พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง ประวัติพระคณาจารย์ ประวัติ หลวงปู่ภู จันทสโร วัดอินทรวิหาร
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


ประวัติ หลวงปู่ภู จันทสโร วัดอินทรวิหาร PDF พิมพ์ อีเมล

ประวัติ หลวงปู่ภู จันทสโร วัดอินทรวิหาร

เดือนมีนาคมของทุกปีมีงานประจำปีที่โด่งดังของเมืองกรุง ซึ่งรู้จักกันอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่คนไทยและต่างชาตินั่นคือ งานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ปิดทองหลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ สุดยอดงานวัดที่จัดกันมาอย่างยาวนานปีละ 10 วัน 10 คืน

ทั้งนี้ หากเอ่ยถึง "พระยืนอุ้มบาตร" องค์ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ย่อมต้องนึกถึง "พระศรีอริยเมตไตรย" หรือ "หลวงพ่อโต" ซึ่งประดิษ ฐานเด่นเป็นสง่าอยู่ ณ วัดอินทรวิหาร สมเด็จพระพุฒา จารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆัง โฆสิตาราม เป็นผู้ริเริ่มก่อ สร้างขึ้น แต่ดำเนินการไปได้เพียงครึ่งองค์ ท่านก็สิ้นชีพิ ตักษัยเสียก่อน ผู้ที่มาสานต่อการก่อสร้างก็คือ "พระครูธรรมานุกุล" หรือ "หลวงปู่ภู จันทสโร" เจ้าอาวาสวัดอินทร วิหาร พระเกจิอาจารย์เลื่องชื่อองค์หนึ่งในยุคนั้น เป็นศิษย์เอกผู้ใกล้ชิดสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ที่ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาต่างๆ มามิใช่น้อย!!!

พระเครื่องและวัตถุมงคลที่หลวงปู่ภูสร้างไว้มีหลายแบบด้วยกัน เช่น พระเนื้อผง มีพิมพ์แซยิด แขนหักศอก-แขนกลมใหญ่-พิมพ์แปดชั้น, พิมพ์เจ็ดชั้นหูติ่ง, พิมพ์ฐานแซม, พิมพ์ห้าเหลี่ยมขัดสมาธิเพชร, พิมพ์สังกัจจายน์, พิมพ์ไสยาสน์, พิมพ์พระปิดตา เป็นต้น

เหรียญฉลองอายุ 100 ปี หลังยันต์แถวเดียว พ.ศ.2473 หรือ "เหรียญแซยิด" เป็นเหรียญรุ่นเดียวที่สร้างเป็นรูปเหมือนของท่าน นอกจากนี้ ยังมีเหรียญเสมาใหญ่ พระศรีอริยเมตไตรย (หลวงพ่อโต)

ประเภทเครื่องรางมีตะกรุด, ผ้ายันต์, ยันต์ธงนกคุ้มกันไฟ และไม้เท้าครู ซึ่งหายากมาก เพราะสร้างน้อยมาก แจกให้เฉพาะศิษย์ใกล้ชิดเท่านั้น กล่าวกันว่าท่านสร้างพระเครื่องตอนมาอยู่วัดอินทรวิหาร โดยจัดสร้างหลังจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังฯ และหลวงปู่ใหญ่ได้มรณภาพแล้วในปีพ.ศ.2515 เนื่องจากมีความสำนึกในจิตใจว่าจะไม่ทำอะไรแข่งกับครูบาอาจารย์

บรรดาพระเครื่องและเครื่องรางที่ท่านสร้างขึ้นล้วนมีคุณวิเศษ มีผู้ใช้ติดตัวเคยได้รับอุบัติเหตุ มีประสบการณ์จนเป็นที่ยอมรับในพุทธคุณรอบด้าน ไม่ว่าจะแคล้วคลาด ปลอดภัย เมตตามหานิยม

ปัจจุบันยังเป็นที่เสาะแสวงหา และมีราคาค่านิยมไม่เคยตก เช่นเดียวกับ ความเคารพศรัทธาในองค์ท่านที่ไม่เคยเสื่อมคลาย แม้ท่านจะล่วงลับไปกว่า 70 ปีแล้วก็ตาม

หลวงปู่ภู เกิดที่หมู่บ้านวังหิน อ.เมือง จ.ตาก ตรงกับปีขาล พ.ศ.2373 บิดาชื่อ นายคง มารดาชื่อ นางอยู่ พออายุ 9 ขวบ ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดท่าคอย ศึกษาเล่าเรียนอักขรสมัย (ภาษาขอม) และหนังสือไทยกับท่านอาจารย์วัดท่าแค

กระทั่งอายุ 21 ปี เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดท่าคอย มีพระอาจารย์อ้น เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์คำ วัดท่าแค เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์มา วัดน้ำหัด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายานามว่า "จันทสโร"

พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง "หลวงปู่ภู จันทเกสโร" หลังจาก บวชแล้วอยู่จำพรรษาที่สำนักวัดท่าแคระยะหนึ่ง ก่อนออกธุดงค์จาก จ.ตาก มาพร้อมกับหลวงปู่ใหญ่ ซึ่งเป็นพระพี่ชาย สมัยที่ท่านธุดงค์มากรุงเทพฯครั้งแรก ได้มาปักกลดอยู่บริเวณที่ตั้งวังบางขุนพรหม (ธนาคารแห่งประเทศไทย) ซึ่งขณะนั้นยังเป็นป่ารกร้างว่างเปล่าและเปลี่ยวมาก มีแต่ต้นรัง ต้นตาลขึ้นระเกะระกะไปหมด ท่านได้ปักกลดอยู่ชายแม่น้ำเจ้าพระยา พอตกกลางคืนได้นิมิตไปว่า มีคนนำเอาตราแผ่นดินมามอบถวายให้ท่าน 3 ดวง

เมื่อตื่นขึ้นมาได้พิจารณาถึงความฝันนั้น พอจะทราบว่า ท่านเองจะมีอายุยืนยาวถึง 103 ปีเศษ

จากคำบอกเล่าของศิษย์ใกล้ชิดบอกว่า ท่านได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสระเกศ ช่วยรักษาคนป่วยเป็นอหิวาตกโรคไว้ 6 คน ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเป็นโรคร้ายแรงที่สุด โดยในปีพ.ศ.2416 เป็นปีที่อหิวาตกโรคระบาดหนัก จนเป็นที่กล่าวขวัญเรียกกันจนติดปากว่า "ปีระกาห่าใหญ่"

ต่อมา ท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาส) และวัดท้ายตลาด (วัดโมลีโลกยาราม) ตามลำดับ

สุดท้ายได้มาอยู่จำพรรษาที่วัดอินทรวิหาร ซึ่งสมัยนั้นยังใช้ชื่อว่า "วัดบางขุนพรหมนอก" ปีพ.ศ.2432 และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อปีพ.ศ.2435 ส่วนสมณศักดิ์ที่ได้รับไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้รับตำแหน่งในปีใด เข้าใจว่าได้รับก่อนปีพ.ศ.2463 เพราะตามหลักฐานศิลาจารึกเกี่ยวกับการสร้างพระศรีอริยเมตไตรย มีข้อความตอนหนึ่งว่า... "ถึงพ.ศ.2463 ท่านพระครูธรรมานุกูล (ภู) ผู้ชราภาพ อายุ 91 พรรษา 70 ได้ยกเป็นกิตติมศักดิ์อยู่ในวัดอินทรวิหาร ท่านจึงมอบฉันทะให้พระครูสังฆบริบาลปฏิสังขรณ์ต่อมาจนสำเร็จ"

ท่านได้มรณภาพเมื่อวันเสาร์ที่ 6 พ.ค. 2476 ตรงกับวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา เวลา 01.15 น. สิริอายุได้ 104 พรรษา 83 นับว่าท่านได้ยกเป็นพระครูกิตติมศักดิ์ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2463 จนถึงวันมรณภาพเป็นเวลา 13 ปี

หลวงปู่ภู เป็นพระเถระที่ยึดการธุดงค์เป็นกิจวัตรมาโดยตลอด สมัยที่ยังแข็งแรง พอออกพรรษาท่านจะออกรุกขมูลมิได้ขาด โดยร่วมธุดงค์ไปกับท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และหลวงปู่ใหญ่ และมักเล่าเรื่องแปลกๆ ที่ได้เผชิญมาให้ลูกศิษย์ฟังอยู่เสมอ อาทิ การผจญจระเข้ยักษ์, เสือลายพาดกลอนเลียศีรษะ, ผจญงูยักษ์ ฯลฯ

ท่านมีความมุมานะอุตสาหะมุ่งมั่นศึกษาวิชาอาคมต่างๆ จนเกิดความชำนาญเป็นที่เลื่องลือในยุคนั้น

ในด้านสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ก็ได้ปฏิบัติมาโดยตลอดชนิดที่เรียกกันว่า "นั่งจนก้นด้าน" อีกทั้งยังสำเร็จวิชา 6 ประการ คือ 1.เมฆ 2.กสิณ 3.สันโดษ 4.สมถกรรมฐาน 5.วิปัสสนาธุระ 6.เพ่งกสิณ ปลุกเสกจนน้ำมนต์เดือด

ทั้งนี้ ต้องใช้เวลาปฏิบัติวิชาละ 10 ปีกว่าจะสำเร็จสุดยอด ส่วนการเสกน้ำมนต์ให้เดือดใช้เวลาถึง 11 ปี รวมเวลาในการศึกษาวิชาอาคมถึง 71 ปีเต็ม ช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ไม่เคยปล่อยเวลาให้ว่างเปล่า ได้มุ่งหน้าปฏิบัติมีพุทธภูมิเป็นที่ตั้ง การร่ำเรียนวิชาอาคมมาก็เพียงเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ

การที่ท่านมุ่งมั่นเรียนวิชาดูเมฆ หรือเรียกกันว่า "วิชาเมฆฉาย" โดยบริกรรมด้วยมนต์คาถาจนเงาของคนเจ็บลอยขึ้นไปในอากาศ แล้วพิจารณาดูว่าเป็นโรคอะไร?

วิชากสิณ ที่ "หลวงปู่ภู จันท สโร" ได้ศึกษานั้นหมายถึง อารมณ์ที่กำหนดธาตุทั้ง 4 มี ปฐวี อาโป เตโช วาโย อันมีวรรณะ 4 คือ นีล ปีต โลหิต โอทาต อากาศแสงสว่าง ก็คือ อาโลกากสิณ การบำเพ็ญปฏิบัติของท่านจะเริ่มขึ้นหลังจากฉันจังหันแล้วคือ เวลา 7 โมงเช้า โดยตลอดชีวิตจะฉันเพียงมื้อเดียว (ถือเอกา) ผลไม้ที่ขาดไม่ได้คือ กล้วยน้ำว้า ท่านบอกว่าเป็นโสมเมืองไทย

ทุกวันท่านจะต้องออกบิณฑบาต ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น เพราะเจ้าฟ้าสมเด็จกรมพระนครสวรรค์พินิจ ได้จัดอาหารมาถวายทุกวัน เมื่อฉันเช้าแล้ว จะครองผ้าลงโบสถ์และลั่นดาลประตู ไม่ให้ผู้ใดเข้าไปรบกวน จากนั้นจะเจริญพระพุทธมนต์ถึง 14 ผูก วันละ 7 เที่ยวแล้วจึงนั่งวิปัสสนากรรมฐานต่อไปจนถึงเที่ยงทุกๆ วัน ถึงแม้ตอนชราภาพ ก็มิได้ขาดจากการลงทำวัตร เว้นแต่อาการหนักจนลุกไม่ไหว ก็จะเจริญวิปัสสนาโดยการนอนภาวนา

เรื่องราวเกี่ยวกับอภินิหารของท่านมีเล่าขานไว้มากมายหลายเรื่อง อาทิ สามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต, ใบ้หวยแม่น, ชุบชีวิตคนที่ตายแล้ว, ปราบผีเปรต, กำหนดวันมรณภาพได้, หายตัวเข้าโบสถ์

พระเครื่องและวัตถุมงคลที่หลวงปู่ภูสร้างไว้มีหลายแบบด้วยกัน เช่น พระเนื้อผง มีพิมพ์แซยิด แขนหักศอก-แขนกลมใหญ่-พิมพ์แปดชั้น, พิมพ์เจ็ดชั้นหูติ่ง, พิมพ์ฐานแวม, พิมพ์ห้าเหลี่ยมขัดสมาธิเพชร, พิมพ์สังกัจจายน์, พิมพ์ไสยาสน์, พิมพ์พระปิดตา เป็นต้น ประเภทเครื่องรางมีตะกรุด, ผ้ายันต์, ยันต์ธงนกคุ้มกันไฟ และไม้เท้าครู ซึ่งหายากมาก เพราะสร้างน้อยมาก แจกให้เฉพาะศิษย์ใกล้ชิดเท่านั้นรวมถึงเหรียญฉลองอายุ 100 ปี หลังยันต์แถวเดียว พ.ศ.2473 หรือ "เหรียญแซยิด" เป็นเหรียญรุ่นเดียวที่สร้างเป็นรูปเหมือนของท่าน นอกจากนี้ ยังมีเหรียญเสมาใหญ่ พระศรีอริยเมตไตรย (หลวงพ่อโต)

กล่าวกันว่าท่านสร้างพระเครื่องตอนมาอยู่วัดอินทรวิหาร โดยจัดสร้างหลังจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังฯ และหลวงปู่ใหญ่ได้มรณภาพแล้วเนื่องจากมีความสำนึกในจิตใจว่าจะไม่ทำอะไรแข่งกับครูบาอาจารย์ บรรดาพระเครื่องและเครื่องรางที่ท่านสร้างขึ้นล้วนมีคุณวิเศษมากมาย ได้มีผู้ใช้ติดตัวเคยได้รับอุบัติเหตุ มีประสบการณ์จนเป็นที่ยอม รับในพุทธคุณรอบด้าน ไม่ว่าจะแคล้วคลาดปลอดภัย เมตตามหานิยม

ปัจจุบันวัตถุมงคลของท่านเป็นที่เสาะแสวงหา สนนราคาเล่นหาไม่มีตก โดยเฉพาะ "พระพิมพ์สมเด็จ" ของหลวงปู่ภู ยุคแรกๆ เนื้อหาจะดูจัดหนึกนุ่มคล้ายเนื้อพระสมเด็จของวัดระฆังโฆสิตาราม และส่วนมากจะมีความหนาเป็นพิเศษ ในปีต่อๆ มาท่านก็ได้สร้างพระไปเรื่อยๆ จวบจนท่านมรณภาพ

พระสมเด็จของหลวงปู่ภูที่มีความนิยมมาก สนนราคาสูงก็คือ "พระสมเด็จพิมพ์แซยิดแขนหักศอก และพิมพ์แซยิดแขนกลม" สภาพสวยสมบูรณ์อยู่ที่หลักแสน พระพิมพ์อื่นก็นิยมรองลงมา เช่น พิมพ์แปดชั้นแขนหักศอก และพิมพ์แปดชั้นแขนกลม สนน ราคาอยู่ที่หลักหมื่นปลายถึงแสน ส่วนพระพิมพ์อื่นก็นิยมเช่นกันแต่สนนราคาจะเบากว่า แต่ก็ยังอยู่ที่หลักหมื่นต้น จนถึงหมื่นปลายๆ พระพิมพ์สมเด็จของหลวงปู่ภู เป็นวัตถุมงคลที่น่าบูชาอย่างยิ่ง ของปลอมเริ่มมีออกมาระบาด ไม่เชี่ยวชาญจริงมีสิทธิ์พิชิตของเก๊!!!

 
 

Main Menu

VirtueMart Login