พระเครื่อง 
Home บทความ บทความธรรมะ ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า PDF พิมพ์ อีเมล

ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า

         สิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับทุกๆ คน ได้แก่ ชีวิต เพราะชีวิตคือพื้นฐานการรองรับค่าของสิ่งอื่นๆ ทั้งหมด ถ้าเราไม่มีชีวิตเสียอย่างเดียว ทรัพย์สินเงินทอง ไม่ว่าจะมีค่ามากมายสักเพียงใด แม้จะมาวางอยู่เบื้องหน้าเรา สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเราอีกต่อไป เพราะฉะนั้นในคราวที่เจ็บป่วยไข้ เราจึงบอกว่า จะหมดเท่าไร ก็ขอให้ได้เอาชีวิตไว้ก็พอแล้ว

         จากวันที่เราเกิดมาจนถึงวันนี้ ต้องเริ่มปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ เมื่อมองย้อนหลังไป จะเห็นได้ว่าเราได้ต่อสู้กับชีวิตมาพอสมควรทีเดียว บางครั้งก็ลองผิดลองถูกล้มลุกคลุกคลานมาพอสมควร

         ไม่ว่าจะอายุสักเท่าไรก็ตาม ก็พอจะสรุปได้ว่า สิ่งที่ผ่านมาในชีวิต ว่าโดยรวบยอดจะมีอยู่แค่เพียง 2 เรื่อง คือ เรื่องได้กับเรื่องเสีย ได้มากับเสียไป นั่นก็คือสิ่งที่ทางพระเรียกว่า โลกธรรม 8 ประการ ซึ่งแยกเป็นฝ่ายเจริญได้แก่ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ และฝ่ายเสื่อม ได้แก่ เสื่อมลาภ เลื่อมยศ ทุกข์ นินทา ทั้ง 2 ฝ่ายเปรียบเหมือนกับ 2 ด้านของเหรียญบาทอันเดียวกันที่เราต้องประสบกับมันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สลับกันไป ดังเรื่องราวชีวิตของคนผู้หนึ่ง

         มีอยู่ครอบครัวหนึ่ง ประกอบด้วยหัวหน้าครอบครัว ภรรยา บุตรชายและคนรับใช้ ภายในบ้านนอกจากจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานทั่วไปแล้ว ยังมีม้าอีกหนึ่งตัว ลูกชายคนเดียวของบ้านชอบคลุกคลีขี่เล่นเป็นงานอดิเรก

         วันหนึ่งม้าตัวโปรดหายไป ทุกคนในบ้านต่างเสียใจ หัวหน้าครอบครัวได้แต่ปลอบโยนว่า ช่างเถอะ ของมันมาได้มันก็ไปได้ อย่าเสียใจอะไรมาก ต่อมาอีกหลายวันโดยที่ไม่มีใครคาดคิด ม้าตัวโปรดได้กลับมาพร้อมกับพรรคพวกอีกสิบตัว

         คนที่ดีใจมากที่สุดก็คือลูกชาย เพราะจะได้ม้าสำหรับขี่เพิ่มขึ้น วันหนึ่งเขาอยากลองขี่ม้าตัวใหม่ดู ม้าตัวใหม่เป็นม้ายังไม่ได้รับการฝึก ลูกชายจึงพลัดตกม้าขาหัก ทุกคนเสียใจมาก ยกเว้นหัวหน้าครอบครัวซึ่งพอจะทำใจได้และปลอบโยนบริวารว่า โชคดีโชคร้ายเป็นของคู่กัน วันนี้โชคร้าย วันหน้าโชคดีคงมา

         ต่อมาทางราชการก็แจ้งมาว่า เนื่องจากบ้านเมืองอยู่ในช่วงสงคราม ชายหนุ่มทุกคนในหมู่บ้านต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ให้ยกเว้นลูกชายเจ้าของบ้านคนเดียว เพราะเป็นคนพิการ จึงรอดตัวไป คนในบ้านก็แอบดีใจอยู่ลึกๆ และต่อมาปรากฏว่าพวกหนุ่มๆ ในหมู่บ้านที่ถูกเกณฑ์ทหารคราวนั้น เสียชีวิตในสงครามหมด จากเรื่องราวที่เล่ามาจะเห็นได้ว่าชีวิตจะต้องพบกับมุมทั้ง 2 ด้านของโลกธรรมสลับกันไป ดังคำกล่าวของสุนทรภู่ที่ว่า "วิสัยโลกโศกสุขทุกข์ธุระ ย่อมพบปะไปจนกว่าจะอาสัญ"

          คนเราทุกคนมีทั้งโชคดีและโชคร้ายสลับกันไป มากบ้างน้อยบ้าง ตามบุญกรรมของแต่ละคนที่ตนเองได้สร้างสมกันมา นี่เป็นเรื่องที่เราต้องพบเหมือนกัน แต่ที่ไม่เหมือนกันก็คือ คนเราเมื่อโลกธรรมมากระทบแล้วมีปฏิกิริยาไม่เหมือนกัน บางคนก็มีกำลังใจ รับได้ ทนได้ แต่บางคนก็กำลังใจตก ท้อแท้ สิ้นหวัง บางทีถึงกับคิดสั้นไปเลยก็มี

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
โดย
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร