พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความ หลวงพ่อคูณ ความประมาท คือหนทางสู่ ความตาย (หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่)
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


ความประมาท คือหนทางสู่ ความตาย (หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่) PDF พิมพ์ อีเมล

ความประมาท คือหนทางสู่ ความตาย (หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่)



เศรษฐกิจฟองสบู่ของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ธุรกิจที่ปกคลุมด้วยกิจกรรมเก็บกำไร ทั้งตลาดหุ้นและวงการที่ คิดล้วนเฟืองฟู ไฟแนนซ์คึกคัก อสังหาริมทรัพย์ฟูฟ่อง พ่อค้าเล่นเงินเก็งกำไรอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำกำไร ขาดทุน กันด้วยตัวเลข เศรษฐกิจขยายตัวไม่มีฐานการผลิตที่แท้จริง แล้วเราก็สะดุดขาตัวเอง เศรษฐกิจคว่ำ คะมำไม่เป็นทำธุรกิจหลัก ทรัพย์และไฟแนนซ์กระทบหนักที่สุดตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จนถึงเดือน เมษายน ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มีคนตกงานเริ่มแรกกว่าหมื่นคน

การที่เศรษฐกิจตกต่ำในครั้งนี้ ทำให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าเดือดร้อน ไปตามๆ กัน ในหมู่คนที่เดือดร้อนต่างพากันมาหาหลวงพ่อคูณ แล้วพร่ำ บ่นว่าตนเองทุกข์ยากที่มาเจอกับปัญหาเช่นนี้ เพราะไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียม ตัวมาก่อน จะทำเช่นไรต่อไป...

หลวงพ่อคูณแนะนำว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย ถ้าทำไม่ไหวไปไม่รอดก็พัก ซะก่อน จะทำอะไรก็ต้องดูเหตุการณ์ ต้องดูกาลเทศะ รู้จักกาล รู้จักเวลา คอยแต่จะให้รัฐบาลช่วยเหลือก็คงไม่ถนัดนัก มันก็ลูกตาลูกยาย ไม่ใช่ลูก เทวดา จะแก้โดยรัฐบาลอย่างเดียวนั้นมันคงไม่ได้ มันต้องพร้อมใจกันช่วย แก้ปัญหา ต้องช่วยกันประหยัด รู้จักกินรู้จักใช้ หลวงพ่อคูณบอกและย้ำ อีกว่า

เหตุการณ์ครั้งนี้ควรจำเป็นบทเรียน การใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จัก ประมาณตนและตั้งตนอยู่ในความประมาท ความวิบัติมันก็เกิดขึ้น ถูกแล้ว...ความประมาทคือหนทางสู่หายนะ! ผู้เขียนนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา และอยากยกเป็นอุทาหรณ์ไว้พิจารณา กัน เรื่องมีอยู่ว่า...

ที่เกาะมองเตคริสโต อยู่กลางทะเลนอกชายฝังอิตาลี มีต้นหนามแตก สาขาเป็นพุ่มพันธุ์หนึ่งมีลักษณะพิเศษ คือหนามแหลมที่พุ่งแทงออกจาก ลำต้นสอดไปมาอย่างไม่เป็นระเบียบ
ต้นหนามพันธุนี้จึงไม่ผิดกับกับดักสัตว์ขนาดเล็กต่างๆ ที่มีความ ประมาท ขาดความรอบคอบมาเกาะหรือไต่ขึ้นมาอย่างขาดการพิจารณา จึงถูกหนามแหลมคมกริบทิ่มแทงเอาถึงแก่ความตายติดคาให้มนุษย์ได้พบเห็น

ในขณะที่ต้นหนามคือมหาภัยของชีวิตสัตว์หลายชนิด แต่มันก็กลาย เป็นสถานที่ให้ความคุ้มครองแก่นกน้อยตัวนิดๆ การที่ตัวมันเล็กจึงกลาย เป็นเหยื่อให้นกใหญ่และเหยี่ยว
นกตัวน้อยๆ เหล่านี้!ด้อาศัยพงหนามแหลมๆ คุ้มครองปกป้องชีวิตตน และเมื่อใดมีสัตว์เผอเรอประมาทโดดมาให้หนามทิ่มแทงติดตายอยู่ พวกนก เหล่านี้จะอาศัยซากนั้นเป็นเหยื่อเลี้ยงท้อง

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนในเรื่องนี้ก็คือ “สติ” เป็นสำคัญ เพราะเมื่อขาด สติเพียงอย่างเดียว ความประมาททั้งหลายก็จะเกิดขึ้น นั่นคือความหายนะ ของชีวิตคนที่นับถือศาสนาพุทธทุกวันนี้ ดูออกจะแสวงหาสิ่งต่างๆ จากศาสนา พุทธซึ่งไม่ตรงกัน เป็นต้นว่า แสวงหาความสงบบ้าง แสวงหาฤทธิ์อำนาจ ไนทางที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติบ้าง

ตลอดจนถึงแสวงหาความอยู่ยงคงกระพัน เมื่อมีความประสงค์ในสิ่ง เหล่านี้ ก็ปฏิบัติธรรมะต่างๆ กัน โดยความหวังที่จะให้บรรลุถึงความประสงค์ ของแต่ละคน

ในกรณีของหลวงพ่อคูณ จึงมีผู้คนหลั่งไหลไปที่วัดบ้านไร่ เพี่อต้อง การวัตถุมงคลอันได้แก่พระเครื่องและเครื่องรางของขลัง เพราะพวกเขาเชื่อ ว่า สิ่งเหล่านี้จะช่วยเหลือในตอนที่ลำบากหรือประสบภัย

อย่างเช่นเรื่องเล่าขำขันเกี่ยวกับคงกระพันชาตรีของวัตถุหลวงพ่อคูณ ซึ่งแอบแฝงด้วยธรรมะ ว่ากันว่า มีกระทาชายนายหนึ่งแขวนหลวงพ่อคูณอยู่ที่คอ และยังมี รูปหล่อไว้ที่หน้ารถเก๋ง อยู่มาวันหนึ่งเขาขับรถเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำเสียหาย ยับเยิน ส่วนตัวเจ้าของรถบาดเจ็บเล็กน้อย

หลังจากอาการบาดเจ็บหาย กระทาชายนายนั้นได้มากราบหลวงพ่อ และต่อว่าเล็กน้อยทำนอง “ทำไมหลวงพ่อไม่ช่วยให้แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ” ในเรื่องนี้หลวงพ่อคูณจึงถามไปว่า “แล้วมึงขับมาเท่าไร” ชายคนนั้นตอบมาว่า “ผมเหยียบมา ๑๔๐ กิโลเมตรครับ” หลวงพ่อกล่าวสั้นๆ ว่า “เออ...กูโดดหนีตั้งแต่มึงเหยียบถึงร้อยแล้วล่ะ”

ครับ...แม้จะเป็นเรื่องเล่ากันสนุกๆ แต่จริงแล้วมันแฝงธรรมะตรงที่ หลวงพ่อกล่าวว่า “กูโดดหนีตั้งแต่มึงเหยียบถึงร้อย” นั่นแหละ

เพราะรถยนต์ที่แล่นถึง ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น ถือว่า อยู่ใน ขั้นที่เร็วแล้ว หากขับโดยไม่ระมัดระวังหรือขับโดยประมาทก็สามารถเกิด อุบัติเหตุขึ้นได้

เมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระโอวาทสุดท้ายที่ ประทานต่อพระภิกษุสงฆ์ที่อยู่ ณ ที่นั้นก็คือ อย่าให้พระภิกษุสงฆ์ตั้งอยู่ ในความประมาท พระพุทธเจ้าตรัสรูในความไม่ประมาท และดับขันธปรินิพพานด้วย ความไม่ประมาทเช่นเดียวกัน

จึงอาจพูดได้ว่า หลักการแห่งศาสนาพุทธนั้นก็อยู่ที่ความไม่ประมาท หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “สติ”

หนังสือธัมมปทัฏฐกถา ซึ่งสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ได้แปล ไว้นั้นมีข้อความว่า

ความไม่ประมาทนี้เป็นชื่อของสติที่เข้าไปตั้งอยู่เป็นนิตย์ บทว่า อมตํ ปทํ นั้น โดยอรรถว่า นิพพาน อันบัณฑิตย่อมกล่าวว่าอมตะ ด้วยว่า นิพพานนั้นย่อมไม่แก่ ย่อมไม่ตาย เพราะไม่เกิด เพราะฉะนั้นบัณฑิต จึงกล่าวว่า อมตะ สัตว์ทั้งหลายย่อมถึงอรรถ ว่าย่อมถึงอมตะ ด้วย ธรรมชาตินี้ เพราะเหตุนั้นธรรมชาตินี้ชื่อว่าเป็นเครื่องถึงแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นทางแห่งอมตะ ท่านว่าเป็นอุบายเครื่องบรรลุซึ่งอมตะ

ที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ อมฤตธรรม หรือทรงสั่งสอนอมฤตธรรม แก่เวไนยสัตว์นั้นก็หมายความว่า ทรงสั่งสอนให้เกิดสตินี้เอง และบุคคลที่มีสติหรือมีความไม่ประมาทนั้นย่อมบรรลุอมฤตธรรมได้โดยนัยแห่งกถาที่ ท่านได้แปลไว้นี้

ส่วนความไม่ประมาทนั้น หนังสือเล่มเดียวกันนี้ได้ให้อรรถาธิบายไว้ว่า...

ภาวะ คือ ความมัวเมา ชื่อว่าความประมาทนี้ เป็นชื่อแห่งความ ปล่อยสติที่ท่านกล่าวว่า ความเป็นผู้มีสติฟันเฟือน บทว่าแห่งมฤตยูนั้น คือแห่งความตายฯ บทว่า ปทํ นั้นโดยอรรถว่าเป็นอุบาย คือ เป็นทาง จริงอยู่สัตว์ผู้ประมาทย่อมไม่ล่วงความเกิดไปได้ ผู้ที่เกิดแล้วต้องแก่ต้อง ตาย เพราะฉะนั้นความประมาทชื่อว่าย่อมเป็นแห่งมฤตยู คือนำเข้าไปสู่ ความตายฯ”
ทั้งนี้หมายความว่า ผู้ที่ขาดสติหรือผู้ที่ลุแก่ความประมาทย่อมไม่มี ทางที่จะตรัสรู้ถึงนิพพานได้

เมื่อไม่ถึงนิพพานแล้วผู้นั้นก็ย่อมจะต้องมีความ เกิด และเมื่อมีความเกิดแล้วก็ต้องแก่ต้องตายเป็นธรรมดา ที่ท่านสอนไว้ ว่าความประมาทคือทางแห่งความตายนั่นเอง

ต้องย้ำว่า...ความประมาทที่ร้ายแรงอย่างยิ่งก็คือประมาทต่อความตาย แม้จะรู้ดีว่าเกิดมาแล้วต้องตายแน่ๆ แต่จะตายเมื่อไร...ตายด้วยสาเหตุอะไร ยังไม่รู้ ตรงนี้แหละที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ก็เพราะความตายนั้น ย่อมมาถึงทุกคนทุกชีวิตได้ทุกเวลานาที หรือแม้แต่เพียงเสี้ยวของวินาทีความตายก็อาจมาถึงได้ เมื่อความตายและ การดำรงอยู่ของชีวิตเป็นภาวะที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ หากยังตกอยู่ในความ ประมาทอยู่ คือยังขาด “สติ” อยู่ ก็เท่ากับตกเป็นเหยื่อ ของ “กิเลส” ด้วยความเต็มอกเต็มใจ

และหากยังไร้สติขาดสติตลอดไป ก็เท่ากับหลงอยู่ใน “อวิชชา” คือ “กิเลส” ตลอดไปเช่นกัน นั่นคือปล่อยให้ชีวิตหลงใหลมัวเมาอยู่ในกิเลสไป เรื่อยๆ ปล่อยให้กาลเวลาผ่านไปอย่างไร้ค่า

และที่เลวร้ายหนักยิ่งกว่าคือ มีความประมาทในการก่ออกุศลกรรม หรือสร้างกรรมชั่วเพิ่มขั้นอีก เพราะนี่คือหายนะอย่างเร่าร้อน เดือดร้อน ตราบสินลมหายใจ คนตายไปแล้วยังมีอบายภูมิรอรับอยู่อีก เช่นนี้...ย่อม น่าเสียดายโอกาสการมีชีวิตเป็นอย่างยิ่ง!

 
 

Main Menu