พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง ประวัติพระคณาจารย์ ประวัติ หลวงปู่ชวน กตปุญโญ วัดเขาแก้ว จ.อ่างทอง - ประวัติ หลวงปู่ชวน กตปุญโญ วัดเขาแก้ว หน้า 2
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


ประวัติ หลวงปู่ชวน กตปุญโญ วัดเขาแก้ว จ.อ่างทอง - ประวัติ หลวงปู่ชวน กตปุญโญ วัดเขาแก้ว หน้า 2 PDF พิมพ์ อีเมล
ดัชนีบทความ
ประวัติ หลวงปู่ชวน กตปุญโญ วัดเขาแก้ว จ.อ่างทอง
ประวัติ หลวงปู่ชวน กตปุญโญ วัดเขาแก้ว หน้า 2
ทุกหน้า



หลวงปู่ชวนท่านเคยเรียนวิชากับหลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง ท่านจึงได้ปลุกเสกวัตถุมงคลชุดนี้ในวันอาสาฬหบูชา ตามตำราของหลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง ซึ่งในหนึ่งปีจะปลุกเสกวัวธนูให้เข้มขลังดุจมีชีวิตนั้นมีเพียง ๓ วันคือ วันอาสาฬหบูชา วันมาฆะบูชา และวันวิสาขบูชา วัตถุมงคลทั้งหมดนี้ได้ปลุกเสกในวันที่ ๑๗ กรกฏาคม ๒๕๕๑ เมื่อวัตถุมงคลได้ออกให้บูชาแล้ว ลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายของท่านต่างพากันมาบูชามากมาย

โดยเฉพาะศิษย์ทางจังหวัดราชบุรี นครปฐมและสุพรรณบุรี ต่างก็มุ่งหน้ามากราบนมัสการหลวงปู่กันอย่างล้นหลาม รวมทั้งลูกศิษย์ทางกรุงเทพฯและในหลายๆจังหวัด วัตถุมงคลของหลวงปู่ชุดนี้ได้ออกให้บูชาเพียงไม่กี่เดือน ก็ได้เกิดเรื่องปฏิหาริย์ขึ้น โดยท่านที่มีประสบการณ์นี้เดินทางมาจากสุพรรณบุรี ได้เช่าตะกรุดหนังกลองแตกไปบูชา คืนหนึ่งได้วางตะกรุดไว้บนหิ้งพระใกล้เตียงนอน พอง่วงนอนก็ปิดไฟนอน ยังไม่ทันหลับก็มีแสงสว่างเกิดขึ้นบนหิ้งพระ เหมือนแสงหลอดนีออน เกิดตกใจเลยเปิดไฟดูปรากฏว่าแสงนั้นได้หายไป

ทั้งๆที่บนหิ้งพระไม่ได้ติดหลอดไฟไว้แม้แต่ดวงเดียว จึงทำให้มั่นใจว่าเกิดจากแสงแห่งพุทธคุณของตะกรุดหนังกลองแตกอย่างแน่นอน หลังจากนั้นเขาได้เดินทางกลับมายังวัดเขาแก้ว เพื่อกราบหลวงปู่ชวนอีกครั้ง และได้เช่าวัตถุมงคลชุดนี้ไปอีก ทั้งยังได้เล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นให้แม่ชี พะเยาว์ อินมั่น และพี่ตุ๋ย ปทุม บุญทวีฟัง ทุกครั้งที่ชายคนนี้ห้อยตะกรุดเขาเล่าว่า เหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ตลอดเวลา

จึงรู้สึกสบายใจแต่ก็นึกทุกทีว่าจะต้องทำบุญบ่อยๆใส่บาตร ไหว้พระสวดมนต์ แล้วจะสุขสบาย เขาบอกว่าแต่ก่อนไม่เคยคิดสนใจในเรื่องอย่างนี้เลย อีกรายเกิดขึ้นกับหญิงท่านหนึ่งซึ่งได้เช่าตะกรุดสาริกาเกศามหาลาภไปบูชา หญิงท่านนี้เป็นแม่ค้าในตลาดอ่างทอง ปกติแล้วขายแกงและกับข้าวต่างๆไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก หลังจากได้บูชาตะกรุดของหลวงปู่ชวนแล้วกับข้าวต่างๆก็ขายดี ขายหมดก่อนร้านค้าในย่านเดียวกัน ทุกๆวันแกจะนำตะกรุดมาอาราธนาแล้วขอบารมีหลวงปู่ชวน ให้ขายของดีทุกวัน

วัตถุมงคลรุ่นนี้ล้วนมีประสบการณ์ทั้งสิ้น ตัวผู้เขียนเองเมื่อได้ฟังประสบการณ์ที่เกิดขึ้นก็รู้สึกตื่นเต้น แต่สำหรับศิษย์วัดของหลวงปู่ท่านแล้ว เขาบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะทุกคนรู้ดีว่าวัตถุมงคลของหลวงปู่มีอานุภาพเข้มขลังยิ่งนัก อนึ่งมีลูกศิษย์จากราชบุรี ได้โทรศัพท์มาคุยกับผมว่าหลวงปู่ชวนท่านเก่งมาก ผมรู้จักท่านมาหลายสิบแล้ว วัวธนูที่ท่านสร้างผมชอบ ความเข้มขลังผมการันตีได้ ใช้ได้ไม่แตกต่างจากหลวงพ่อน้อยเลย ผู้เขียนเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่เขาบอกว่าเขาอยู่ที่ราชบุรี แล้วก่อนที่จะวางหูโทรศัพท์เขายังได้บอกว่า พระขุนแผนที่หลวงปู่ปลุกเสกถ้าคุณใช้เอง ระวังอย่าอาราธนาขอเมียนะ ยุ่งเชียว ถ้าค้าขายหรือโชคลาภเจ๋งที่สุด

ที่ผู้เขียนได้กล่าวมานี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เชียร์ให้หลวงปู่ท่านดัง ผู้เขียนแอบเขียนให้ผู้อ่านได้รับฟังในความศักดิ์สิทธิ์ที่หลวงปู่ชวนไม่เคยพูด ถึงเลย ถ้าหลวงปู่ท่านได้อ่านผู้เขียนอาจจะโดนดุอย่างแน่นอน เพราะท่านไม่ชอบการโอ้อวด มันไม่ใช่กิจของพระ กิจของพระคือสืบทอดคำสอนของพระพุทธองค์ สืบทอดพระพุทธศาสนา สร้างพระ สร้างเครื่องรางของขลัง ก็ให้ระลึกถึงคุณพระ ให้เป็นเครื่องเตือนใจในการทำความดี

ถ้าใครทำดี ศรัทธาในพระรัตนตรัยและคุณแห่งวัตถุมงคลนั้น ก็จะให้ผลดี มีความเจริญก้าวหน้า อีกนัยหนึ่งมีของดีแต่ทำตัวไม่ดี ด่าพ่อ ด่าแม่ ปล้นชิง วิ่งราว ของดีแค่ไหนก็ไม่คุ้มครอง เพราะของดีย่อมอยู่กับคนดีนั่นเอง เหมือนพระดีต้องมีศีลที่บริสุทธิ์ มีเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา ไม่ใช่สักแต่ว่าห่มผ้าเหลืองแล้วเรียกพระ ขอเขากินแล้วยังเนรคุณ เดี๋ยวนี้มีมากจำพวกนี้เป็นมารศาสนา ผ้าเหลืองห่มตอ ตกนรกแน่แท้ หลวงปู่ท่านได้กล่าวกับผู้เขียนเมื่อคราวที่ไปนมัสการท่าน

 

ในเรื่องประสบการณ์อภินิหาริย์วัตถุมงคลของหลวงปู่ชวนนั้น ก็มีมากมายนับไม่ถ้วน ผู้เขียนได้ยินได้ฟังจากหลากหลายผู้คนทั้งไกลและใกล้ ทั้งจากลูกศิษย์ใกล้ชิดและชาวบ้านแถบนั้น แต่จะยกมาเล่าพอสังเขปดังต่อไปนี้

ไม่ระคายผิว

เรื่องจากท่านแม่ชี พะเยาว์ อินมั่น ท่านเล่าว่าเมื่อประมาณปี ๒๕๔๕ เมื่อประมาณทุ่มเศษมีกลุ่มคนประมาณสี่ห้าคนทำทีว่าจะมาขอดูดวงขึ้นไปหาหลวงปู่บนกุฏิสองคนและดูลาดเลาอยู่ข้างล่างสองสามคน

ในขณะที่ชายสองคนให้หลวงปู่ตรวจดวงชะตาท่าทีปกติ หลวงปู่ชวน ได้รู้สึกแล้วมีท่าทีพิรุธและในขณะที่ตรวจดวงชะตาอยู่นั้น ชายอีกคนก็ได้ขึ้นมาที่กุฏิ และแล้วชายสองคนก็พยายามจะจับตัวหลวงปู่ชวนไว้ แต่หลวงปู่ลุกขึ้นสู้ ขณะนั้นพระลูกวัดได้ยินเสียงดังผิดปกติก็วิ่งขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น พอเห็นเหตุการณ์ก็เข้ามาช่วยหลวงปู่ชวน ชายหนึ่งในสามคนได้ชักมีดปลายแหลมจ้วงแทงหลวงปู่ชวน แต่ต้องตกตลึง ด้วยมีดปลายแหลมที่แทงหลวงปู่ชวน ไม่เข้าระคายผิวของท่านแม้แต่นิดเดียว คนทั้งสามเห็นท่าไม่ดีก็เลยเผ่นหนีไปคนละทางหายไปกับความมืด เหตุการณ์ครั้งนั้นหลวงปู่ชวนท่านไม่เคยติดใจอะไร โดยกล่าวแต่เพียงว่า “เวรใครเวรมัน”

ปืนมีลูกก็ยิงไม่ออก

เรื่องจากคุณปทุม(พี่ตุ๋ย) พี่ตุ๋ยแกเป็นศิษย์หลวงปู่ชวนมาหลายปี แกได้กรุณาเล่าเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ของหลวงปู่ชวนให้ฟังว่าเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๘ เวลาประมาณหกโมงเย็น มีชายเจ็ดคนหญิงหนึ่งคน เข้ามาทำทีว่ามาตรวจดวงชะตาและทำสังฆทาน ได้จัดเตรียมสังฆทานมาอย่างเรียบร้อย กลุ่มแรกหญิงหนึ่ง ชายสอง ทำทีเข้าไปเพื่อถวายสังฆทานเสร็จแล้วก็ออกมาเพื่อกรวดน้ำ

ขณะนั้นก็มีชายสองคนปรากฏตัวต่อหน้าหลวงปู่ชวนที่กำลังก้มเขียนตำราอยู่ ทั้งสองพยายามเข้ามากดไหล่หลวงปู่ชวนลงทั้งสองข้าง หลวงปู่ก็เลยเอ่ยขึ้นว่า “ปล้นกลางวันก็ดีซิวะ” หลังจากนั้นหลวงปู่ก็จับคนทั้งสองเหวี่ยงจนตัวปลิว เมื่อทั้งสามเห็นเหตุการณ์ก็จะเข้ามาทำร้ายหลวงปู่อีกทำนบหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถจับตัวหลวงปู่ได้ พระลูกวัดรูปหนึ่งเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็วิ่งขึ้นมาช่วยหลวงปู่ชวน ในขณะนั้นโจรคนหนึ่งได้ชักอาวุธปืนออโตเมติกไม่ทราบขนาดคาดว่าน่าจะเป็น 11 มม. เหนี่ยวไกปืนเล็งเข้าใส่หลวงปู่ชวน แต่ทว่าปืนกลับด้านยิงไม่ออก

แต่โจรก็พยายามยิงซ้ำหลายๆครั้งกระสุนก็ยังด้านเช่นเดิม กลุ่มโจรตกใจ ขวัญเสีย มองหน้ากันงักงั่น หนึ่งในนั้นได้ตะโกนขึ้นว่า “เผ่นดีกว่าโว้ย” หลังจากเหตุการณ์นั้นตอนเช้าก็ได้มีสื่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและสื่อทีวีจากไอ ทีวีได้ออกข่าวแพร่สะพัดให้ประชาชนได้รู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็สามารถจับกุมโจรได้ทั้งหมดในเวลาต่อมา จากเหตุการณ์ครั้งนั้นศิษย์ทั้งหลายต่างให้สมญานามหลวงปู่ชวนว่า “หลวงพ่อชวน ปืนมีลูกก็ยิงไม่ออก

นักเลงสุรา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อคราวเทศกาลบวชนาค ในหมู่บ้านแถบใกล้วัดเขาแก้ว หลวงปู่ชวน ท่านได้รับนิมนต์ไปเทศน์สอนนาค พอเทศน์สอนนาคและสวดมนต์เสร็จ ในขณะนั้นหลวงปู่กำลังจะเดินทางกลับ พอก้าวลงบันไดขั้นสุดท้ายได้มีนักเลงเมาสุราคนหนึ่งตะโกนเสียงดังขึ้นว่า “หลวงตาชวน แกแน่จริงหรือ” แล้วชักปืนพกหนึ่งกระบอกออกมายิงขึ้นฟ้าแต่ลูกปืนในรังเพลิงไม่สามารถทำงาน ได้ เสียงปืนที่เหนี่ยวไกดัง แช๊ะ..แช๊ะ...แช๊ะ นักเลงคนนั้นแทนที่จะหยุดกลับพยายามเหนี่ยวไกอีกครั้ง ครั้งที่สองก็ปรากฏเป็นเช่นเดิมยังมิหนำใจ นักเลงสุราพยายามเหนี่ยวไกปืนอีกเป็นครั้งที่สาม ครั้งนี้ปรากฏว่าปืนได้สะบัดขึ้นตีที่หน้าผากตัวเองอย่างจัง ทำให้หน้าผากแตกมีเลือดไหลอาบหน้า หลวงปู่ชวน เห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็ยิ้มๆ แล้วพูดขึ้นว่า “เวรแท้ๆ” แล้วก็ก้าวขึ้นรถกลับวัดเขาแก้ว

รู้ล่วงหน้า

มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรีได้มารับจ้างทาสีในอุโบสถอยู่ เป็นเวลาหลายเดือน วันหนึ่งได้ขอให้หลวงปู่ชวนตรวจดูดวงชะตา หลวงปู่ท่านก็กรุณาตรวจดูดวงชะตาให้แล้วทักว่า “เออตอนนี้ดวงชะตามึงไม่ค่อยดีนะ เลือดจะตกยางจะออกหรืออาจถึงตายได้ แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวกูจะให้ของกูไปใช้”

หลังจากนั้นท่านก็เดินไปหยิบเหรียญน้ำเต้าหนึ่งเหรียญให้เด็กหนุ่มคนนั้นไป หลังจากนั้นสองสามวันเด็กหนุ่มคนนั้นก็ได้กราบลาหลวงปู่ชวนกลับบ้านที่ สุพรรณบุรี เพื่อไปเยี่ยมพ่อแม่และเที่ยวงานประจำปีที่วัดบ้านเกิด เมื่อได้พบพ่อแม่แล้วก็ได้ไปเที่ยวงานวัดประจำปีที่ได้ตั้งใจเอาไว้ และได้เกิดทะเลาะวิวาทกันเด็กหนุ่มถูกรุมทำร้ายทั้งโดนยิง โดนแทงฟัน แต่กระสุนและคมมีดไม่ระคายผิวของเด็กหนุ่มคนนั้นเลย เป็นที่อัศจรรย์ใจของผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นเป็นอย่างมาก

ต่อมาเขาก็กลับมาที่วัดเขาแก้วและได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พี่ตุ๋ยและ แม่ชีที่วัดฟัง พร้อมเข้ากราบนมัสการหลวงปู่ชวนและขอเหรียญน้ำเต้าอีกหนึ่งเหรียญ เพราะเหรียญที่แขวนคออยู่ได้กระเด็นหายไปพร้อมกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นแล้ว

นี่เป็นประสบการณ์เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ผู้เขียนได้รับการบอกเล่าจากพี่ ตุ๋ยและแม่ชี ยังเรื่องปฏิหาริย์อีกมากมายที่ผู้เขียนจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป

เรื่องที่ได้รับการเล่าขานจากลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่ชวน โดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องคงกระพันชาตรี ยังมีเรื่องเมตตามหานิยมอีกมากมายที่ยังไม่ได้กล่าวถึง เรื่องของเมตตามหานิยมก็มีหลายเรื่องโดยผู้เขียนจะเล่าผ่านตัวหนังสือให้ ท่านผู้อ่านได้รู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่ได้เล่าให้ฟังว่า ใครที่พกวัตถุมงคลของหลวงปู่ชวนไม่ตกอับและไม่ตายโหง เรื่องแคล้วคลาด ขึ้นรถลงเรือ ศัตรูภัยพาล เมตตาค้าขาย เป็นเรื่องของพุทธคุณสูงสุดที่ได้รับการเล่าขานจากร้านค้าปากซอยทางเข้าวัด เขาแก้ว

โดยที่เมื่อก่อนขายของไม่ค่อยดีทั้งที่ขายอยู่หน้าปากซอยทางเข้าวัด ก็เลยเข้ามากราบนมัสการหลวงปู่ชวน หลวงปู่ท่านก็รดน้ำมนต์ให้แล้วก็นิมนต์หลวงปู่ชวนมาฉันที่บ้าน ประพรมน้ำมนต์ที่บ้าน และใช้วัตถุมงคลหลวงปู่ชวนเป็นประจำ หลังจากนั้นก็ขายของดีมาตลอด ปัจจุบันก็ขายดีทุกวัน หลวงปู่ชวน ท่านบอกให้หมั่นทำบุญและประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมก็จะเจริญยิ่งๆขึ้นไป ชาวบ้านทั้งหลายต่างขนานนามท่านว่า “เทพเจ้าแห่งโพธิ์ทอง”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในเพศบรรพชิตของหลวงปู่ชวน ท่านได้ทำประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาอย่างมากมาย ดังที่กล่าวมาและที่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกมากมายนัก ที่ไม่ได้กล่าวถึงนั้นเพราะหลวงปู่ชวนท่านไม่ได้ให้ประวัติใครเพียงแต่เล่า ให้ฟังคร่าวๆเท่านั้น ถ้าจะเล่ากันจริงๆก็คงมีมาก คงจะใช้สมุดกันหลายเล่ม แต่สิ่งที่เราได้รู้ได้เห็นก็คือหลวงปู่ชวนท่านเป็นพระอริยสงฆ์องค์หนึ่ง ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อีกทั้งท่านยังมีวิชาต่างๆมากมายล้วนแต่เป็นสรรพวิชาโบราณทั้งสิ้น

ถ้าใครสนใจก็ลองไปขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ท่าน แต่ไม่รู้ว่าหลวงปู่ชวนท่านจะรับหรือเปล่า เพราะเคยได้ยินว่า หลวงปู่ท่านจะดูคน ดูวาระจิต ดวงชะตาของคนที่จะมาเรียนเสียก่อน หากผ่านก็ร่ำเรียนได้ หลวงปู่ชวนเองท่านคงไม่ได้หวงวิชา แต่บุคคลที่จะปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ข้อบังคับเคล็ดลับของวิชาสมัยนี้มีน้อยนัก เพราะเวลาที่ท่านเรียนมานั้นก็ลำบากใช้เวลานานยิ่งนัก อีกทั้งวาระจิตที่ต้องควบคู่กับกรรมฐาน และอักขระศักดิ์สิทธิ์ให้มีความเข้มขลังได้จิตถึงขั้นเอกคตา

โอกาสนี้ผู้เขียนใคร่ขอเชิญชวนท่านผู้อ่านถ้ามีโอกาสก็ลองเดินทางมากราบ นมัสการหลวงปู่ชวน กตปุญโญ ด้วยตัวท่านเอง ณ เวลานี้ หลวงปู่ชวนท่านมีโครงการที่จะสร้างเสนาสนะและสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและพุทธบริษัทอีกมากมาย สำหรับท่านที่ต้องการทำบุญก็ขอเรียนเชิญไว้ ณ โอกาสนี้ ได้บุญได้กุศลเพื่อจรรโลงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาสืบไป

 



 
 

Main Menu

VirtueMart Login