พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง ความรู้เกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง ทำไมต้องมีเครื่องรางมหาเสน่ห์
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


ทำไมต้องมีเครื่องรางมหาเสน่ห์ PDF พิมพ์ อีเมล

ทำไมต้องมีเครื่องรางมหาเสน่ห์
      
แล้วทำไมจึงต้องมีเครื่องรางประเภทมหาเสน่ห์ มหาละลวยเกิดขึ้นมาด้วย? ปรมาจารย์ในยุคโบราณท่านสร้างเครื่องรางประเภทนี้ขึ้นมาทำไมกัน? และสร้างให้ใครใช้? และใครที่ใช้เครื่องรางประเภทนี้มากๆ เข้าอาถรรพณ์แห่งเครื่องรางประเภทนี้จะเข้าตัวทำให้เป็นบ้าใบ้เสียสติขนาดเดินแก้ผ้าอย่างไม่รู้ตัวจริงๆ หรือ? คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ผู้เขียนได้รับการถามบ่อยมากที่สุด

ซึ่งหลายๆท่านที่มองโลกในด้านเดียวแบบคิดเอาเองว่าตนเองนั้นถูกเสมอก็ได้ถามคำถามประเภทนี้แบบดูถูกและเหยียดหยาม โดยเฉพาะบางท่านถึงกับประณามอย่างรุนแรงว่า“เป็นเครื่องรางลามกและชั้นต่ำ”

โดยเฉพาะท่านที่ศึกษาในทางศาสนาอย่างเคร่งครัดและพยายามปฏิบัติตนเองให้เคร่งครัดในทางหลักการของศาสนานั้น มักใช้คำพูดที่รุนแรงว่าเป็น “เดรัจฉานวิชา” ที่น่ารังเกียจและผิดหลักการแห่งศาสนาที่สอนให้ปฏิบัติตนเองเพื่อความหลุดพ้น

ซึ่งเป็นความคิดเห็นเฉพาะตน ซึ่งผู้เขียนก็เคยได้ชี้แจงกับท่านเหล่านั้นไปว่าทั้งหมดนั้นมันเป็นเรื่องมุมมองเฉพาะตนและเป็นวาสนาของแต่ละบุคคลจะนำเอามารวมกันไม่ได้ (วาสนาในทางพระพุทธศาสนาหมายความว่านิสัยเดิมแท้เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาของสัตว์โลก เป็นเรื่องเฉพาะอันมิอาจลอกเลียนแบบกันได้)

ซึ่งหากพูดกันในทางโลกก็ต้องพูดว่าสันดานนั่นเอง ต้องขออภัยท่านผู้อ่านด้วยหากมองว่าผู้เขียนใช้คำพูดที่หยาบคายแต่สมัยโบราณท่านเรียกนิสัยคนว่าสันดานครับ และเป็นคำพูดที่สุภาพด้วยสามารถใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปคำว่าสันดานนั้นก็เลยกลายเป็นคำหยาบไป

แต่หากจะกะเทาะเปลือกแห่งความหมายที่สื่อกันตรงๆก็ต้องบอกว่าสันดานคนเรานั้นมันไม่เหมือนกันอย่างที่โบราณท่านว่า ลางเนื้อชอบลางยา ทำนองนั้นแหละครับ ซึ่งความหมายของเดรัจฉานวิชาหรือดิรัจฉานวิชา

ซึ่งใช้ได้ทั้งสองอย่างไม่มีความแตกต่างกันนั้นหมายความว่า “วิชาของสัตว์โลกที่เว้นจากมนุษย์”เพราะเดรัจฉานหรือดิรัจฉานนั้นแปลว่าสัตว์โลกที่มิใช่มนุษย์ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติเอาไว้ห้ามิให้พระภิกษุในพระพุทธศาสนาเรียนรู้ทรงจำในวิชาไสยศาสตร์นั่นก็เพราะว่า “พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นวิชาที่ผู้เรียนรู้หลงใหลเพลิดเพลินไปกับมัน และติดอยู่ในโลกมิอาจเข้าถึงพระนิพพานได้” ถึงขนาดที่ทรงให้พระภิกษุที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาที่เคยเรียนรู้ท่องจำในศาสตร์ต่างๆนั้นละและเลิกความรู้เดิม เพราะในยุคนั้นพระองค์ทรงประสงค์ที่จะให้พระภิกษุบรรลุธรรมเข้าถึงสภาวะเดิมแห่งจิต

แต่พระองค์ก็มิได้ทรงปฏิเสธถึงความมีอยู่จริงในไสยศาสตร์ เพราะว่าเมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงดำรงเพศเป็นฆราวาสอยู่พระองค์ในขณะนั้นก็ทรงศึกษาพระเวทจากบรรดาคณาจารย์ทุกแขนงจนเจนจบกระบวนความรู้และทรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วด้วย

ซึ่งพระเวทและมนตราในยุคก่อนพุทธกาลนั้นเป็นวิชายอดฮิตที่ใครๆก็เรียนรู้ท่องจำกันทั้งนั้นครับ และบรรดาฤษีผู้เรืองฤทธิ์ก็สามารถใช้วิชาไสยเวทได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวด้วย และยังก่อตั้งสำนักขึ้นมาเพื่อสั่งสอนลูกศิษย์มากมายหลากหลายสำนัก ซึ่งเป็นเรื่องของวิชาที่ถ่ายทอดปลูกฝังกันมาหลายชั่วอายุคน นับพันปีก่อนที่พระพุทธศาสนาจะอุบัติขึ้นในโลกนี้นานแสนนาน ทีนี้เรามาพูดกันต่อในเรื่องของเดรัจฉานวิชา

ซึ่งจริงอยู่ถ้าหากเรามองในแง่ของปรมัตถธรรม เรื่องวิชาไสยศาสตร์นั้นก็จัดว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่สุด หากมองในแง่มุมของความเป็นอริยบุคคลนะครับ คือตั้งแต่พระโสดาบันไล่ลำดับขึ้นไปเป็นพระสกิทาคามีและพระอนาคามีจนถึงพระอรหันต์ ก็ต้องมองว่าวิชาไสยศาสตร์นั้นเป็นวิชาแห่งดิรัจฉานจริงๆเพราะเป็นเครื่องกั้นขวางมิให้มนุษย์บรรลุธรรม เนื่องจากความลุ่มหลงหรือหลงใหลเพลิดเพลินไปกับความสนุกสนานในฤทธิ์เดชอำนาจแห่งมนตรา และพลังจิตที่สามารถเนรมิตหรือสร้างเครื่องรางของขลังต่างๆได้อย่างสุดวิเศษ ก็เลยไม่สนใจที่จะค้นหาสัจธรรมอันวิเศษและไม่ฝึกจิตตามหลักโยคะวิถีเพื่อความหลุดพ้น ดังนั้น วิชาไสยศาสตร์และเครื่องรางของขลังที่สร้างขึ้นมาตามตำราไสยศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจาก “เดรัจฉานวิชาหรือดิรัจฉานวิชา” ตามความหมายของ “อริยะ”
              

แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้คนในโลกนี้มีมากมายเหลือคณานับและระดับภูมิแห่งจิตก็แตกต่างกันออกไปมากมาย จริงอยู่ผู้ที่มีบารมีธรรมนั้นมีอยู่มากและเพียรพยายามที่จะฝึกฝนตนเองเพื่อการบรรลุธรรมนั้นก็มีอยู่เยอะ ที่มองเห็นกฎพระไตรลักษณ์และไม่ยึดติดกับ “วัตถุ” และมองเห็นว่าการเอาชนะกิเลสและโชคชะตาตนเองด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์นั้น เป็นแนวทางที่วิเศษสุดใครปฏิบัติได้ก็นับว่าเป็นบุญ

แต่ก็ยังมีผู้คนอีกมากมายและมากกว่าบุคคลที่มีบุญบารมีในทางธรรมมากนัก ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับโชคชะตาอย่างน่าสงสารและขาดที่พึ่งพิง ไร้โอกาสที่จะบวชเรียนหรือบรรลุธรรม ซึ่งก็ถือว่าเป็นเวรเป็นกรรมที่ทำกันมาส่งผลให้ต้องเผชิญโชคชะตาไปตามกฎแห่งโลก และคนพวกนี้แหละครับก็คือคนอย่างเราๆท่านๆนี่แหละที่ต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ ปากกัดตีนถีบไปวันๆ

เมื่อท้องยังหิวภาระยังมีแล้วใครมันจะอยากเข้าหาธรรมกันละครับหากไม่มีตัวช่วย และสิ่งที่ช่วยได้ก็คือ “ อานุภาพของวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลัง” ที่บรรดาเกจิอาจารย์เจ้าและฆราวาสจอมขมังเวทย์ทั้งหลายท่านสร้างเอาไว้นั่นแหละครับ

ผู้เขียนขอกราบคารวะด้วยจิตใจที่ยกย่องบรรดาครูอาจารย์และพระเกจิรวมทั้งฆราวาสจอมขมังเวทย์ทุกพระองค์ทุกท่าน ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานทางแขนงวิชาไสยศาสตร์แท้เอาไว้เพื่อลูกหลานและผู้คนที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต เอาไว้เป็นที่พึ่งในยามยากไร้ เอาไว้เป็นกำลังใจให้สู้ชีวิตอย่างมีคุณค่า และผู้เขียนก็เชื่อเหลือเกินว่าหากคนเราท้องอิ่มแล้วมีชีวิตที่สุขสบายแล้ว เขาผู้นั้นก็จะระลึกถึงพระคุณครูอาจารย์และเข้าหาทางธรรมในที่สุด และครูอาจารย์ตลอดจนพระเกจิอาจารย์เจ้าทั้งหลายนั้นก็ได้ดำเนินตามแนวทางแห่ง “พระโพธิสัตว์” คือการอุทิศตนเองเพื่อจรรโลงโลกและช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์

โดยยอมที่จะไม่บรรลุธรรมขั้นสูงสุดด้วยประการฉะนี้ แต่ก็ขอต่อต้านและประณามผู้ที่ตั้งตนเองเป็นผู้วิเศษโดยไม่มีความรู้ทางไสยศาสตร์อย่างแท้จริง แล้วสร้างสินค้าออกมาเพื่อโฆษณาว่าเป็น “เครื่องรางของขลังอันวิเศษ” แล้วประกาศจำหน่ายจ่ายแจกผู้ที่เดือดร้อนให้งมงายแบบไร้สาระ เสียทั้งเงินเสียทั้งสติอย่างน่าสงสาร เป็นการซ้ำเติมผู้ที่เดือดร้อนอย่างน่ารักเกียจ และเป็นการลบหลู่ปรมาจารย์ผู้รังสรรค์วิชาไสยศาสตร์ตั้งแต่โบราณด้วย พวกนี้ประตูนรกรออยู่นะครับ เรื่องบาปบุญคุณโทษนั้นมีอยู่จริงๆนะครับ สวรรค์มีจริงนรกมีจริงระวังกันไว้ก็แล้วกันนะครับพวกที่แอบอ้างเพียงเพื่อให้ตนเองร่ำรวยชีวิตหลังความตายของพวกท่านนั้นน่าสงสารมากเสียจริงๆเอาล่ะครับวกกลับเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า ตามที่ได้จั่วหัวเอาไว้ว่าทำไมต้องมีเครื่องรางมหาเสน่ห์ แล้วเป็นวิชาสายไหนกันแน่ มีความเป็นมาอย่างไร ปฐมเหตุแห่งเครื่องรางนั้นเกิดขึ้นมาจากคัมภีร์อาถรรพเวทที่พราหมณ์ในยุคโบราณท่านรวบรวมเอาจากการค้นคว้าทางจิตวิญญาณ หรือผลจากญาณสมาบัติของพระฤษีผู้เป็นบรมครูครับ ซึ่งในคัมภีร์             

อาถรรพเวทนั้นได้แบ่งแยกออกมาเป็นแขนงหรือสายวิชาดังนี้คือ คาถาอาคมและวิธีการทางไสยศาสตร์ใช้สำหรับการศึกษาเล่าเรียนกันสืบมาจนถึงปัจจุบันครับและได้แตกแขนงออกมามากมายทีเดียว เรียกได้ว่าคัมภีร์อาถรรพเวทเพียงเล่มเดียวนี้ได้แตกหน่ออกผลแยกกิ่งก้านสาขาไปอย่างมหาศาลจนเกิดเป็นเคล็ดวิชามากมายจนนับไม่ถ้วนในปัจจุบัน ซึ่งได้รวบรวมเอาพิธีกรรมต่างๆเข้าไว้ด้วยกันอย่างละเอียด ซึ่งล้วนเป็นสิ่งสำคัญทั้งสิ้นและได้จัดหมวดหมู่เอาไว้เป็นหลักใหญ่ถึง 8 หมวดด้วยกัน คือพระเวทในการทำร้ายป้องกัน ปราบผี ฯลฯ และในท้ายสุดก็คือ พรเวททางเสน่ห์ครับ มีรายละเอียดดังนี้ พระเวทในการทำเสน่ห์เป็นพระเวทที่รวบรวมเอาคาถาอาคมที่ใช้ในการสร้างเครื่องรางทางเสน่ห์ เมตตามหานิยมมหาละลวย

ซึ่งจัดอยู่ในตำราพิชัยสงครามเช่นเดียวกัน ในสมัยโบราณนั้นมุ่งใช้วิชานี้ในการทำสงครามแต่เป็นการทำสงครามด้วยไหวพริบ มีการใช้การทูตการเจรจาหว่านล้อม ซึ่งทูตหรือตัวแทนฝ่ายที่ถูกส่งไปเกลี้ยกล่อมข้าศึกศัตรูนั้น จะต้องเรียนรู้ในพระเวทมหาเสน่ห์นี้ให้เจนจบเพื่อนำเอาไปใช้ในการเอาชนะศัตรูโดยไม่ต้องรบ หรือนำมาใช้ในคราวคับขันเช่นถูกล้อมจับเพื่อทำให้ศัตรูพิศวง เกิดเป็นมหาละลวยอ่อนอกอ่อนใจไม่อยากทำร้ายเป็นการชั่วคราว เรียกว่ามหารัญจวนหรือมหาละลวย เป็นการสะกดจิตศัตรูให้ใจอ่อน ซึ่งแม่ทัพนายกองสมัยก่อนนิยมใช้กันมากเรียกว่ารบชนะโดยไม่ต้องใช้แรง ขุนแผนก็ใช้วิชานี้บ่อยครั้งในการเข้าหาหญิงสาวที่ตนหมายปองและเข้าหาผู้ใหญ่ ซึ่งในบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนได้บรรยายเอาไว้อย่างชัดเจนทีเดียว

ซึ่งผู้เขียนขอยกตัวอย่างมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านสักบท เป็นตอนที่ขุนแผนใช้มนต์สะกดนางสายทองเพื่อหวังจะให้เป็นแม่สื่อ แต่ขุนแผนก็ต้องเอานางสายทองเป็นเมียเสียก่อนดังนี้ครับ


ว่าพลางทางเป่าลมละลวย                       พี่สายทองจงช่วยอุปถัมภ์
เปรี้ยวปากหรือกินหมากเสียสักคำ            เสกซ้ำส่งไปให้ทันที
สายทองรับหมากใส่ปากเคี้ยว                 กระสันเสียวสยองพองเกศี
ความรักเร็วแล่นแสนทวี                            เมื่อกระนี้แล้วมาตกแก่สายทอง

ลมละลวยที่ขุนแผนเป่าไปนั้นก็มาจากมนต์มหาละลวยนั่นแหละครับ และหมากที่ขุนแผนเสกให้สายทองกินนั้นก็เป็นหนึ่งในเครื่องรางมหาเสน่ห์นั่นเอง เพียงแต่เป็นเครื่องรางที่ทำขึ้นมาเฉพาะหน้าใช้สำหรับเหตุการณ์เฉพาะหน้าหรือฉุกละหุก ซึ่งคนโบราณท่านกินหมากกันเป็นประจำอยู่แล้ว และหมากกเป็นของที่หาได้ง่ายด้วยเพราะทุกครัวเรือนต่างก็มีเอาไว้ประจำ เมื่อนางสายทองกินหมากเสกเข้าไปแล้วมีอาการอย่างไรเรามาดูกัน

ครานั้นสายทองผ่องศรี                  รู้สึกสมประดีหาช้าไม่
เหลียวเห็นพลายแก้วแววไว            ก็มีใจสุดสวาทถวิลรัก
ด้วยต้องมนต์เทพรัญจวน               ให้ปั่นป่วนขวยเขินสะท้านหนัก

และในตอนที่พลายแก้วบุกเข้าหานางสายทองก็ใช้มนต์มหาเสน่ห์สะกดจนนางสายทองใจอ่อนยอมเป็นเมียพลายแก้วในที่สุดดังนี้ครับ

พลางเป่าปถมังกระทั่งทรวง                สายทองง่วงงงงวยระทวยนิ่ง
ทำตาปริบปรอยม่อยประวิง                 เจ้าพลายอิงเอนทับลงกับเตียง

ขุนแผนนั้นมิได้ใช้มนมหาเสน่ห์กับหญิงเดียวนะครับ บรรดาเมียๆของท่านล้วนต้องลมละลวยจากมนต์ที่เป่าไปทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนางวันทอง แก้วกิริยาและนางลาวทอง ล้วนพร้อมใจร่วมเรียงเคียงหมอนกับขุนแผนก็ด้วยมนต์ละลวยจากพระเวททางเสน่ห์ทั้งสิ้น เรามาดูกันอีกนิดว่าขุนแผนท่านเผด็จศึกหัวใจนางบัวคลี่อย่างไร

แนบนางพลางเป่าละลวยลม                เสกประสมเนตรนางทางปราศรัย
พี่รักเจ้าเท่าเทียมชีวาลัย                     จะค้อนควักผลักไสไปไยมี
ว่าพลางทางเป่าเทพรัญจวน               ให้ปั่นป่วนซาบซ่านในทรวงเสียว
จูบแก้มแก้มแนบนมเข้ากลมเกลียว      จะบิดเบี้ยวไม่ให้บอบระบมกาย

เป็นยังไงครับมนต์มหาเสน่ห์ พลายแก้วได้นางสายทองและนางบัวคลี่เป็นเมียก็เพราะมนต์มหาเสน่ห์นี่แหละครับ ท่านผู้อ่านอย่าหาว่าผู้เขียนนอกเรื่องนะครับ เพราะว่าเครื่องรางมหาเสน่ห์นั้นก็สร้างด้วยคาถาที่ว่านั่นแหละครับ

เพียงแต่ใช้วัตถุอาถรรพณ์ประกอบและสร้างขึ้นเพื่อเอาไว้ใช้พกพาติดตัว หรือใช้เพื่อกระทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความรัญจวนใจกลับกลายมาเป็นรักใคร่เมตตาเมื่อเห็นหน้า ผู้เขียนมิได้นอกเรื่องนะครับแต่ก่อนที่เราจะรู้จักเครื่องรางมหาเสน่ห์กันเราต้องรู้ที่มากันก่อนว่ามันมีความเป็นมาอย่างไร และวิชาทางมหาเสน่ห์นั้นมีความสำคัญมากแค่ไหนซึ่งวิชาในพระเวททางมหาเสน่ห์นี้ได้มีการสืบทอดกันต่อมาหลายชั่วอายุคนจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาที่คนจำนวนมากให้ความสนใจอยากเรียนรู้ และเกจิพระอาจารย์หลายๆองค์ที่เชี่ยวชาญในวิชาแขนงนี้ที่เก่งๆก็มีมากมายหลายองค์เลยทีเดียว ที่ท่านสร้างเครื่องรางของขลังในทางเมตตามหานิยมได้เข้มขลัง เช่นหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ท่านก็สำเร็จวิชาสายนี้ พระปิดตาของท่านจึงเป็นที่โด่งดังเป็นที่ต้องการของนักสะสม เพราะผงวิเศษของท่านขนาดแค่ปลิวไปตามลมและกระแสน้ำ สาวแก่แม่ม่ายถึงกับเคลิ้มตามมาถึงวัดเลยทีเดียว คราวนี้ท่านผู้อ่านหลายๆท่านคงจะพอเข้าใจกันบ้างแล้วใช่ไหมครับ ว่าวิชาทางมหาเสน่ห์นั้นมีใช้กันมานมนานแล้วนับตั้งแต่ในยุคสมัยโบราณกาลซึ่งผู้เขียนยังจำคำของครูอาจารย์ที่ท่านสอนสั่งสรรพวิชาให้ได้ขึ้นใจว่า
                 
“อันวิชาทางคงกระพันชาตรีนั้นก็ดีอยู่ที่ช่วยให้ไม่เสียเลือดและรอดชีวิตมาได้ แต่หากรักษาไม่ดีก็ไม่เกิดผลซึ่งหากอยู่ยงคงกระพันจริง แต่ถ้าน้ำน้อยก็แพ้ไฟ ถูกทุบตีให้เลือดตกในก็ตายได้เหมือนกัน...แต่วิชาทางเมตตามหาเสน่ห์นั้นข้อห้ามที่ต้องรักษานั้นมีน้อยและหากใช้ให้เป็นก็ถือว่าดีกว่าหลายขุมนัก เพราะช่วยกลับจิตเปลี่ยนใจผู้คนได้ ศัตรูเห็นหน้าก็เปลี่ยนเป็นใจอ่อนไหว รักใคร่เมตตา จะฆ่าก็ฆ่าไม่ลง มีแต่จะกลับกลายเป็นมิตร ผู้ใหญ่ท่านก็เมตตาเอ็นดูหากินก็ง่าย จะค้าขายก็คล่อง แล้วถ้าอยากมีผัวมีเมียก็ยิ่งง่ายใหญ่ สาวไหนที่เจ้าแง่แม่งอนใจแข็งเมื่อเจอมนต์มหาละลวยเข้าไปก็ใจอ่อนไหว ยิ่งมนต์มหาเทพรัญจวนด้วยแล้วก็เตรียมขันหมากไปขอมาเป็นเมียได้เลย”
        
นี่แหละครับข้อดีของวิชามหาเสน่ห์ที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณและหลงเหลือมาถึงยุคปัจจุบัน และที่สำคัญที่สุดก็คือยุคนี้เป็นยุคเครื่องรางมหาเสน่ห์อย่างแท้จริง เนื่องก็เพราะว่าเป็นยุคแห่งข้าวยากหมากแพง ผู้คนตกงานกันมาก ปัญหาครอบครัวมีมาก ชายหนุ่มอกหักกันมาก และเป็นธรรมดาของมนุษย์ปุถุชน ใครบ้างอยากให้ท้องแห้ง ใครบ้างอยากผิดหวังในความรัก ดังนั้นผู้คนมากมายนับล้านจึงมุ่งที่จะแสวงหาเครื่องรางมหาเสน่ห์มาพกพาติดตัว

โดยไม่สนใจที่ราคาหรือระยะทางที่จะต้องเดินทางไปหา ไกลแสนไกลก็จะดั้นด้นไปขอเพียงให้ตนเองประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การค้า และสมหวังในรักกับคนที่ปรารถนาเท่านั้น “เครื่องรางมหาเสน่ห์จึงปรากฏรูปลักษณ์ต่างๆมากมายและหลากหลายสำนัก ที่ต่างก็สร้างออกมาเพื่อให้ชายหนุ่มหญิงสาวได้เช่าหาไปบูชาเพื่อสิริมงคล ช่วยส่งเสริมกิจการค้าและเกื้อหนุนในความรักความใคร่ ที่แม้กระทั่งคนสูงอายุและเพศที่สามก็ยังนิยมเช่าไปบูชา”

 
 

Main Menu

VirtueMart Login