พระเครื่อง
Home ข่าว ข่าวพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ไทย ยืนยันเงินบริจาคถึงชาวเนปาล
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


คณะสงฆ์ไทย ยืนยันเงินบริจาคถึงชาวเนปาล PDF พิมพ์ อีเมล

คณะสงฆ์ไทย ยืนยันเงินบริจาคถึงชาวเนปาล

พระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกระแสข่าวทั้งทางโซเชี่ยลมีเดีย และการพูดบอกต่อกันไปของประชา ชนว่า สิ่งของที่บริจาคผ่านคณะสงฆ์ไทย จะไม่ถึงประชาชนชาวเนปาล จากสาเหตุเครื่องบินลงไม่ได้บ้าง เรื่องของน้ำหนักบ้าง

ดังนั้น คณะสงฆ์ไทย โดยพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ขอยืนยันว่า สิ่งของและปัจจัยที่ประชาชนไทยร่วมบริจาคผ่านศูนย์ของคณะสงฆ์ไทย จะถึงยังประชาชนชาวเนปาลที่ประสบความเดือดร้อนแน่นอน โดยแบ่งทำงานเป็น 3 ส่วน ดังนี้ 1.เงินบริจาคทางศูนย์บริจาควัดสระเกศ จะทยอยโอนเงินไปให้แก่พระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เพื่อจัดซื้อของอุปโภค-บริโภค ผ่านช่องทางด่านอินเดียไปพักของที่ ลุมพินี ประเทศเนปาล เพื่อนำไปเมืองกาฐมาณฑุ

พระวิจิตรธรรมาภรณ์ กล่าวต่อว่า 2.คณะธรรมทูตจะจัดซื้อสิ่งของบริเวณด้านอินเดีย-ลุมพินี เพื่อนำไปส่งเข้ากาฐมาณฑุ และนำสิ่งของไปพักที่ศูนย์ช่วยเหลือ วัดศรีศากยสิงหวิหาร เพื่อกระจายของไปให้ผู้ประสบภัยตามจุดต่างๆ และ 3.ของบริจาคจากเมืองไทย ขณะนี้ส่งไปแล้วจำนวน 2 รอบ กับสายการบินไทย โดยทางศูนย์ช่วยเหลือวัดสระเกศ ได้ประสานขอน้ำหนักจากการบินไทย จำนวนเที่ยวละ 400 กิโลกรัม เพื่อจัดส่งของบริจาคทั้งหมดให้แก่ ผู้ประสบภัย โดยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ ที่เนปาลคอยอำนวยความสะดวก จากนั้นพระธรรมทูตไทยจะมารับสิ่งของจากสถานทูต เพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัยตามจุดต่างๆ

"สิ่งของที่นำผ่านจากด่านอินเดียไปกาฐมาณฑุ ระยะทาง 200 กว่ากิโลเมตร จะใช้ระยะเวลาประมาณ 13 ชั่วโมง เนื่องจากเส้นทางบางจุดยังมีปัญหาจากแผ่นดินไหว แต่อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า ของและเงินบริจาคจากประเทศไทยทั้งหมด จะถึงมือผู้เดือดร้อนชาวเนปาลอย่างแน่นอน และขอให้พุทธศาสนิกชนชาวไทย มั่นใจในคณะสงฆ์ไทย และพระธรรมทูตที่ปฏิบัติศาสนกิจให้ความช่วยเหลือชาวปาล จำนวน 50 รูป รวมทั้งอาตมาขออนุโมทนาในจิตที่เป็นกุศลของชาวไทยทุกท่านที่ได้เหลือเพื่อนร่วมโลกที่ประสบทุกข์ได้ยาก ซึ่งแผ่นดินเนปาล เป็นดินแดนประสูติของพระพุทธเจ้า ชาวเนปาลจึงเปรียบเหมือนญาติชาวพุทธทุกคน" พระวิจิตรธรรมาภรณ์กล่าว