พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระพุทธศาสนา บุญแห่งการยกช่อฟ้า
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


บุญแห่งการยกช่อฟ้า PDF พิมพ์ อีเมล

บุญแห่งการยกช่อฟ้า

        "ช่อฟ้า" ตีความตามนามหมายถึง ช่อหรือกิ่งที่ยื่นขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งความจริงแล้วช่อฟ้ามีวิวัฒนาการและอยู่คู่กับดินแดนในอุษาคเนย์มายาวนาน ส่วนที่เรียกกันว่าช่อฟ้านั้นคือ ช่อที่ยื่นขึ้นไปเหนือเครื่องลำยองอันหมายถึง รวยระกา ใบระกา หางหงส์ ที่ประกอบติดกันบนหน้าบันทั้งสองด้านของอาคารสถาปัตยกรรมไทย พูดง่ายๆ ว่า หากยืนอยู่หน้าพระอุโบสถแล้วมองขึ้นไป ก็จะเห็นส่วนที่เป็นกิ่งหรือช่อสูงสุดอยู่กิ่งหนึ่งบนหน้าบัน นั่นแหละเขาเรียกว่า "ช่อฟ้า"

         วิวัฒนาการของช่อฟ้านั้นมีมายาวนาน เข้าใจว่าผู้คนในดินแดนอุษาคเนย์นิยมประดับประดาให้มีส่วนยื่นเลยหลังคา เช่น การนำเขาควายบ้าง นำไม้มาไขว้กันบ้าง ในลักษณะที่ทางเหนือเรียกว่า "กาแล" โดยเชื่อว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเก่งกล้าในการล่าสัตว์ หรือมีความเชื่อว่าจะไล่ นกแสก กา หรือนกเค้าแมว ที่ถือว่าไม่เป็นมงคลเพราะเป็นพาหนะของยมทูต เมื่อเกาะบ้านใดเท่ากับมียมทูตมารับตัวไป คนโบราณจึงนำปีกไม้ใหญ่ๆ มาไขว้กันให้นกเหล่านี้เข้าใจผิดว่าเป็นเหยี่ยวหรืออินทรี จะไม่กล้ามาใกล้ อันเป็นความหมายว่า เมื่อนกกาแลเห็นจะเกิดความกลัว นอกจากนี้ยังสันนิษฐานได้อีกว่า กาแลทางเหนือนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่รับมาเมื่อครั้งพม่าครองเมืองเหนือหมายถึง เรือนใดที่ติดกาแลจะได้รับการยกเว้นภาษีจากทางพม่า

         สำหรับ ภาคกลาง ไม่นิยมนำเขาสัตว์หรือติดเหนือจั่วแบบกาแล หากแต่จะทำเป็นกิ่งหรือช่อยื่นขึ้นไปอันเดียว ส่วนใหญ่มักจะพบในอาคารสถา ปัตยกรรมชั้นสูง ที่ได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์และองค์พระมหากษัตริยาธิราช นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า "ช่อฟ้า" แต่จะปรากฏในหลายรูปหลายลักษณะ เช่น ช่อฟ้าปากนก ช่อฟ้าหางปลาไหล ช่อฟ้าปากปลา หรือทำเป็นรูปเทวดา นางฟ้าอยู่เหนือจั่วเหนือหน้าบัน ก็เรียกว่า "ช่อฟ้า" เช่นกัน บ้างก็นิยมติดกระดิ่งรูปใบโพธิ์เข้าไปเพื่อให้ได้ประโยชน์ดั้งเดิม คือไล่นกกาที่จะมาถ่ายรดหลังคา หรือไล่นกอัปมงคลก็ได้เช่นกัน

         คนโบราณถือว่า "ช่อฟ้า" เป็นสิ่งสูงสุดมองด้านข้างไกลๆ คล้ายรูปพนมสักการะทวยเทพและพระพุทธองค์บนสรวงสวรรค์ บ้างทำเป็นปลายหางพญานาคแล้วให้เลื้อยลงไปสองฟากข้างกลายเป็นรวยระกา มีครีบนาคเป็นใบระกา เมื่อขดลำตัวเกาะแปไว้จะเรียกว่า นาคสะดุ้ง หรืองวงไอยรา และผงกหัวนาคขึ้นเป็นหางหงส์ตรงเชิงชาย แต่ถ้าบิดหัวนาคให้ตรงกับทางเดินจะเรียกว่า นาคเบือน สาเหตุที่นิยมทำเป็นรูปนาค เนื่องจากคติที่ว่าพญานาคเป็นผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนามาทุกยุคทุกสมัย

         "พิธีการยกช่อฟ้า" ถือว่าเป็นพิธีสำคัญมาก เนื่องจากเป็นการยกส่วนบนสุดของอาคารศาสนสถานหรือพระราชวัง มีคติความเชื่อว่า หากใครได้ร่วมบุญยกช่อฟ้าแล้วนับเป็นกุศลมหากุศลอย่างยากจะหาใดเท่าเทียมได้ เนื่องจากเป็นส่วนสูงสุดของอาคาร และถือว่าเป็นการทำองค์ประกอบแห่งอาคารให้สมบูรณ์

          ในโอกาสรับปีใหม่นี้ก็เลยอยากจะบอกบุญมหาบุญในการร่วมกันประกอบกุศลกรรมอันยิ่งใหญ่แห่ง การยกช่อฟ้ามายังสาธุชนทุกท่าน ด้วยหาโอกาสดีๆ อย่างนี้ได้ยากเหลือเกิน เหตุที่จะได้ช่วยกันร่วมบุญก็เนื่องมาจากว่า วัดตรีทศเทพวรวิหาร อันเป็นวัดหลวง ใน กทม. ได้ก่อสร้างพระอุโบสถแทนหลังเก่า

         พระอุโบสถหลังนี้ พระเดชพระคุณพระเทพวัชรธรรมาภรณ์ (สุรพงส์ ฐานวโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ รูปที่ 8 ได้ดำเนินการก่อสร้างแทนหลังเก่าในที่เดิม เมื่อปี พ.ศ.2529 โดยสร้างเป็นอาคารทรงไทยตรีมุข ก่ออิฐถือปูนประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์และปิดทอง ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างพระอุโบสถ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2529 ขณะนี้การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถหลังใหม่ได้สำเร็จเรียบร้อย แล้ว และจะประกอบพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองงอกงามไพบูลย์แห่งพระพุทธศาสนา

         โดยจะได้ อัญเชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ระดับสูงมาประกอบพิธียกช่อฟ้า และเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมบุญ ทางวัดตรีทศเทพได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้าง "เหรียญและพระผงพุทธคุณพระพุทธนวราชบพิตร" และโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้เชิญพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ประดิษฐานด้านหลังองค์พระ รวมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไฟพระฤกษ์ให้เชิญมาจุดเทียนชัยในพิธีมหาพุทธาภิเษก ณ อุโบสถวัดตรีทศเทพ ในวันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 16.45 น. 

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์