้วเอาลูกมาทำกุมารทองนั้น ก็เพราะว่าบัวคลี่คิดจะฆ่าขุนแผนก่อน โยเอายาพิษใส่ในอาหารตามแผนการณ์ของบิดาตน แต่ในการต่อๆมาการทำกุมารทองนั้น หาได้ใช้วิธีดั่งนั้นไม่ ตามตำรานั้นอาจารย์ท่านให้คอยดูว่าวัดใดมีผู้นำศพตายทั้งกลม (ตายคู่กันทั้งแม่และเด็กในท้อง) มาฝากหรือฝังไว้ในป่าช้า เพราะหญิงที่ตายทั้งกลมนั้นเขาไม่ทำพิธีเผากันทันที ต้องนำไปฝังไว้ก่อน ครั้นเวลากลางคืนผู้ที่จะทำกุมารทองต้องมีมีดหมออันได้ปลุกเสกถูกต้องตามพิธีการเป็นเครื่องมือที่สำคัญติดตัวไปด้วย การไปเช่นนี้ท่านบังคับให้ไปลำพังคนเดียว จะชวนเพื่อนไปด้วย ไม่ได้เป็นเด็ดขาด เมื่อถึงที่ฝังหรือที่เก็บศพแล้ว จัดการงัดฝาโลงแก้ตราสังศพออก ใช้มีดหมอผ่าท้องศพ เพื่อนำทารกนั้นออกมา ท่านให้บริกรรมด้วยคาถานี้ตลอดเวลาที่กำลังชำแหละศพ  คาถาว่าดั้งนี้ " สิทธิเตโช สิทธิจิตตํ มหาภูโต มะสันทนํ "

         เมื่อได้ตัวเด็กออกมาจากศพแล้ว ให้พูดกับกุมารนั้นว่า " เจ้าเอ๋ย พ่อนี้รักเจ้ามาก พ่ออยากได้เจ้า เป็นลูกของพ่อ ไปอยู่กับพ่อเถิดนะ พ่อจะเลี้ยงดูเจ้าให้สุขสบาย เจ้าเต็มใจไปกับพ่อนะลูกนะ "
ตามตำราท่านว่า ให้พูดเองตอบเอง แล้วทำนิมิตให้เห็นว่ากุมารทองนั้น ลุกขึ้นและพูดด้วยกับตนดุจดังกุมารนั้นมีชีวิตจริง ๆ เมื่อผู้ทำกุมารทอง พูดเองเออเอง ทำนองว่ากุมารนั้นเต็มใจไปเป็นลูกแล้ว ท่านจึงให้ตัดสายรก อันเป็นอวัยวะที่สัมพันธ์อยู๋กับอุทรของมารดา ออกจากกันทันที


 

พิธีย่างกุมารทองและการปลุกเสกกุมารทอง

         พิธีย่างกุมารทองนั้นต้องกระทำในโบสถ์หรือวิหาร ถ้ามีความจำเป็นไม่อาจเข้าไปกระทำภายในนั้นได้ ท่านให้ทำพิธิย่างภายในพัทธสีมา ทั้งนี้เพื่อกันมิให้วิญญาณของแม่มาทำลายพิธี และแย่งเอาลูกของตนไป เครื่องใช้ในพิธีย่าง มีดังนี้

         ๑. ผ้าขาวสำหรับคาดเพดานพิธีมณฑล
         ๒. ไม้รักสำหรับปักเป็นเสา 4 อัน (สี่ทิศ)
         ๓. สายสิญจน์พอที่จะวงได้ 7 รอบมณฑลพิธีนั้น 
         ๔. ยันต์มงกุฏพระพุทธเจ้าสำหรับคาดเพดาน
         ๕. ผ้ายันต์ตรีนิสิงเห สำหรับติด 8 ผืน (แปดทิศ)

ด้านหลังเป็นยันต์อิติปิโส ประจำทิศ แต่ละทิศ คือยันต์ประจำทิศใดก็ให้ติดยันต์นั้นตามทิศทั้งแปดแต่ละทิศ คือ

         1. ทิศบูรพา (ทิศตะวันออก) ให้ติดกระทู้ 7 แบก (อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา) 
         2. ทิศอาคเณย์ (ทิศตะวันออกเฉียงใต้) ให้ติดฝนแสนห่า (ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง)
         3. ทิศทักษิณ (ทิศใต้)  ให้ติดนารายณ์เกลื่อนสมุทร (ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท)
         4. ทิศหรดี (ทิศตะวันตกเฉียงใต้) ให้ติดนารายณ์ถอดจักร์ (โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ)
         5. ประจิม (ทิศตะวันตก) ให้ติดนารายณ์ขว้างจักร์ตรึงไตรภพ (ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ) 
         6. ทิศพายัพ (ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ) ให้ติดนารายณ์พลิกแผ่นดิน (คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ)  
         7. ทิศอุดร (ทิศเหนือ) ให้ติดตวาดฟ้าป่าหิมพานต์วา  (โธ โน อะ มะ มะ วา)
         8. ทิศอีสาน (ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) ให้ติดนารายณ์แปลงรูป (อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ )

         เมื่อจัดพิธีมณฑล วงด้วยสายสิญจน์ ติดยันต์ประทับเพดานและยันต์ตรีนิสิงเหประจำทิศ ตั้งขาหย่างแลคานจุดไฟก่อดี แล้วก็ลงมืออย่างกุมารนั้นภายในพิธีมณฑล ต้องย่างให้แห้งเกราะอย่าให้ไหม้ คือ ต้องหมุนเปลี่ยนทางที่ร้อนไฟอยู่เรื่อย ต้องให้เสร็จก่อนรุ่งอรุณหรือก่อนตี 5 ของวันนั้นให้ได้ มีพระคาถาบริกรรมขณะย่างกุมารทองนั้น ดังนี้

         สุวัณโณ ปิยะกุมาโร มหาภูโต มหิทธิโก สัพพะทิเสสุ วัตติโก
         สัพพะคาเมสุ โคจะโร สัพพะชนานัง หะเทเย มหาเตโช
         ประวัติโก รัตตะนะตะยานุภาเวนะ รัตนะตะยะเตสา
         เทวานัง อิทธิพะเลนะ กุมาโรจะ มหิทธิโก

ท่านแปลว่าดังนี้

         พ่อกุมารทองที่รัก เจ้าเป็นหนึ่งแห่งมหาภูติ มีอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่นัก สามารถเที่ยวไปได้ในทุกทิศ เข้าไปไนสถานที่แลเคหะบ้านเรือนได้ทุก ๆ แห่ง  เข้าไปสู่ดวงจิตของคนได้ เจ้าท่องเที่ยวไปด้วยเดช ด้วยอานุภาพของคุณพระรัตนตรัย ด้วยเดชของคุณพระรัตนตรัยและด้วยมหิธานุภาพแห่งฤทธิอันยิ่งใหญ่

เมื่อกุมารนั้นแห้งเกราะดีแล้วก็ดับไฟที่ย่างเสียแล้วบริกรรมต่อไปด้วยคาถานี้ "คัจฉาหิ มหาภูโต สมนุสโส สเทวโก กโรหิ ปิตุวจเนนะ สัมปุณเณนะ ปสิทธิยา"

แปลความว่า "มาเถิดนะ เจ้ามหาภูตผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เสมอด้วยมนุษย์และเทพยดา เจ้าจงทำตามวาจาของพ่อ ให้สัมฤทธิผลอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์"

ครั้นเมื่อมาถึงบ้านของเจ้าของกุมารทองแล้ว ตำราท่านให้นำน้ำรักลงกุมารจนทั่วแล้วปิดทอง ด้วยทองใบบริสุทธิ์จนทั่ว ดังนี้จึงได้ชื่อว่า"กุมารทอง"


 

การใช้กุมารทองและการเลี้ยงกุมารทอง

        ที่อยู่ของกุมารทองนั้น ให้ทำเป็นเรือนเล็กๆ มีของเล่นสำหรับให้เล่นจัดไว้ให้พร้อมสรรพ ถึงเวลากินอาหาร ก็ให้เรียกเขาด้วยวาจาหรือระลึกจิตก็ได้ ให้เขามาร่วมกินอาหารด้วย การใช้กุมารทองนั้น ให้ใช้ทางจิตวิญญาณ ไม่ต้องเอากุมารทองนั้นติดตัวไปด้วย ท่านว่ากุมารทองนั้นมีคุณประโยชน์แก่ผู้เป็นเจ้าของหลายประการ ดังนี้คือ

         1. ใช้ให้เฝ้าบ้านในเวลาเจ้าของบ้านไม่อยู่ เพื่อป้องกันเหตุร้ายและขโมย
         2. ให้กุมารทอง ติดตามไปช่วยเหลือ ในกิจการต่าง ๆ ของเจ้าของ
         3. สืบข่าวเรื่องราว ระยะไกล ๆ
         4. ส่งข่าวโดยการ กระซิบบอกให้รู้
         5. ให้เข้าฝัน บอกโชคเคราะห์ปัจจุบัน
         6. ป้องกันต่อสู้ศัตรูที่คอยจะทำร้าย
         7. ใช้เป็นอาวุธในการทำร้ายศัตรู

         นอกจากการให้คุณของกุมารทองนี้แล้ว ของขลังสิ่งนี้อาจจะให้โทษได้เหมือนกัน ในเมื่อปฎิษัติไม่ถูกไม่ควร เช่นไม่เลี้ยงดูให้ตลอด ให้กินบ้างอดบ้าง อวดดีอวดเก่งเพราะความเอาอกเอาใจจนเกินไป มีการนำอาหารของกินไปให้ถึงที่เรือนของเขาบ่อยๆ จนเคยตัวเกียจค้านเสีย จนกระทั่งไม่เชื่อฟังคำสั่งของเจ้าของต่อไป

         การมีกุมารทองและการเลี้ยงกุมารทอง ก็เหมือนเลี้ยงคนๆหนึ่งเลยทีเดียว แต่คนนั้นไม่เห็นตัวกันได้ นอกจากติดต่อกันทางโดยจิตวิญญาณ ฉะนั้นผู้สนใจทางนี้เขามักมีของดี อย่างอื่น ไว้ป้องกันตน อีกส่วนหนึ่งด้วย ทั้งนี้เพื่อขจัดผลร้ายที่เกิดจากกุมารทอง

รวมบทคาถากุมารทอง

คาถาเรียกกุมารทองกินอาหาร (เป็นกลาง ๆ ใช้ได้ทุกวัด)

มามะ  ปะริภุยชันตุ  จะมะหาภูตา  อาคัจฉายะ  อาคัจฉาหิ 
เอหิมะมะ  มามา

คาถาเรียกกุมารทอง – รักยม

เอหิกุมาโร  เอหิกุมารี  เอหิรักยม  เอหิพรายทอง  ปิยังมะมะ
ปุตตัง  วะซายะติ  อารักขานะ  ปัจจะโย
เจ้ารักเจ้ายม  กุมารทอง  พรายทอง  จงมา  จงมา  เอหิมะมะ

เวลาที่เราจะไปไหนมาไหน  ก็จะต้องเรียกให้เขา (กุมารทอง – รักยม)  ไปด้วยกับเราด้วยคาถานี้  ในขณะที่เรากินอะไร  หรือเอาอะไรมาให้เขากิน  ก็จะต้องเรียกด้วยคาถานี้เช่นเดียวกัน  ถ้ามีศัตรูหรือกำลังเดือดร้อน  ก็เรียกให้เขา (กุมารทอง – รักยม) ช่วยด้วยคาถานี้เหมือนกัน

คาถาเรียกวิญญาณมาคุย

สิทธิเตโช  สิทธิจิตตัง  มหาภูโต  ม สันทะนัง ฯ
(ด้วยเดชและดวงจิตอันศักดิ์สิทธิ์  ขอให้มหาภูต  จงมาสนทนากับเรา)

คาถาบริกรรมเรียกกุมาร

คัจฉาหิ  มหาภูโต  สมนุสโส  สเทวโก  กโรหิ  ปิตุวจเนนะ  สัมปุณเณนะ  ปสิทธิยา ฯ

คาถาบริกรรมก่อนนอน ป้องกันภัย

คเตสิ  กิง  กรณัง  อหัง  ปิตัง  ชานามิ ฯ (คาถาบอกกุมาร  ให้คอยดูแล  ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นให้บอกพ่อทราบ)

สุวัณโณ  ปิยะกุมาโร  มหาภูโต  มหิทธิโก  สัพพทิเสสุ  วัตติโก  สัพพคาเมสุ  โคจโร  สัพพชนานัง  หทเย  มหาเตโช  ปวัตติโก  รตนะตยา  นุภาเวนะ  รตนะตยะ  เต ชะสา  เทวานัง  อิทธิพเลนะ  กุมาโร  จ มหิทธิโก

คาถาปลุกเสกกุมารทอง
 

เอหิ  กุมารัง  กุมารีนัง  อุติอุนิ  นะอัง  อิติ  พุทโธ

คาถากุมารทอง (นะโม 3 จบ)

"นะมะพะทะ  นะโมพุทธายะ  จะภะกะสะ  จิเจรุนิ  นะออแอ  โมออแอ  พุทออแอ ธาออแอ  ยะออแอ  มะอะอุ  พุทธะสังมิ  อิติกุมาโร  ประสิทธิเม"

คาถาปลุกและเรียกเค้ากินข้าว
          
จัตตุระภูตานัง อะหังวายัง อมมาหาระ กุมาริง กุมารทอง
มารับโภชนา อาคัจฉาหิ ติวัตตับโพ อาคัจฉัยยะ มาลูกมา (คาถาของหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา  ได้มาจากหนังสือโลกทิพย์)

คาถากุมาร ของ ลป.แย้ม วัดสามง่าม ตั้ง นะโม 3 จบ 

พุทธัสสะบูชา ธัมมัสสะบูชา สังฆัสสะบูชา ปะติปะติบูชา ภะวันตุเม อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้าขอไหว้ตุ๊กตาทอง ขอจงมาบังเกิดอยู่ใน จักขุทวาร ในมโนทวาร ในกายทวาร แห่งข้าพเจ้า ขอเดชะ ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญกุศลมาตั้งแต่เอนกอนันทชาติ เกิดด้วยตุ๊กตาทอง ลาภประกาศจงมาบังเกิดแก่ข้าพเจ้าทั้ง 8 ทิศ เนืองๆ จงมาทุกวันอย่าได้ขาดสักการะนั้นเลย ให้เหมือนดังองค์ตุ๊กตาทองนั้นเถิด

เมื่อนำเข้าบ้านต้องบอกเจ้าที่เจ้าทางในบ้าน ตลอดจนแนะนำบอกเล่าว่าในบ้านมีใครบ้าง ทุกเช้าต้องจัดอาหารถวาย 1 ครั้ง อย่าไว้รวมกับหิ้งเทพเจ้าหรือศาลเจ้า และต้องให้ต่ำว่าหิ้งพระ และอย่าตั้งหันไปทางทิศตะวันตกหรือปลายเท้าปลายที่นอนและใต้บันได ใช้ธูป 3 ดอกไหว้

คาถาเรียกกุมารทอง

"โอม  พะนิจิ  เจรุนิ  พันธัง  เอหิ  มะมะ"

คาถาเรียกกุมารทานอาหาร

"โอม  กุมาระ  รักยม  มารับโภชนา  อาคัจฉาหิ  ติวัตตับโพ  เอหิ  มะมะ  มาลูกมา"

คาถากุมารสามสหาย อ.คม  ไตรเวทย์

กุมาโรมามะมะ  เอหิจิตตัง  ปิยังมะมะ  (สวด 3 จบ)

คาถารักยม

"จิเจรุนิตัง  รูปัง  นิมิตตัง  กุมาโรวา  (ลูกรักลูกยม  หรือชื่อลูก......ลูก........)
อาคัจฉายะ  อาคัจฉาหิ  มานิมามา  เอหิจิตัง  นะมะพะทะ"


 

คาถาปลุกเสกกุมารทอง (เต็มรูปแบบ)

ทำสมาธิ  บูชาครูอาจารย์  ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชาทั้งหลาย

อธิษฐานปาก (วาจาสิทธิ์)
อิมัง  โอฏฐะโอฏฐัง  อธิฏฐามิ
ทุติยัมปิ  อิมัง  โอฏฐะโอฏฐัง  อธิฏฐามิ
ตะติยัมปิ  อิมัง  โอฏฐะโอฏฐัง  อธิฏฐามิ
อิมัง  สัจจะวาจัง  อธิฏฐามิ
ทุติยัมปิ  อิมัง  สัจจะวาจัง  อธิฏฐามิ
ตะติยัมปิ  อิมัง  สัจจะวาจัง  อธิฏฐามิ

พุทธัง  สิงหาราคัง  วาจัง  ประสิทธิ
ธัมมัง   สิงหาราคัง  วาจัง  ประสิทธิ
สังฆัง   สิงหาราคัง  วาจัง  ประสิทธิ

ปลุกเสกแม่ธาตุ

นะโมพุทธายะ  นะมะพะทะ  จะภะกะสะ  นะ (น้ำ)
นะโมพุทธายะ  มะพะทะนะ  ภะกะสะนะ  มะ (ดิน)
นะโมพุทธายะ  พะทะนะมะ  กะสะจะภะ  อะ (ไฟ)
นะโมพุทธายะ  ทะนะมะพะ  สะจะภะกะ  อุ   (ลม)

ปลุกธาตุหนุน

นะโมพุทธายะ  มะพะทะนะ  ภะกะสะจะ  มะนะนะมะ  มะอะอะมะ  มะอุอุมะ
นะโมพุทธายะ  พะทะนะมะ  กะสะจะภะ  อะนะนะอะ  อะมะมะอะ  อะอุอุอะ
นะโมพุทธายะ  ทะนะมะพะ  สะจะภะกะ  อุนะนะอุ     อุมะมะอุ     อุอะอะอุ

ตั้งนะโม ๓ จบ

นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมา  สัมพุทธัสสะ
นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมา  สัมพุทธัสสะ
นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมา  สัมพุทธัสสะ

ปลุกเสกพระวิภังค์ (ขันธ์ ๕)

ปัญจักขันธา  รูปักขันโธ  เวทนากขันโธ  สัญญากขันโธ  สังขารักขันโธ
วิญญาณักขันโธ  ตัตถะ  กะตะโม  รูปักขันโธ  ยังกิญจิ  รูปัง  อะตีตานาคะ
ตะปัจจุปันนัง  อัชฌัตตังวา  พะหิทธาวา  โอฬาริกังวา  สุขุมังวา  ฮีนังวา
ปะณีตังวา  ยังทูเร  สันติเกวา  ตะเทกัชฌัง  อภิสัญญูหิตวา  อะภิสังขิปิตะวา
อะยัง  วุจจะติ  รูปักขันโธ  (เพี้ยง เป่าไปที่กุมาร)

ปลุกเสกอาการ ๓๒

เกสา  โลมา  นะขา  ทันตา  ตะโจ  มังสัง  นะหารู  อัฏฐิ  อัฏฐิมิญชัง  วักกัง
หะทะยัง  ยะกะนัง  กิโลมะกัง  ปิหะกัง  ปัปผาสัง  อันตัง  อันตะคุณัง  อุทะริยัง
กะรีสัง  ปิตตัง  เสมหัง  ปุพโพ  โลหิตัง  เสโท  เมโท  อัสสุ  วะสา  เขฬา  ละสิกา
มุตตัง  มัตถะเก  มัตถะลุงคังติ

ปลุกเสกอายะตะนะ ๑๒

ทะวาทะสายะตะนานิ  จักขะวายะตังนัง  รูปายะตะนัง  โสตายะตะนัง  สัททะยะตะนัง
ฆานายะตะนัง  คันธายะตะนัง  ชิวหายะตะนัง  ระสายะตะนัง  กายายะตะนัง
โผฏฐัพพายะตะนัง  มะนายะตะนัง  ธัมมายะตะนัง  (เพี้ยง เป่าไปที่กุมาร)

ปลุกเสกธาตุ ๑๘

จักขุธาตุ  รูปะธาตุ  จักขุวิญญาณะธาตุ  โสตะธาตุ  สัททะธาตุ  โสตะวิญญาณะธาตุ
ฆานะธาตุ  คันธะธาตุ  ฆานะวิญญาณะธาตุ  ชิวหาธาตุ  ระสะธาตุ  ชิวหาวิญญาณะธาตุ 
โผฏธัพพะธาตุ  กายะธาตุ  โผฏฐัพพะวิญญาณธาตุ  มะโนธาตุ  ธัมมะธาตุ 
มะตนวิญญาณะธาตุ  (เพี้ยง เป่าไปที่กุมาร)

ปลุกเสกอินทรีย์ ๒๒

พาวีสะตินทริยานิ  จักขุทริยัง  โสตินทริยัง  ฆานินทริยัง  ชิงหินทริยัง  กายินทริยัง
มะนินทริยัง  อิตถินทริยัง  ปุริสินทริยัง  ชีวิตินทริยัง  สุขินทริยัง  ทุกขินทริยัง
โสมะนัสสินทริยัง  โทมะนัสสินทริยัง  อุเปกขินทริยัง  สัททินทริยัง  วิริยินทริยัง
สะตินทริยัง  สะมาธินทริยัง  ปัญญิทริยัง  อะนัญญะตัญญัสสามีตินทริยัง
อัญญินทริยัง  อัญญาติวินทริยัง  (เพี้ยง เป่าไปที่กุมาร)

บังสุกุลเป็น

อะจิรัง  วะตะยัง  กาโย  ปะฐะวิง  อะธิเสสสะติ  ฉุฑโฑ  อะเปตะวิญญาโณ
นิรัตถังวะ  กะลิงคะรัง

ปลุกเสกพระพุทธเจ้าเบิกเนตร

สะหัสสะเนตโต  เทวินโท  ทิพพะจักขุ  วิโสธะยิ  อิกะวิติ  พุทธังสังมิ  โลกะวิทู
(เพี้ยง เสกเป่าที่ตากุมารข้างละ ๓ ครั้ง)

ปลุกเสกให้มีฤทธิ์  (ใช้ได้หลายบท  ขึ้นอยู่ว่าจะให้เก่งทางไหน)

โอมปู่เจ้าฤๅษี  ผู้มีฤทธีตาไฟ  ขอจงถอดดวงใจใส่สถิต  กุมารทอง/รักยม
กุมาระจุติ  กุมมาระกาโร  โหติ  สัมภะโว  จงมาบังเกิดเป็น  กุมารทอง/รักยม
จิเจรุนิ  จิตตัง  เจตะสิกัง  รูปัง  นิมิตตังกุมาโร  อาคัจเฉยยะ  อาคัจฉาหิ  เอหิ
นะมะพะทะ  สุมะโมโส  เจ้า กุมารทอง/รักยม เอ๋ย  อย่าได้ละเลย ข้าฯ  จะใช้ให้
ไปหาเงิน ไปหาลาภ  ขอให้ได้ลาภมา  ข้าฯ จะใช้ให้ไปหาโชค  ขอให้ พิชิตโชค
นาโมสังสิ  นามานัง  สะมาโส  อีกำนัลอยู่ใต้ฝ่าตีนข้าฯ  โอมพิชิต ๆ  โอมชนะ ๆ
อะยะมหาลาโภ  มหาลามิ  ลาภมา  โอมรวย ๆ  ข้าฯ ใช้เจ้าให้ออกไปดึงทรัพย์
มาให้ข้าฯ  ณ บัดนี้แล้ว  อาคะโต  อาคัจเฉยยะ  อาคัจฉาหิ  (เพี้ยง)

ปลุกเสกรักยม หรือกุมารทอง

จิเจรุนิ  จิตตัง  เจตตะสิกกัง  รูปัง  กุมาโรวา  นิมิตตัง  กุมารทอง  เจ้ารักเจ้ายม
พรายทอง  อาคัจฉาหิ  จิตติ  เอหิ  เอหิ  นะมะพะทะ  นะมะพะทะ  นะมะพะทะ

ปลุกเสกด้วยมงกุฎพระพุทธเจ้า

อิติปิโส  วิเสเสอิ  พุทธะนาเมอิ  อิเมนา  พุทธะตังโสอิ  อิโสตัง 
พุทธะปิติอิ  (๓ คาบ)

ภาวนาแล้วเป่า

อิจฉิตัง  ปัตถิตัง  มัยหัง  ขิปปะเมวะ  สะมิชฌะตุ  สัพเพ  ปูเรนตุ  สังกัปปา
จันโท  ปัฌฌะระโส  ยะถา  มะณิโชติระโส  ยะถา

สวดชยันโตทับอีกครั้ง

ชะยันโต  โพธิยา  มูเล  สักยานัง  นันทิวัฑฒะโน  เอวัง  มัยหัง  วิชะโย  โหมิ

ชะยัสสุ  ชะยะมังคะเล  อะปะราชิตะปัลลัง  เกสีเสปะฐะวิโปกขะเร  อภิเสเก

สัพพะพุทธานัง  อัคคัปปัตโต  ปะโมทะตีติ.

บทความกุมารทอง โดย ไม้เอก