พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความเกี่ยวกับ หลวงปู่บุดดา ถาวโร ปฐมเหตุ (พระสำรวม สิริภทฺโท วัดไกลกังวล พูดถึง หลวงปู่บุดดา ถาวโร)
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


ปฐมเหตุ (พระสำรวม สิริภทฺโท วัดไกลกังวล พูดถึง หลวงปู่บุดดา ถาวโร) PDF พิมพ์ อีเมล

ปฐมเหตุ (พระสำรวม สิริภทฺโท วัดไกลกังวล พูดถึง หลวงปู่บุดดา ถาวโร)

ปฐมเหตุ (พระสำรวม สิริภทฺโท วัดไกลกังวล พูดถึง หลวงปู่บุดดา ถาวโร)

พระสำรวม สิริภทฺโท วัดไกลกังวล (เขาสารพัดดีศรีเจริญธรรม) ต.บ้านเชี่ยน อ.หันคา จ.ชัยนาท 17130
    
ข้าพเจ้า พระสำรวม สิริภทฺโท วัดไกลกังวล (เขาสารพัดดีฯ) ต.บ้านเชี่ยน อ.หันคา จ.ชัยนาท ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ข้าพเจ้าได้มีความเคารพต่อหลวงพ่อสงฆ์ พรหมฺสโรมาก ได้ไปมาหาสู่และได้ยินได้ฟังหลวงพ่อสงฆ์ท่านเล่าประวัติของ หลวงปู่บุดดา ถาวโร ว่า ท่านได้ถามหลวงปู่บุดดาว่า “ท่านปฏิบัติอย่างไร” หลวงปู่บุดดาท่านตอบว่า “ท่าใช้ เหตุปัจจะโย อะไรเกิดขึ้นก็ ปัจ ปัจ ปัจ ไปอย่างเดียว” หลวงพ่อสงฆ์ ท่านกล่าวว่า “หลวงปู่บุดดา นี้สำคัญเอาเหตุปัจจัยไปปัดกิเลศได้” หลวงพ่อสงฆ์ท่านได้เล่าประวัติของการปฏิบัติให้ข้าพเจ้าฟังว่า ท่านได้กระทำความเพียรอยู่ในถ้ำ ชื่อว่าถ้ำภูคา (คือวัดเขาภูคาในปัจจุบันนี้) อยู่มาวันหนึ่งท่านเกิดมีความสงสัยขึ้นเลยอยากถามธรรมะจากหลวงปู่บุดดา เพียยงหลวงพ่อสงฆ์คิดในใจอย่างนี้เท่านั้น หลวงปู่บุดดาก็พูดขึ้นว่า “จะถามอะไรก็ถามมาเถอะคร๊าบ” พอหลวงปู่บุดดาพูดเท่านั้น หลวงพ่อสงฆ์ก็พูดว่า “เออ ท่านไม่ต้องท้าหรอกน่า” ท่านเล่าว่า เราคิดในใจ แต่ไปออกที่ปากของท่านบุดดา ในตอนนั้นข้าพเจ้าเองก็ยังไม่เคยได้พบตัวหลวงปู่บุดดาเลย ปัญหาที่หลวงสงฆ์ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังนั้นมีมากมายตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าได้คิดในใจอยู่เสมอว่า เมื่อไรเราจะได้พบตัวหลวงปู่บุดดา จะได้มีโอกาสที่จะได้กราบ ได้ฟังธรรมจากท่าน จึงได้ฟังธรรมท่าน จึงได้เฝ้าติดตามข่าวอยู่เสมอว่าหลวงปู่อยู่ที่ไหน เพื่อที่จะได้ไปกราบท่าน และต่อมาข้าพเจ้าก็ได้ข่าวว่า หลวงปู่ท่านไปพักที่ถ้ำภูคาอีก

ในตอนนี้ที่ถ้ำภูคากำลังสร้างพระครึ่งองค์ องค์ใหญ่โผล่ขึ้นมาจากภูเขาครึ่งองค์ ข้าพเจ้าก็ไปที่ถ้ำภูคาทันที แต่ปรากฏว่า หลวงปู่ได้จากที่นั่นไปเสียแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้พยายามฟังข่าวอยู่ตลอดมา หลวงปู่ท่านเป็นพระที่แปลกว่าพระองค์อื่นๆ คือ ท่านอยู่จำพรรษาที่วัดถ้ำแกลบ (วัดบุญทวี) จังหวัดเพชรบุรี และท่านจะมาก็ต่อเมื่อถึงวันเข้าพรรษาเท่านั้น ในตอนหลังท่านเคยกล่าวกับข้าพเจ้าว่า “ท่านมาสอนโรงเรียน ต้องเข้าห้องเรียนกันทุก ๆ วัน (คือญาติโยมที่มารักษาอุโบสถศีล)” แต่ว่าพอถึงคราวออกพรรษาวันใด ท่านก็ไปจากวัดถ้ำแกลบทันทีเลย เพื่อที่จะไปโปรดญาติโยมที่มานิมนต์ตลอดเวลา ๙ เดือน จนกระทั้งถึงวันเข้าพรรษาจึงจะกลับวัด เพราะเหตุนี้จึงพบตัวหลวงปู่ได้ยาก ท่านจะพักอยู่บ้านญาติโยมที่นิมนต์บ้านและหนึ่งคืนบ้าง สองคืนบ้าง ท่านจะเดินทางติดต่อกันอย่างนี้เรื่อยๆ จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งข้าพเจ้าได้ไปพักอยู่ที่วัดอาวุธ บางพลัด ได้ทราบข่าวว่า หลวงปู่ไปพักอยู่บ้านคุณหลวงที่บางนา ข้าพเจ้าจึงรีบเดินทางไป เพื่อที่จะได้พบ ได้กราบ และได้ฟังธรรมจากหลวงปู่ ในครั้งนี้นับว่าโชคดีที่ได้พบท่าน

พอมาถึงบ้านคุณหลวง ก็ปรากฏว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่เลย อยู่แต่หลวงปู่เพียงองค์เดียวเท่านั้น พอข้าพเจ้าเข้าไปถึงในบ้าน หลวงปู่ท่านเหมือนบุคคลที่คุ้นเคยกันมานานแสนนาน หลวงปู่รีบบอกกับข้าพเจ้าว่า ห้องน้ำ ห้องส้วม ที่พักอาศัยทั้งหมดนี้เป็นของเรา ใช้ได้เลยตามสบาย ตอนนั้นหลวงปู่ท่านกำลังฟังวิทยุอยู่ ท่านฟังหมดไม่ว่าจะมีรายการอะไรดังออกมา พอดีตอนนั้นกำลังมีเสียงผู้หญิงกำลังร้องเพลงอยู่ หลวงปู่ท่านใช้คำพูดว่า “เออ ผู้หญิงเดี๋ยวนี้เขาเก่ง เขาเอาเสียงมาทำมาหากินกันได้” ท่านไม่เคยปิดวิทยุเลย วิทยุจะเปิด-ปิดสถานีครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านมิได้สนใจ พอวิทยุดังท่านก็พูดว่า “วิทยุนี่ดีจริง ดังเองได้” นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้พบหลวงปู่ ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นในปฏิปทาของหลวงปู่ ซึ่งเห็นแล้วก็มีความรู้สึกว่าท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นธรรมชาติดีจริงๆ จนไม่มีความสงสัยในตัวหลวงปู่มาโดยตลอดจนกระทั่งบัดนี้เลยแม้แต่น้อย

พอข้าพเจ้ามีโอกาสได้ใกล้ชิด ยิ่งทำให้ได้ฟังในคำที่หลวงปู่ชอบพูดเสมอว่า “กายเนื้อกายหนัง เขาไม่รู้จักอะไร” หรือว่า “ทุกข์มีอยู่ แต่ไม่มีคนเป็นทุกข์” พระนิพพานนี้ทำให้รู้ไว้ เห็นไว้ จะไปหรือไม่ไป ไม่เป็นไร” อีกอย่างหนึ่ง เคยได้ยินจากปากของหลวงปู่เองว่า ท่านได้ธุดงค์ไปจำพรรษาอยู่ในสวนแถวบางขุนเทียน จนครบสามเดือน ท่านมิเคยกางมุ้งเลย จนพอถึงออกพรรษาแล้วท่านก็กางมุ้งให้คืนหนึ่ง แล้วท่านก็ออกจากสวนไป พวกเราลองมาคิดกนดูซิว่า ถ้าเป็นพวกเราจะทนได้ไหม หลวงปู่ท่านเล่าว่า “ท่านให้ยุงรับศีลห้า มันไม่กัดหรอก เพราะยุงเขาถือศีลห้าแล้ว” ท่านเคยเล่าอีกว่า ที่ท่านปฏิบัติมาแต่ก่อนๆ นั้น ใครจะตักข้าวให้ท่านเท่าใด ท่านก็จะฉันเพียงเท่านั้นๆ ทั้งๆ ที่เขาก็ยกหม้อข้าวมาประเคนให้แล้วตลอดมา

ต่อมาท่านได้มาพักอยู่กับข้าพเจ้า ณ ที่วัดไกลกังวล ก็ได้สังเกตดูหลวงปู่ด้วยความเคารพและเลื่อมใสในตัวหลวงปู่มากขึ้น ทั้งปฏิปทาข้อปฏิบัติของหลวงปู่ ในวันหนึ่งขณะที่กำลังถวายภัตตาหารเพล หลวงปู่กำลังฉันอยู่ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติท่านอยู่อย่างใกล้ชิด ได้เห็นหลวงปู่ท่านฉันอาหารแล้ว ทำให้เกิดศรัทธายิ่งๆ ขึ้น คือ หลวงปู่ฉันข้าวท่านเคี้ยวข้าวเปล่าๆ แล้วกลืนลงไปเลย หลวงปู่ได้ตักมะเขือเผาเคี้ยว

ความรู้สึกว่าท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นธรรมชาติดีจริงๆ จนไม่มีความสงสัยในตัวหลวงปู่มาโดยตลอดจนกระทั่งบัดนี้เลยแม้แต่น้อย
พอข้าพเจ้ามีโอกาสได้ใกล้ชิด ยิ่งทำให้ได้ฟังในคำที่หลวงปู่ชอบพูดเสมอว่า “กายเนื้อกายหนัง เขาไม่รู้จักอะไร” หรือว่า “ทุกข์มีอยู่ แต่ไม่มีคนเป็นทุกข์” พระนิพพานนี้ทำให้รู้ไว้ เห็นไว้ จะไปหรือไม่ไป ไม่เป็นไร” อีกอย่างหนึ่ง เคยได้ยินจากปากของหลวงปู่เองว่า ท่านได้ธุดงค์ไปจำพรรษาอยู่ในสวนแถวบางขุนเทียน จนครบสามเดือน ท่านมิเคยกางมุ้งเลย จนพอถึงออกพรรษาแล้วท่านก็กางมุ้งให้คืนหนึ่ง แล้วท่านก็ออกจากสวนไป พวกเราลองมาคิดกนดูซิว่า ถ้าเป็นพวกเราจะทนได้ไหม หลวงปู่ท่านเล่าว่า “ท่านให้ยุงรับศีลห้า มันไม่กัดหรอก เพราะยุงเขาถือศีลห้าแล้ว” ท่านเคยเล่าอีกว่า ที่ท่านปฏิบัติมาแต่ก่อนๆ นั้น ใครจะตักข้าวให้ท่านเท่าใด ท่านก็จะฉันเพียงเท่านั้นๆ ทั้งๆ ที่เขาก็ยกหม้อข้าวมาประเคนให้แล้วตลอดมา

ต่อมาท่านได้มาพักอยู่กับข้าพเจ้า ณ ที่วัดไกลกังวล ก็ได้สังเกตดูหลวงปู่ด้วยความเคารพและเลื่อมใสในตัวหลวงปู่มากขึ้น ทั้งปฏิปทาข้อปฏิบัติของหลวงปู่ ในวันหนึ่งขณะที่กำลังถวายภัตตาหารเพล หลวงปู่กำลังฉันอยู่ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติท่านอยู่อย่างใกล้ชิด ได้เห็นหลวงปู่ท่านฉันอาหารแล้ว ทำให้เกิดศรัทธายิ่งๆ ขึ้น คือ หลวงปู่ฉันข้าวท่านเคี้ยวข้าวเปล่าๆ แล้วกลืนลงไปเลย หลวงปู่ได้ตักมะเขือเผาเคี้ยวแล้วกลืนตามข้าวลงไป แล้วก็ตักน้ำปลาซดตามข้าวและมะเขือเผาที่กลืนเข้าไปก่อนหน้านั้นแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกว่าหลวงปู่ท่านมิได้ติดอยู่ในอะไรเลย ข้าพเจ้าคิดอยู่ในใจว่า หลวงปู่โปรดเราแท้ๆเลย การกระทำของหลวงปู่ในช่วงเวลาที่ได้ปฏิบัติหลวงปู่ท่านทำให้ได้เห็นอะไรที่แปลกๆ เกินกว่าที่คนเราจะทำได้ เช่น การปฏิบัติถวายการนวดท่าน หรือ บีบให้ท่าน หลวงปู่ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่าหลวงปู่ทำใจเหมือนหุ่นยนต์ สุดแท้แต่ต้องการใช้หุ่นยนต์จะให้ทำอะไรก็สั่งเอาตามต้องการ หลวงปู่ท่านนอนในท่าหงาย บอกให้นอนตะแคง หลวงปู่ก็นอนตะแคง บอกให้หลวงปู่นั่ง หลวงปู่ก็นั่ง ข้าพเจ้าบอกให้ทำอย่างไรท่านก็ทำตามทุกประการเลยทีเดียวทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า หลวงปู่เป็นพระอริยะจริงๆ องค์หนึ่งในปัจจุบัน หลวงปู่ท่านทำตัวเหมือนแผ่นดิน ใครจะทำอะไรแผ่นดินก็ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เหมือนคนไม่มีความรู้สึก

ข้าพเจ้าเคยคิดและเคยกล่าวกับญาติโยมเสมอว่า การได้อยู่ใกล้ชิดกับพระอริยะนี้ลำบากมาก เพราะว่าใกล้บุญและใกล้บาปมากทีเดียว ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่โชคดีผู้หนึ่งที่ได้พบหลวงปู่บุดา เพราะมิเคยได้กระทำบาปเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี ข้าพเจ้าหมดความสงสัยในตัวหลวงปู่อย่างมิมีอะไรหลงเหลืออีกเลย ในความหมดไปสิ้นไปแห่งอาสวะกิเลสของหลวงปู่ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่โชคดีอย่างมากทีเดียว ข้าพเจ้าเห็นหลวงปู่ทำอะไรๆ ข้าพเจ้าก็มีความรู้สึกว่า หลวงปู่มีแต่ความเมตตาเท่านั้น

ฉะนั้นข้าพเจ้าใคร่ขอเตือนฝากญาติโยมและพี่น้องทั้งหลายว่า เมื่อเข้าใกล้หลวงปู่ขอให้ระวังว่าบุญก็มีมากถ้าเราจะคิดอะไรๆกับพระอริยะ เช่น หลวงปู่บุดดา เพราะถ้าคิดไม่ดีก็จะเป็นบาป พวกเราชาวพุทธทั้งหลายต่างก็ต้องการที่จะได้ทำบุญกับพระอริยะ ต้องการได้พบ ได้กราบพระอริยเจ้าทั้งหลาย แต่ถ้าเราไม่ศึกษาธรรม ไม่ปฏิบัติธรรม เราก็จะไม่สามารถรู้จักปฏิปทาของพระอริยะได้เลย ถ้าเราพบกับพระสงฆ์สมมติก็กลับเห็นว่าเป็นพระอริยะ แต่พอไปเจอพระที่ท่านเป็นสงฆ์วิมุตติ เราก็จะหลับเห็นว่าเป็นพระธรรมดา เพราะว่าพระสงฆ์สมมติท่านมีมายาจัดว่าสวยงามน่าเลื่อมใส ส่วนพระสงฆ์วิมุตินั้นเห็นแล้วกลับไม่น่าเลื่อมใสเพราะทานมีแต่กิริยา ท่านหมดมายาเสียแล้ว แล้วเราๆสามารถแยกกันออก ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าได้เคยใกล้ชิดกลวงปู่มาพอสมควรและได้เห้นการแสดงออกของหลวงปู่ท่านมีแต่กิริยาเท่านั้น ปราศจากมายาโดยสิ้นเชิง

เท่าที่ข้าพเจ้ากล่าวมาทั้งหมดนี้ ถ้าหากผิดพลาดประการใด ลูกขอกราบแทบเท้าหลวงปู่มาด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่ง ขอหลวงปู่ได้โปรดให้อภัยแก่ลูกในทุกๆ ประการด้วย เทอญ.

 
 

Main Menu