พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความ หลวงพ่อคูณ กูจะโกรธใครได้ (หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่)
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


กูจะโกรธใครได้ (หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่) PDF พิมพ์ อีเมล

กูจะโกรธใครได้ (หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่)

ตั้งใจจะจำพรรษาที่สำนักสงฆ์เขาไม้แก้วสัก ๒-๓ พรรษา  หลวงพ่อก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะที่เคยสงบกลับไม่สงบเสียแล้ว แม้ว่าจะอยู่ในป่าเขา บรรดาลูกศิษย์ทั้งใหม่และเก่า ตลอดจนสาธุชนทั้ง ทลายที่เคยสดับในกิตติศัพท์ของหลวงพ่อก็อุตส่าห์ติดตามมาถึงถ้ำค้างคาวนี้ เป็นเวลาเดียวกับ ท่านพระครูศรีปริยัติยานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดพันอ้น จังหวัดเชียงใหม่ ทราบข่าวว่าหลวงพ่อคูณอยู่ที่นี่ อีกทั้งยังเป็นสหธรรมิก กันมาจึงมาเยี่ยมหา และบอกกล่าวให้หลวงพ่อคูณทราบว่า

“ที่วัดพันอ้นกำลังจะสร้างศาลาหลังใหญ่และบูรณปฏิสังขรณ์วัด ขอน้ำมนต์หลวงพ่อไปช่วยสร้างศาลานี้ด้วยเถิด” หลวงพ่อคูณจึงตัดสินใจไปช่วย วัดพันอ้นทันที
หลวงพ่อคูณนั้นท่านแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ว่าท่านจะไปอยู่ที่ไหนแล้ว เอ่ยปากสร้างอะไรสิ่งนั้นต้องสำเร็จ จะมีผู้บริจาคเงินทองอย่างมากมาย

ทั้งๆ ที่การพูดจาของท่านก็ไม่ไพเราะหู แต่ก็มีคนศรัทธาพร้อมที่จะ ร่วมท่าบุญกับท่าน หลายคนเข้าใจว่าท่านมีนะเมตตาดี

เคยมีศิษย์ถามท่านถึงเรื่องนี้ ท่านก็หัวเราะพร้อมกับบอกว่า “ถ้าเราให้เขาก่อนสิเขาจะให้เราทีหลัง และเมื่อเราได้รับแล้วเราควร ที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่หวังเก็บหวังรวยแต่อย่างเดียว มันไม่ใช่วิสัยของสมณเพศ”

ตอนที่ท่านไปจำพรรษาที่วัดพันอ้นใหม่ๆ ญาติโยมก็ตามไปกราบ นมัสการมิได้ขาด

พระลูกวัดที่นี่ก็ได้เห็นความมีอภิญญาของท่าน บางเรื่องบางราวที่ อยู่เหนือความเป็นไปได้ แต่สำหรับหลวงพ่อท่านทำได้ และรู้ก่อนอย่างน่า อัศจรรย์นัก

มีพระหนุ่มบางรูปอดทนต่อความสงสัยนี้ไม่ได้ จึงเอ่ยถามหลวงพ่อ ขึ้นในวันหนึ่ง “หลวงพ่อรู้ได้อย่างไรกับเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึง” หลวงพ่อชี้ไปที่นกตัวหนึ่งแล้วตอบว่า “นกมันบอกกระมัง” ไม่ว่าจะซักไซ้อย่างไรหลวงพ่อท่านก็ไม่พูด หนักเข้าท่านก็บอกว่า “กูเดาส่งไปอย่างนั้นแหละ อย่าถือเป็นอารมณ์เลย”

หลวงพ่อไม่ใช่คนที่อวดตัวเองว่าเก่งอย่างโน้นอย่างนี้ ท่านเงียบขรึม บางคนเห็นหน้าท่านในครั้งแรกอาจคิดว่าท่านเป็นพระธรรมดาเท่านั้น เคยมีคนถามท่านว่า “จะให้เรียกหลวงพ่อว่าอริยเจ้าได้ไหม” หลวงพ่อมองหน้าคนพูดด้วยสีหน้าเรียบๆ และกล่าวขึ้น... “กูหรืออริยเจ้า ตัวกูเองยังเอาตัวไม่รอดเลย จะเป็นอริยเจ้าได้อย่างไร อย่างดีก็เป็นแค่หลวงตาแก่ๆ เท่านั้นแหละว้า...

จะเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร นอกจากขอข้าวจากชาวบ้านเขากินไป วันๆ เท่านั้น”

อยู่ที่วัดพันอ้นได้พรรษา สร้างศาลาให้เขาเสร็จ ชีพจรก็ลงเท้าอีก ท่านคิดว่าภาคอื่นไปหมดแล้ว น่าจะลองธุดงค์ลงใต้ดูบ้าง

หลวงพ่อคูณได้จำพรรษาอยู่ที่วัดสว่างอารมณ์ ที่จังหวัดภูเก็ต ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙

คนที่นี่นอกจากจะนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ยังมีประเพณีไหว้เจ้า อีกอย่างหนึ่งด้วย ศาลเจ้าก็มีอยู่มากมาย

ทุกเช้าหลวงพ่อต้องเดินผ่านบ้านชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งมีฐานะจัดอยู่ใน ขั้นเศรษฐี เช้าวันนั้นก็เช่นกัน ชาวจีนผู้นี้ได้ออกมาใส่บาตรพร้อมกับถาม หลวงพ่อว่า

“ท่านมาจากไหน”

“กูมาจากอีสาน” หลวงพ่อตอบชัดถ้อยชัดคำ “มิน่าเล่าถึงพูดไม่เพราะเลย” กล่าวเสร็จชาวจีนผู้นั้นก็หัวเราะในลำคอ หลวงพ่อไม่ตอบเดินกลับวัด พอเช้าอีกวันหนึ่งชาวจีนคนเดียวกันนี้ ก็มารอตักบาตรเหมือนเช่นเคย แล้วถามหลวงพ่อคูณขึ้นอีก “ที่มานี่จะมาหาปัจจัยหรือไง”

ท่านไม่ตอบได้แต่ยิ้ม แล้วเดินสำรวมเพื่อบิณฑบาตต่อไป นับวันความสงสัยยิ่งเพิ่มทวี ชาวจีนผู้นั้นจึงอดรนทนไม่ได้ ต้องไป ดูถึงที่วัด พอสายวันหนึ่งชาวจีนได้เข้าไปในวัดถามพระที่วัดว่าเห็นหลวงตา รูปแก่ๆ ที่พูดจาไม่เพราะไหม พระรูปนั้นก็ชี้ไปที่ดงไม้ซึ่งเป็นป่าอยู่หลังวัด ชาวจีนเดินตามทางไป เห็นหลวงพ่อคูณกำลังนั่งทำสมาธิอยู่ใต้ร่มไม้ แน่นึ่งราวกับรูปปั้นก็แปลกใจ ถอยกลับออกมา ตรงไปถามพระรูปเดิมว่า “ท่านกำลังท่าอะไร”

พระท่านก็ตอบ “ท่านนั่งสมาธิ ท่านทำอย่างนี้ทุกวัน เป็นพระที่เคร่ง มากรูปหนึ่ง”

อีกหลายวันต่อมา ชาวจีนคนเดิมได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ ซึ่ง ในกลุ่มนี้มีคุณไมตรี บุญสูง มหาเศรษฐีคนหนึ่งของจังหวัดภูเก็ตและของประเทศไทย คุยกันไปคุยกันมาได้พูดถึงเรื่องพระแล้วก็เลยมาถึง หลวงพ่อคูณ

ชาวจีนผู้นี้บอกกับเพื่อนๆ ว่า มีพระอยู่รูปหนึ่งมาจากอีสานมีลักษณะ แปลกๆ นั่งยองๆ หัวเข่าท่วมหัว พูดกูมึงดูแล้วไม่น่าศรัทธา

คุณไมตรีได้แย้งว่า พระที่กำลังพูดถึงคือ หลวงพ่อคูณ เกจิอาจารย์ จากภาคอีสานเชียวแหละ พร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆ พอสังเขปให้คนจีน ท่านนั้นได้ทราบ เช้าวันต่อมาเมื่อหลวงพ่อออกบิณฑบาตชาวจีนผู้นั้นดักรออยู่ เมื่อ หลวงพ่อคูณรับบาตรแล้ว เขาได้กล่าวขอขมาลาโทษที่ล่วงเกินท่านในวันก่อน หลวงพ่อยิ้มให้อย่างเมตตาพลางตอบว่า

“กูเป็นพระที่ตัดแล้ว ความโกรธ เกลียด รัก โลภ หลง กูจะไป โกรธใครได้”

ชาวจีนผู้นั้นคือ นายเล้งโฮ้ว แซ่คู ซึ่งได้นับถือหลวงพ่อตลอดมา จนทุกวันนี้

 
 

Main Menu