พระเครื่อง
Home กระดานพระเครื่อง
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


กระดานพระเครื่อง
ยินดีต้อนรับ, ผู้เยี่ยมชม
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน.    ลืมรหัสผ่าน?
ประวัติ หลวงพ่อดอกไม้ วัดดอนเจดีย์ พนมทวน กาญจนบุรี (1 viewing) (1) ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
ประวัติพระเกจิอาจารย์-ประวัติพระอริยะสงฆ์ ใครมีประวัติครูบาอาจารย์ ประวัติพระเกจิอาจารย์ ประวัติพระอริยะสงฆ์ อยากจะเผยแผ่ เกียรติคุณ ก็มาเล่าสู่กันฟังเลยครับ
Go to bottom ตอบกลับกระทู้นี้ รายการถูกบันทึก: 0
หัวข้อ: ประวัติ หลวงพ่อดอกไม้ วัดดอนเจดีย์ พนมทวน กาญจนบุรี
#261
wanchaso (สมาชิก)
Fresh Boarder
กระทู้: 1
graphgraph
สมาชิกที่ไม่ได้ออนไลน์ Click here to see the profile of this user
ประวัติ หลวงพ่อดอกไม้ วัดดอนเจดีย์ พนมทวน กาญจนบุรี 10 ปี, 8 เดือน ก่อน กรรม: 0  
ประวัติชาติภูมิ
พระครูวัตตสารโสภณ (หลวงพ่อดอกไม้)
วัดดอนเจดีย์ ต.ดอนเจดีย์ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี

*********************************************

พระครูวัตตสารโสภณ เดิมท่านชื่อ ดอกไม้ นามสกุล ราชจำนงค์ ท่านเกิดปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ ปีพุทธศักราช ๒๔๐๓ ที่บ้านหนองปริก ซึ่งต่อมาได้ย้ายมาอยู่บ้านหนองขุย ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี (ปัจจุบันบ้านหนองขุยขึ้นอยู่กับตำบลหนองสาหร่าย)
โยมบิดา ชื่อ นายลาด ราชจำนงค์
โยมมารดา ชื่อ นางเลี้ยง ราชจำนงค์
ท่านมีพี่น้องด้วยกัน ๓ คน คือ
๑ นายด้วง ราชจำนงค์
๒ นางตั๋ว ราชจำนงค์
๓ พระครูวัตตสารโสภณ (หลวงพ่อดอกไม้)
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ปีพุทธศักราช ๒๔๒๔ ขณะที่ท่านอายุ ๒๑ ปี ได้อุปสมบทตามกุลบุตรชายไทยใต้ร่มพระบวรพุทธศาสนา ได้รับฉายาว่า “ปทุมรัตโน” ไม่ทราบว่าพระท่านใดเป็นพระอุปัชฌาย์และอุปสมบทที่วัดใด แต่ที่เล่าสืบต่อกันมา...ท่านเป็นลูกศิษย์องค์หนึ่งของหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว พระเกจิอาจารย์ผู้เลื่องลือนามของกาญจนบุรี

ย้อนกล่าวถึง หลวงปู่ยิ้ม (จันทโชติ) อริยสงฆ์แห่งวัดหนองบัวองค์นี้ท่านออกธุดงค์ศึกษาวิชาไสยเวทย์จากพระอาจารย์สำนักต่างๆ อาทิเช่น หลวงพ่อปลัดทิม(วัดบางลี่น้อย อัมพวา) เรียนวิชาโภคทรัพย์, หลวงปู่พ่วง(วัดลิงเจน) เรียนวิชาทำธงกันอสุนิบาตสายฟ้าและพายุ วิชาหวายลงอักขระ เวลาลงทะเลให้เอาหวายโยนลงน้ำทะเล ตักน้ำในวงหวายน้ำจะจืดทันที และ ทำลูกอมหมากทุย , หลวงพ่อกลัด(วัดบางพรม อัมพวา)เรียนวิชามหาอุต ผ้าเช็ดหน้าทางมหานิยม เชือกคาดเอวกระดูกงูและย่นระยะทาง, หลวงพ่อแจ้ง (วัดประดู่อัมพวา) เรียนวิชาแพทย์แผนโบราณมีดหมอปราบภูตผีปีศาจ และ เชือกคาดเอวตะขาบไฟไส้หนุมาน, หลวงพ่อกลิ่น(วัดหนองบัว)เรียนวิชาไสยเวทย์ต่างๆ จนวิชาของหลวงปู่ยิ้มแก่กล้าสามารถมาก

มีเรื่องเล่าสืบต่อกันว่าผู้ที่มาเป็นศิษย์ของหลวงปู่ยิ้ม ต้องผ่านทดสอบการใช้สมาธิพลังจิตเพ่งไส้เทียนให้ขาดกลาง (แสดงถึงพลังจิตพื้นฐานเข้มแข็ง) หลวงปู่ยิ้มจึงจักประสิทธิ์ประสาธน์วิชาชั้นสูงให้ ขณะที่หลวงพ่อดอกไม้ออกธุดงค์ ศึกษาพระพุทธศาสนาในป่าเขตเมืองกาญจน์ตามสถานที่ต่างๆ ครั้นพอทราบข่าวที่วัดหนองบัวมีพระเกจิปรมาจารย์ผู้แก่กล้าวิชาเกิดศรัทธายิ่งนัก จึงเดินทางถวายตัวเป็นศิษย์และสามารถผ่านการทดสอบ เพ่งไส้เทียนขาด ได้เป็นศิษย์หลวงปู่ยิ้ม เล่าเรียนวิชาอาคมชั้นสูงพร้อมปฏิบัติกิจของสงฆ์อยู่วัดหนองบัวถึงขั้นเก่งกล้าสามารถ จนญาติโยมในละแวกเขตวัดหนองบัว ยังจำชื่อของหลวงพ่อดอกไม้ได้เป็นอย่างดีเมื่อคราวมีใครเอ๋ยถาม

จากข้อความคำบอกเล่าของ ก๋งพ้ง บัวขม เป็นช่างแกะพระ เกิดช่วง ปีพุทธศักราช ๒๔๒๕ - ๒๕๒๔ ผู้ได้ใกล้ชิดกับท่านหลวงปู่ยิ้มกล่าวไว้ว่า หลวงพ่อดอกไม้เป็นลูกศิษย์ที่เก่งกล้าของหลวงปู่ยิ้มองค์หนึ่ง ในขณะนั้นประจำอยู่วัดหนองขาว หลวงพ่อดอกไม้มีความสามารถในวิชาหลายด้าน อาทิเช่น
เสกใบมะขามเป็นตัวต่อ
ย่นหนทาง
เสกควายธนู
เดินบนผิวน้ำ

หลวงปู่ยิ้มเคยนิมนต์ หลวงพ่อดอกไม้ หลวงปู่ม่วง(วัดบ้านทวน) หลวงปู่เปลี่ยน(วัดใต้) และ หลวงปู่เนียม(วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี) รวมทั้งหมด ๕ รูป ไปฉันที่วังกรมหลวงชุมพรฯ กรุงเทพมหานคร เมื่อกลับกรมหลวงชุมพรฯได้ถวายจีวรของใช้ต่างๆให้หลวงปู่ยิ้ม แต่หลวงปู่ยิ้มส่งให้หลวงพ่อดอกไม้นำกลับไปไว้วัดท่าน เพราะวัดท่านยังจนอยู่ (การเข้าวังกรมหลวงชุมพรฯ มีความเป็นไปได้ เพื่อทำพิธีไหว้ครู เนื่องจากประวัติหลวงปู่ศุขได้กล่าวถึงการรับนินมต์เกจิอาจารย์สายหลวงปู่ศุข ๕ รูปเช่นกัน ในการพิธีไหว้ครูของกรมหลวงชุมพรฯ)

จากคำบอกเล่าของ ปู่หว่า กลัวผิด ท่านเป็นคนบ้านหนองขาวแต่กำเนิด เกิดช่วงปี พุทธศักราช ๒๔๕๔ ปัจจุบันอายุ ๙๖ ปี (นับถึงปีพุทธศักราช ๒๕๕๐) เล่าให้ฟังว่า ขณะที่ปู่หว่าอายุ ๑๐ กว่าปี ได้เป็นลูกศิษย์วัดสมัยท่านพระครูจริยาภิรัตหรืออาจารย์ยันต์เจ้าอาวาสวัดหนองขาวคราวนั้น เล่าให้ฟังเกี่ยวกับหลวงพ่อดอกไม้ว่า ในขณะที่เจ้าอาวาสวัดหนองขาวองค์ที่ ๘ คือหลวงพ่อชุ่ม อยู่ในตำแหน่งได้ประมาณ ๘ พรรษา ก็เกิดโรคภัยจักษุพิการ ท่านเจ้าคณะอำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้นิมนต์หลวงพ่อดอกไม้จากวัดดอนเจดีย์มาเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๙ แทน ท่านได้บูรณะซ่อมแซมศาลาการเปรียญ พระอุโบสถ พระปรางค์ ที่ชำรุดทรุดโทรมให้มีสภาพกลับสมบูรณ์ และยังสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้นใหม่ ๒ หลัง ท่านเคยแลกเปลี่ยนวิชากับหลวงพ่อเปลี่ยน(วัดใต้)ด้วย เพื่อเสริมสร้างความแก่กล้าวิชา หลวงพ่อดอกไม้ท่านเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดหนองขาวอยู่นานพอควร ต่อมาได้มีทายกทายิกาจากบ้านดอนเจดีย์หลายจักประมาณอยู่ มานิมนต์หลวงพ่อให้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสปกครองที่วัดดอนเจดีย์ หลวงพ่อท่านเองก็ใคร่ครุ่นคิดพิจารณาเห็นว่า วัดหนองขาวคราวนั้นมีพระภิกษุบวชจำพรรษา และ ชาวบ้านเข้าวัดทำนุบำรุงวัดวาอารามมากขึ้น ประกอบกับวัดดอนเจดีย์คราวนั้นต้องการพระผู้ปกครองพัฒนาพระพุทธศาสนา วัดยังไม่มีศาสนสถานในการประกอบกิจสงฆ์อยู่หลายประการ ท่านเองก็มีโยมบิดามารดาอยู่เขตวัดนั้นจึงเห็นควรตามคำขอ ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ช่วงปี พุทธศักราช ๒๔๕๐-๒๔๕๒ เป็นปีที่หลวงพ่อดอกไม้ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดดอนเจดีย์ โดยพิจารณาหลักฐานข้อมูลจากประวัติชาติภูมิของหลวงปู่ยิ้มและหลวงปู่เนียม ดังนี้ ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ เป็นปีแรกที่ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสด็จมาศึกษาวิชาทางไสยเวทย์กับหลวงปู่ยิ้มวัดหนองบัว ไม่นานต่อมาหลวงปู่ยิ้มได้นิมนต์ หลวงพ่อดอกไม้ หลวงปู่ม่วง หลวงปู่เปลี่ยน และหลวงปู่เนียม ไปฉันยังวังกรมหลวงชุมพรฯ กรุงเทพฯ เมื่อกลับกรมหลวงชุมพรฯได้ถวายจีวรของใช้ต่างๆให้หลวงปู่ยิ้ม แต่หลวงปู่ยิ้มส่งให้หลวงพ่อดอกไม้นำกลับไปไว้วัดท่าน “เพราะวัดท่านยังจนอยู่”(น่าจะเป็นวัดดอนเจดีย์) ขากลับหลวงปู่ยิ้มแยกเดินทางไปยังวัดน้อยของหลวงปู่เนียมจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งหลวงปู่เนียม ท่านมรณภาพลงในปี พ.ศ.๒๔๕๒ ด้วยอายุ ๘๐ ปี (ซึ่งแสดงว่าหลวงพ่อดอกไม้ย้ายมาอยู่วัดดอนเจดีย์ช่วงที่หลวงปู่เนียมยังมีชีวิตอยู่ )
ช่วงที่หลวงพ่อดอกไม้ย้ายมาอยู่วัดดอนเจดีย์ ก่อนหน้านั้นพี่ชายของท่านคือพระอธิการด้วง ปกครองเป็นเจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์อยู่ก่อนแล้วและเป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างพระอุโบสถ(หลังเก่า)ขึ้นไม่ทันเสร็จ เมื่อหลวงพ่อดอกไม้ย้ายมาอยู่ที่วัดดอนเจดีย์ พี่ชายของท่านก็ได้สึกออกไปประกอบอาชีพในเพศฆราวาสและมีครอบครัว หลวงพ่อดอกไม้จึงได้สร้างพระอุโบสถต่อจนเสร็จสมบูรณ์

ลักษณะพระอุโบสถ (หลังเก่า) เป็นการก่อสร้างศิลปะยุคกาลสมัย คือ มีการก่อปูนปั้นรูปราชสีห์คู่หน้าพระอุโบสถ ตามความเชื่อเรื่องราชสีห์เฝ้าพระอุโบสถ แสดงถึงอำนาจบารมี เป็นตบะเดชะ ความเกรมขาม ปั้นปูนเสมาหินทรายหรือสีมารอบพระอุโบสถ ๘ ทิศ ผนังก่อปูนฉาบเรียบ แท่นฐานพระภายในปั้นรูป ปีนักษัตร แพะ ลิง และ ไก่ รูปนักษัตรทั้ง ๓ บ่งบอกถึงปีก่อสร้างพระอุโบสถหลังเก่า ซึ่งสอดคล้องกับปีพุทธศักราชที่ระบุปีสร้างเสร็จใต้ฐานพระประธาน ในพระอุโบสถปั้นพระพุทธรูปลักษณะ ปางสมาธิหรือปางตรัสรู้ จำนวน ๘ องค์ ปางมารวิชัย จำนวน ๗ องค์ ไม่ทราบปางอีก จำนวน ๑ องค์ (ลักษณะนั่งขัดสมาธิในพระหัตถ์ถือพระคัมภีร์) พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ จำนวน ๑ องค์ ระบุข้อความใต้ฐานพระ “พุทฯ ๒๔๕๒” ปัจจุบันอัญเชิญประดิษฐานในพระอุโบสถหลังใหม่

ในเวลานั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าหลวงพ่อท่านเคยศึกษาวิชาอาคมกับหลวงปู่ยิ้มและเป็นศิษย์องค์หนึ่งที่หลวงปู่ยิ้มไว้ใจ ถึงขนาดเคยนิมนต์เข้าวังกรมหลวงชุมพรฯพร้อมหลวงปู่ ทำให้มีญาติโยมมากมายหลากหลายสถานที่แวะเวียนเข้ามากราบไหว้ ขอให้หลวงพ่อช่วยปัดเป่าประพรมน้ำพระพุทธมนต์เรื่องทุกข์ร้อนใจให้หายบรรเทา ความศักดิ์สิทธิ์ในวิชาบังเกิดผลปรากฏต่อบรรดาญาติโยม จนเป็นที่เคารพศรัทธานับถือกว้างขวางอย่างรวดเร็ว ท่านจึงเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ที่มีผู้นิยมแสวงหาเครื่องรางของขลังไว้คุ้มครองภัยอย่างมากในช่วงเวลานั้น

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ปีพุทธศักราช ๒๔๕๔ ช่วงเดือนธันวาคม หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว มรณภาพลง หลวงพ่อดอกไม้เดินทางร่วมประชุมเพลิงพร้อมกับพระเกจิลูกศิษย์สายของหลวงปู่ยิ้มอีกหลายรูป อาทิเช่น หลวงปู่เหรียญ(วัดหนองบัว) หลวงพ่อเปลี่ยน(วัดใต้) หลวงพ่อดี(วัดเหนือ) หลวงพ่อเกลี้ยง(วัดเขาใหญ่) หลวงพ่อใจ(วัดเสด็จ) หลวงพ่อเหมือน(วัดกลางบางเหนือ) หลวงพ่อคง(วัดบางกะพ้อม) หลวงพ่อแช่ม(วัดจุฬามณี) หลวงพ่อรอด(วัดวังน้ำวน) หลวงพ่อเก้ายอด(วัดบางปลา) หลวงพ่อรุ่ง(วัดท่ากระบือ) หลวงพ่อพวง(วัดหนองกระโดน) หลวงพ่อพริ้ง(วัดวรจันทร์) ท่านหลวงปู่บุญ (วัดกลางบางแก้ว ท่านนี้เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกับหลวงปู่ยิ้ม) และท่านกรมหลวงชุมพรฯ ศิษย์ผู้เป็นฆราวาส

ในปี พุทธศักราช ๒๔๕๘ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา วชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศ (สมเด็จพระสังฆราช ลำดับองค์ที่ ๑๐) ทรงเสร็จตรวจการคณะสงฆ์ในมณฑลราชบุรี ๕ จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ครั้นเดินทางมาเมืองกาญจนบุรีซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่ ทรงเห็นคณะสงฆ์ปกครองกันเรียบร้อยเป็นแบบอย่างที่ดีจึงตรัสชม ในการนี้เจ้าอธิการม่วง(หลวงพ่อม่วง) ตำแหน่งเจ้าคณะแขวงบ้านทวนขณะนั้น อายุ ๘๐ ปี อ่านถวายรายงานได้คล่องแคล่ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯพอพระทัยความเอาการเอางาน ทรงโปรดพระราชทานสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร-พัดยศ มีราชทินนามว่า พระครูสิงคีคุณธาดา เลื่อนขึ้นเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีแทนที่ว่างเมื่อคราว พระครูสิงคิบุรคณาจารย์(สุด) มรณภาพลงในวันพุธที่ ๘ กุมภาพันธ์ ปีพุทธศักราช ๒๔๕๔ จึงทำให้ตำแหน่งเจ้าคณะแขวงบ้านทวนวางลงตั้งแต่บัดนั้น (ใช้เวลาตรวจการคณะสงฆ์ทั่วทั้งประเทศเริ่มตั้งแต่ ปีพุทธศักราช ๒๔๕๕ – ๒๔๖๐)

ปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ (สมัยสงครามโลกครั้งที่๑) ขณะที่ท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระอธิการดอกไม้ ชาวบ้านพร้อมด้วยศิษยานุศิษย์ได้ขออนุญาตหลวงพ่อ ร่วมกันจัดสร้างรูปเหมือนขนาดเท่าองค์จริงขึ้นคราวที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อเองก็ยินดีเสมือนหยั่งรู้อนาคตว่าหลังวันสิ้นบุญต่อไปภายภาคหน้า รูปหล่อจักเป็นตัวแทนในการพึ่งบุญต่อสานุศิษย์ การสร้างรูปเหมือนครั้งนั้นเริ่มดำเนินการหลังก่อสร้างพระอุโบสถเสร็จแล้ว จ้างช่างก่อสร้างสถูปเจดีย์จากอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เพื่อเป็นสถานที่ประดิษฐานรูปหล่อ โดยที่ฐานของรูปหล่อระบุข้อความ “อธิการดอกไม้ อายุ ๕๗ปี พรรษา ๓๖ พ.ศ.๒๔๖๐” เพื่อเป็นที่สักการะกราบไหว้ของบุคคลโดยทั่วไป จนกระทั่งปัจจุบันทางวัดได้มีการจัดงานปิดทองรูปเหมือนหลวงพ่อเป็นประจำทุกปี เป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันมา

ปีพุทธศักราช ๒๔๖๑ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระครูสัญญาบัตร-พัดยศ เป็นเจ้าคณะแขวงบ้านทวน (อำเภอพนมทวน) มีราชทินนามว่า “พระครูวัตตสารโสภณ” รับนิตยภัตเดือนละ ๖ บาท โดยตำแหน่งนี้ท่านได้รับต่อจากท่าน พระครูสิงคีคุณธาดา (ม่วง) วัดบ้านทวน ซึ่งเลื่อนขึ้นไปรับตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี การแต่งตั้งจึงทรงให้ได้สัมผัสชื่อในเมืองกาญจน์ครั้งนั้นดังนี้
วิสุทธิรังสี (วัดใต้) หลวงปูเปลี่ยน
สิงคีคุณธาดา (วัดบ้านทวน) หลวงปู่ม่วง
จริยาภิรัต (วัดหนองขาว) หลวงพ่อยันต์
ยติวัตรวิบูลย์ (วัดศรีโลหะราษฏร์บำรุง) หลวงพ่อพรต
อดุลย์สมณกิจ (วัดเหนือ) หลวงปู่ดี
นิวิฐสมาจาร (วัดหนองบัว) หลวงปู่เหรียญ
วัตตสารโสภณ (วัดดอนเจดีย์) หลวงพ่อดอกไม้

งานด้านการปกครอง ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าคณะแขวงบ้านทวน วัดในแขวงเขตปกครองมีการปฏิบัติกิจของสงฆ์อย่างเคร่งครัดตามพระธรรมวินัย ท่านมักออกเยี่ยมเยียนถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกับพระวัดต่างๆอยู่เสมอ ปัญหาหน้าที่อันใดที่ประสพพบเห็นท่านมักจะให้ความช่วยเหลืออย่างชาญฉลาด เช่น ครั้งหนึ่งในปีพุทธศักราช ๒๔๖๗ วัดทุ่งสมอ (ชื่อเดิมวัดจันทาราม) ขาดสมภารผู้ปกครองวัด หลวงพ่อดอกไม้กับพระครูอดุลย์สมณกิจ (หลวงพ่อดี) พร้อมด้วยทายกบ้านทุ่งสมอ เห็นพร้องต้องกันร่วมเชิญพระปลัดหรุง (รุ่งเช้า) มาเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อและรั้งตำแหน่งเจ้าคณะหมวดทุ่งสมอในปีพุทธศักราช ๒๔๗๖ ท่านองค์นี้เก่งงานด้านวินัยปฏิบัติและงานด้านการปกครองสงฆ์อย่างยิ่ง ดังเห็นได้จากการก่อสร้างเสนาสนะหลายอย่างเกิดขึ้นที่วัดทุ่งสมอในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นต้น

ในสมัยหลวงพ่อดอกไม้ยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเป็นที่เคารพรักใคร่ของบุคคลโดยทั่วไป ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านเป็นที่รู้จักเลื่อมใสของบุคคลต่างถิ่นเป็นอย่างดี ท่านเป็นคนเข้มแข็งเด็ดขาด พวกที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมเกรงกลัวท่านมาก ทุกครั้งที่มีงานวัดไม่ต้องใช้ตำรวจมาคุมงานแต่อย่างใด ท่านจะเดินคุมงานของท่านตลอด หากมีพวกขี้เมากินเหล้ากันอยู่ แค่เห็นหลวงพ่อดอกไม้เดินมาก็จะพากันเลิกวง และหายเมาทันที
ผลงานที่หลวงพ่อสร้างไว้ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ มีมากมายหลายอย่าง อาทิเช่น
๑. กุฏิสงฆ์
๒. พระอุโบสถ (หลังเก่า) สร้างปี พุทธศักราช ๒๔๕๒
๓. ขุดสระน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค มีด้วยกัน ๓ สระ คือ สระเก่า
(อยู่ทิศใต้) , สระดอกบัว (อยู่กลาง) และ สระตาปาน (อยู่ทิศ
เหนือ) ปัจจุบันถูกขุดรวมเป็นสระเดียวกันเรียกว่า สระวัด
๔. ศาลาการเปรียญ (หลังเก่า) สร้างปี พุทธศักราช ๒๔๗๑
๕. หอระฆัง (หอระฆังนี้เดิมสร้างด้วยไม้ ปัจจุบันชำรุดไปหมด
แล้ว และได้สร้างขึ้นมาทดแทนใหม่)
อนึ่งในคราวสร้างหอระฆังนั้นท่านได้สร้างรูปถ่ายขนาดใส่กรอบบูชา และ ขนาดเล็ก (ล็อกเกต) ประกบด้วยกระจกเลี่ยมกรอบเงินชนิดแขวนคอ เพื่อแจกให้ผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งปัจจุบันเป็นที่แสวงหาของบุคคลโดยทั่วไป ด้วยมีประสบการณ์ต่างๆด้านอิทธิปาฏิหาริย์สูงยิ่งมากมาย

ในปีพุทธศักราช ๒๔๖๕ หลวงพ่อดอกไม้ยังได้เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งโรงเรียนขึ้น เนื่องจากเห็นว่าชาวบ้านดอนเจดีย์และหมู่บ้านใกล้เคียงส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการศึกษา ประกอบกับสถานที่ศึกษาอักษรสมัยยังไม่แพร่หลายจึงมีเจตนาให้ วัดเป็นโรงเรียน อาศัยศาลาการเปรียญชั่วคราว
ช่วงเดือนเมษายนของปีพุทธศักราช ๒๔๖๕ หลวงพ่อดอกไม้ได้ร่วมงานการพระศพของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส (สมเด็จพระสังฆราช ลำดับองค์ที่๑๐) ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันอังคารที่ ๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๖๔ มีการจัดงานพระราชทานเพลิงพระศพที่เมรุท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร วันอาทิตย์ที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๖๕ ในงานคราวนั้นได้รับตาลปัตรเป็นที่ระลึก

จากคำบอกเล่าของปู่จุ่น สอนใจ เกิดปีพุทธศักราช ๒๔๕๘ ปัจจุบันท่านอายุ ๙๒ปี (นับถึงปีพุทธศักราช ๒๕๕๐) เป็นเด็กวัดลูกศิษย์หลวงพ่อดอกไม้คนหนึ่งมีโอกาสรับใช้ติดตามหลวงพ่ออยู่นานเกือบ ๑๐ปี เล่าให้ฟังว่าวัดดอนเจดีย์สมัยแรกๆยังจนอยู่ แม่ของปู่จุ่น สอนใจ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) เคยเล่าให้ฟังว่าช่วงที่เป็นสาวๆ วัดดอนเจดีย์ซึ่งมีอาจารย์ด้วงเป็นเจ้าอาวาสกำลังก่อสร้างพระอุโบสถ ชาวบ้านหนุ่มสาวต่างพากันมาช่วยกระทุ้งพื้นดินใต้โบสถ์ให้แน่น การก่อสร้างพระอุโบสถมาแล้วเสร็จในสมัยหลวงพ่อดอกไม้เป็นเจ้าอาวาส ไม่นานหลวงพ่อได้ริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนสอนหนังสือให้กับชาวบ้าน ใช้ศาลาที่ทำบุญซึ่งมีลักษณะเป็นเรือนเสาไม้มุงหลังคาด้วยหญ้าแฝกเหมือนเรือนทั่วๆไปเป็นที่เรียนเขียนอ่าน การเรียนสมัยนั้นไม่ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์อย่างสมัยนี้ จะไปหยุดก็วันโกนกับวันพระเท่านั้นเพราะต้องใช้ศาลาทำบุญ ไม่กี่ปีหลวงพ่อได้คิดริเริ่มสร้างศาลาการเปรียญขึ้นใหม่ให้ถาวรทดแทนอาคารหลังมุงแฝกเดิม ด้วยทุนปัจจัยที่มีอยู่น้อยประกอบกับการก่อสร้างต้องใช้เงินมาก หลวงพ่อพร้อมด้วยพระลูกวัด ๓ รูป คือ พระแช่ม (บ.หนองขุย), พระคลาย (บ.หนองขุย), พระรุน(บ.ดอนเจดีย์) และลูกศิษย์วัดอีก ๓ คน คือ ด.ช.ไพร(บ.หัวรัง) , ด.ช.ทิพย์(บ.หนองขุย) , ด.ช.จุ่น(ปู่จุ่น บ.ดอนเจดีย์) ได้ออกเดินทางเพื่อหาเงินมาสร้างศาลา ด้วยเกวียน ๒ เล่ม วัว ๔ ตัว พร้อมวัตถุมงคลของหลวงพ่อใส่ย่ามพระ เช่น เครื่องรางคาดเอว เครื่องรางกำไลข้อมือ ลูกอมลงรัก และเหรียญ ก่อนออกเดินทางหลวงพ่อเรียกลูกศิษย์วัดทั้ง ๓ คน มารับเหรียญกับมือท่านเพื่อพกติดตัวป้องกันภยันตรายภัยร้ายต่างๆที่อาจเจอกลางป่าดงพงไพร ก่อนเคลื่อนขบวนจากวัดไปหาเงินตั้งแต่แถวๆห้วยกระเจา เลาขวัญ เข้าเขตสุพรรณ ผ่านบ้านหนองโคก โยกเข้าบ้านบางข่อยบางงาม ตามด้วยบ้านคอตันแถวๆอำเภอสามชุกหยุดที่อำเภอบางปลาม้า ขากลับผ่านบ้านบางพลับ แวะพักสระยายโสม แล้วหาญาติโยมที่จรเข้สามพัน ใช้เวลาเดินทางร่วมเป็นแรมเดือนค่ำมืดที่ใดก็ค้างคืนที่นั้น บางสถานที่ญาติโยมศรัทธาขอฝากลูกหลานให้ติดสอยห้อยตาม มาเล่าเรียนวิชาอยู่กับหลวงพ่อที่วัด เช่น ห้วยกระเจาฝากเด็กมา ๓ คน ชื่อ ด.ช.อ๋อ , ด.ช.เริน และ ด.ช.งา บ้านบางพลับฝากมา ๑ คน ชื่อ ด.ช.ใหม่ ที่บ้านบางข่อยบางงามนั้นหลวงพ่อได้พบเหตุการณ์เด็กระลึกชาติได้ (กลับชาติมาเกิด) เมื่อมีพ่อแม่คู่หนึ่งนำบุตรชายวัย ๙ ขวบมาหาหลวงพ่อ บอกบุตรชายตนคนนี้พูดจาแปลกๆชอบกลอยู่บ่อยนักว่า “ตนไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง” อยากให้หลวงพ่อช่วยขันแก้แปลความหมาย เรียกเด็กน้อยเข้ามาตั้งจิตอธิฐานจึงทราบความเป็นมาว่า ครั้งชาติปางก่อนเด็กผู้นี้เคยถูกแทงตาย มีตำหนิแววแผลที่ชายโครงซ้ายในตัวเด็กพร้อมพาหลวงพ่อเดินทางไปดูบ้านเกิดตนเมื่อชาติก่อนซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ได้พบพ่อแม่ที่แท้จริง (ยังมีชีวิตอยู่) เด็กชี้ให้ดูห่อผ้ายันต์บนเฉลียงบ้านที่ตนเก็บไว้ก่อนตายเป็นเครื่องพิสูจน์อีกครั้ง เจ้าของบ้านทั้งสองยอมรับว่า บุตรชายโดนแทงตายหลายสิบปีนานมาแล้ว ครั้นทราบความจริงถึงกับดีใจที่ลูกชายตนกลับมาเกิดใหม่เรื่องราวจักเป็นเช่นนี้แล ตอนที่หลวงพ่อเดินทางผ่านชุมชนต่างๆชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างพากันออกมาหาหลวงพ่อกันแน่นเต็มเกือบทุกๆสถานที่ที่ท่านพักแรม ทั้งอาหารหวานคาวราวกับคอยท่านมา ครั้นก่อนออกเดินทางไปอีกหมู่บ้านก็จะมีคนนำข่าวไปบอกชาวบ้านล่วงหน้าเป็นอาจิณ คนแถวนี้รู้จักหลวงพ่อดอกไม้เป็นอย่างดีมิมีแปลก ท่านมีวัตถุมงคลเครื่องรางของแจกจนญาติโยมโผเข้าหา ได้เงินมาจากการร่วมทำบุญประมาณ ๒๐๐๐ กว่าบาท (เป็นเงินชนิดเหรียญทั้งหมด) เงินสมัยก่อนถือว่ามากโขสร้างศาลาหลังโตได้หนึ่งหลังอย่างที่เห็น สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๗ ปีพุทธศักราช ๒๔๗๑ (ภายในปีเดียวแล้วเสร็จ) ยามว่างจากการปฏิบัติกิจของสงฆ์ปลุกเสกวัตถุมงคลท่านมักชอบเล่นกระดานหมากรุกกับ ตาพร้อม (บ.ดอนเจดีย์) , ตาเปีย (บ.ดอนเจดีย์) และ ตาพาด (บ.น้อย) เป็นอย่างยิ่ง หลวงพ่อท่านดุมากเป็นที่เกรงกลัวของผู้คนโดยทั่วไป รวมถึงพระในวัดแขวงเขตปกครองบ้านทวน (ปัจจุบันนี้ได้แก่ พื้นที่เขตอำเภอพนมทวน , อำเภอเลาขวัญ, กิ่งอำเภอห้วยกระเจา) ต้องยกมือไหว้ตัวตรงมือห้ามตก ส่วนพระ เณร และเด็กวัดของท่าน หลังเลิกเรียนต้องอยู่ดายหญ้าที่วัดจนเหี้ยนเตียนหมด หญ้าสักต้นก็ไม่มีให้เห็นในเขตลานวัดเนื้อที่ตั้งหลายไร่ ตอนที่หลวงพ่อเดินไปไหนมาไหนท่านเดินเหินได้เร็วผิดคนปกติแลดูแปลกชอบกล สมัยนั้นในย่านนี้เขตนี้หลวงพ่อดอกไม้กับหลวงพ่อม่วง (วัดบ้านทวน) มีชื่อเสียงโด่งดังมาก มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ยังจำได้ว่าตอนเป็นลูกศิษย์วัด หลวงพ่อดอกไม้ท่านใช้ผ้าจีวรเก่าฉีกออกมาถักทำเป็นหัวแหวนมีสายคล้อง สำหรับใส่ต้นแขน (ไม่ใช่นิ้วมือ) ลงวิชาคงกระพันชาตรีทำเป็นเครื่องรางของขลังเก่งมาก คนแถวนี้ต้องมีใส่เกือบทุกคน ด้วยนิสัยที่ท่านเป็นพระดุวัตถุมงคลของท่านจึงมักเก่ง จีวรถักของหลวงพ่อดอกไม้กับแหวนพิรอดของหลวงปู่ม่วง (วัดบ้านทวน) โยนใส่กองไฟ ไฟก็ไม่ไหม้ทั้งคู่ และยังมีหวายใส่คาดเอวอันนี้ก็เก่งฟันแทงไม่เข้า ตอนนี้คงหาไว้ครอบครองยากมาก ปู่จุ่น สอนใจ กล่าวทิ้งท้าย

ปู่เจือ รอดคำ ท่านเป็นชาวบ้านน้อย ตำบลดอนเจดีย์ เกิดปีพุทธศักราช ๒๔๕๙ ปัจจุบันอายุ ๙๑ปี (นับถึงพุทธศักราช ๒๕๕๐) เล่าให้ฟังว่าตอนเป็นเด็กได้มาเล่าเรียนหนังสือที่วัดดอนเจดีย์สมัยหลวงพ่อดอกไม้ หลวงพ่อฉลาดและเอาใจใส่ในหลายๆเรื่องแม้นกระทั่งเรื่องการดายหญ้า สมัยนั้นไม่มีจอบเสียม หลวงพ่อได้นำกระดูกวัว (ส่วนสะโพก) ที่ชาวบ้านทิ้งแล้วนำมาดัดแปลงทำเป็นเสียมสำหรับแจกจ่ายให้กับเด็กดายหญ้าหลายสิบเล่ม ส่วนกุฏิของหลวงพ่อดอกไม้เดิมทีตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันตกของเขตวัด (ตรงบริเวณศาลาการเปรียญหลังใหม่ในปัจจุบัน) หลังจากสิ้นบุญหลวงพ่อชาวบ้านได้ทำการลากแครกุฏิไปอยู่ที่ใหม่ (ปัจจุบันคือกุฏิไม้ฝั่งโรงลิเก)

ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๖ หลวงพ่อดอกไม้ เริ่มป่วยด้วยโรคชรา และได้มรณภาพด้วยอาการสงบ รวมอายุได้ ๗๓ ปี พรรษา ๕๒ ทางพระผู้ใหญ่พร้อมคณะศิษยานุศิษย์ได้ตั้งพระศพบำเพ็ญกุศลนานหลายเดือน ก่อนฌาปนกิจศพเดือน ๔ ของปีนั้น มีพระเกจิร่วมประชุมเพลิงมากมาย (ที่ปู่หว่าจำได้) อาทิเช่น หลวงปู่เปลี่ยน(วัดใต้ เจ้าคณะจังหวัด) , หลวงปู่ดี(วัดเหนือ รองเจ้าคณะ), หลวงปู่เหรียญ(วัดหนองบัว) , หลวงพ่อพรต(วัดศรีโลหะฯ) , หลวงพ่อหัง(วัดเหนือ) , หลวงพ่อสอน(วัดลาดหญ้า) , เจ้าอาวาสพร้อมทั้งพระภิกษุจากวัดต่างๆ และ ประชาชนสานุศิษย์มากมายหลั่งไหลเต็มลานวัด จนแหวนมงคลที่ทางพระผู้ใหญ่นำมาแจกจ่ายหลายถาดไม่เพียงพอ การประชุมเพลิงแบบโบราณคราวนั้น(ใกล้กับต้นจันฝั่งทิศตะวันตกของเขตวัด) ต้องแยกกระดูกออกมาบรรจุลังไม้ประชุมเพลิงต่างหาก ขณะเพลิงกำลังลุกไหม้มีลูกไฟสีม่วงตกจากฝากฟ้าเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง แม้สังขารท่านจะจากไปแต่เกียรติคุณความดีงามของท่านยังเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันเรื่อยมาจนทุกวันนี้ เงินที่เหลือจากการจัดงานศพได้นำมาสร้างอาคารเรียน ซึ่งเดิมอาศัยศาลาวัดโดยสร้างอาคารเรียนขนาด ๑๐ x ๒๐ เมตร เป็นอาคาร ๒ ชั้น ใต้ถุนสูงหลังแรก (บริเวณสนามกีฬาฟุตบอล) และได้ตั้งชื่อโรงเรียนขึ้นมาใหม่ว่า “โรงเรียนวัดดอนเจดีย์” (วัตตสารโสภณ) ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๐๑ ทางโรงเรียนมีการปรับปรุงบริเวณสถานที่ จึงได้ทำการรื้อถอนอาคารปลูกสร้างขึ้นมาใหม่เป็นอาคารขนาดชั้นเดียว

เมื่อพระครูวัตตสารโสภณ (หลวงพ่อดอกไม้) มรณภาพลง พระอุปัชาฌาย์หรุง รุ่งเช้า เจ้าอธิการวัดทุ่งสมอ ดำรงสมณศักดิ์ตำแหน่งเจ้าคณะแขวงอำเภอบ้านทวนสืบต่อจากหลวงพ่อ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘ และ หลวงพ่อก้าน (วัดใต้) ท่านได้รับราชทินนามพระครูวัตตสารโสภณ (ก้าน) ลำดับต่อจากหลวงพ่อดอกไม้
วัดดอนเจดีย์ หลังจากหลวงพ่อดอกไม้มรณภาพแล้วได้มีเจ้าอาวาสปกครองวัดเรื่อยมาตามลำดับดังนี้
-พระครูวัตตสารโสภณ (ดอกไม้) พ.ศ. - ๒๔๗๖
-พระใบฎีกากรึก
-พระอธิการพรหม
-พระอธิการเปาะ ธรรมโชติ พ.ศ. - ๒๔๘๗
-พระครูห่วง ธรรมปาโล พ.ศ.๒๔๘๙ - ๒๕๑๒
-พระมหาแอ่ม ธฺติวณฺโน พ.ศ.๒๕๑๓ - ๒๕๑๘
-พระครูโสภณกาญจนกิจ(ประยูร) ปสนฺโน พ.ศ.๒๕๑๙ - ๒๕๓๔
-พระอาจารย์ชล ถาวโร พ.ศ.๒๕๓๖ - ๒๕๓๘
-พระครูสารกาญจนกิจ (สมพงษ์) พ.ศ.๒๕๓๙ - ปีปัจจุบัน
 
รายงานถึง moderator   การบันทึก การบันทึก  
  The administrator has disabled public write access.
Go to top ตอบกลับกระทู้นี้
ขอขอบคุณ FireBoardget the latest posts directly to your desktop

Tags Clouds วัตถุมงคล

กุมารดูดรก  กุมารทองคะนองฤทธิ์  ดอก  ตะกรุด  ต่อทอง  ต่อเงิน  นารี  ฝังตะกรุด  ฝังตะกรุดหัวใจเศรษฐี  ฝังมุกน้ำค้าง  พระขุนแผนแสนเสน่ห์  พระอาจารย์จิ  พระอาจารย์ปราโมท  มหาเฮี้ยนนางอกแตก  วัดคลองตะเคียน  วัดบ้านกรวด  วัดป่าดงศิลาราม  วัดป่าแดง  วัดหนองหว้า  วัดหนองเม็ก  วัดเขาชะงุ้ม  วัดเขาดินใต้  วัดเขาเล็กรางสะเดา  วัดโพธิ์ศรีถาวร  สวนปฏิบัติธรรมโพธิเศรษฐี  หลวงปู่ดี  หลวงปู่ผาด  หลวงปู่สอน  หลวงปู่อิน  หลวงพ่อกอย  หลวงพ่อจืด  หลวงพ่อมัก  หลวงพ่อโกย  หลวงพ่อโป่ย  เนื้อทองฝาบาตร  เนื้อพิเศษ  เนื้อมหาว่านดำ  เนื้อเกสร  เนื้อโลหะอาถรรพณ์  แบบนอน