ประวัติ พระหริภุญชัยบรมโพธิสัตว์ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พิมพ์

ประวัติ พระหริภุญชัยบรมโพธิสัตว์ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

"วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ที่มีความสวยงามเลื่องชื่อเป็นอันดับต้นของเมืองไทย เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่า "The Marble Temple" ด้วยความงดงามของพระอุโบสถ พระระเบียง ประดับด้วยหินอ่อนที่ดีที่สุดจากประเทศอิตาลี รังสรรค์ให้วัดเบญจมบพิตรกลายเป็นอารามที่มีความวิจิตรงดงาม ด้วยศิลปะสถาปัตยกรรมไทยโบราณ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมจำนวนมากทุกวัน

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ตั้งอยู่เลขที่ 69 ถ.พระราม 5 แขวงจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 10,566 ตารางวา 14 ตารางศอก เดิมทีวัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณ มีชื่อว่า "วัดแหลม" หรือ "วัดไทรทอง" ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด

ในสมัยรัชกาลที่ 4 ปรากฏความในพระราชพงศาวดารว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ใหม่ว่า "วัดเบญจบพิตร" อันมีความหมายว่าเป็นวัดของเจ้านาย 5 พระองค์ หรือวัดที่เจ้านาย 5 พระองค์ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้น

ครั้นต่อมารัชกาลที่ 5 ทรงสร้างพระราชวังสวนดุสิต ได้ทรงใช้พื้นที่วัด 2 แห่งเป็นที่สร้างพลับพลาและตัดถนน ซึ่งตามประเพณีจะต้องสร้างวัดขึ้นทดแทน

แต่พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่าการสร้างวัดใหม่หลายแห่งยากต่อการบำรุงรักษา แต่ถ้าทำวัดใหญ่เพียงแห่งเดียว ด้วยฝีมือประเพณีนั้นจะดีกว่า จึงทรงเลือกสถาปนาวัดเบญจบพิตร และโปรดเกล้าฯ ให้ "สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์" ออกแบบ

โปรดให้แก้ชื่อเป็น "วัดเบญจมบพิตร" แปลว่า "วัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5" อาณาเขตที่ดินตั้งวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ตั้งอยู่ใจกลางสถานที่สำคัญมากมาย อาทิ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ทำเนียบรัฐบาล พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.5 ราชตฤณมัยสมาคมฯ เป็นต้น

สำหรับการเดินทางไปเยี่ยมชมวัดเบญจมบพิตรฯ เมื่อเดินเข้ามาภายในวัดเบญจมบพิตรฯ สิ่งแรกที่ได้สัมผัส คือ ความร่มรื่นสะอาดสวยงาม สิ่งที่เราจะพบเห็นต่อมา คือ มีพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวกำลังถ่ายภาพคู่กับพระอุโบสถหินอ่อนที่มีความงดงามน่าชม พร้อมไปกับการฟังบรรยายเรื่องราวของวัดจากไกด์นำเที่ยว

ด้วยศิลปะสถาปัตยกรรมไทยโบราณ และวางแบบแปลนแผนผังแยกสัดส่วนเป็นเขตพุทธาวาส สังฆาวาส และที่ธรณีสงฆ์ สำหรับผู้อุปัฏฐากภิกษุสามเณรอยู่อาศัย ในเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส มีสนามหญ้าและปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น

กุฏิที่อยู่ของภิกษุสามเณรเป็นระเบียบ ปลอดโปร่ง ถือว่าเป็นวัดที่มีการวางแปลนแผนผังที่ดีที่สุดวัดหนึ่ง

จุดแรกที่ขอแนะนำให้เดินเข้าไปชมพระอุโบสถ ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบของศิลปะไทย สร้างด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลี เป็นทรงจัตุรมุข หลังคาซ้อน 4 ชั้น ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง เป็นพระประธานในพระอุโบสถ ใต้รัตนบัลลังก์บรรจุพระสรีรางคารรัชกาลที่ 5

เดินออกมาผ่านพระระเบียงรอบด้านหลัง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ จำนวน 52 องค์ ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ มีทั้งพระพุทธรูปโบราณ และหล่อขยายหรือย่อส่วนจากพระพุทธรูปโบราณจากต่างประเทศ อาทิ อินเดีย ญี่ปุ่น พม่า ลังกา เป็นต้น

แต่ที่สะดุดตาเป็นพิเศษ คือ "พระหริภุญชัยบรมโพธิสัตว์" พระหริภุญชัยบรมโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธปฏิมากรทรงเครื่อง ขัดสมาธิเพชร ฐานบัวรองด้วยฐานหน้ากระดาน วัสดุสัมฤทธิ์ หน้าตัดกว้าง 26.5 นิ้ว สูงจากฐานถึงยอดพระรัศมี 35.5 นิ้ว ศิลปะสมัยล้านนาแบบหริภุญชัย กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศเป็นพระพุทธรูปสำคัญ พ.ศ.2520

มีพระพุทธลักษณะที่งดงามหายากมาก ประดิษฐานที่พระระเบียงวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระหริภุญชัยบรมโพธิสัตว์เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน ไม่มีประวัติการสร้าง แต่มีความงดงามเป็นพิเศษ

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ครั้งนั้นมีพระราชดำริให้สร้างพระระเบียงเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปฝีมือช่างยุคต่างๆ และได้โปรดให้สืบหาพระพุทธรูปโบราณตามหัวเมืองต่างๆ โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้ ต้องมีความงดงามด้วยฝีมือช่าง พุทธลักษณะแตกต่างจากที่เคยปรากฏและมีขนาดไล่เลี่ยกับที่จัดแสดง

ดังนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงได้อัญเชิญพระหริภุญชัยบรมโพธิสัตว์ลงมาจากมณฑลพายัพ หากมีโอกาสได้มาเยี่ยมเยือนเดินชมวัดแห่งนี้ ลองเข้าไปกราบขอพร เสริมความเป็นมงคลให้กับชีวิตได้ดีนัก