พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความ หลวงพ่อคูณ ประสบการณ์บางเรื่องในระหว่างธุดงค์ ของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


ประสบการณ์บางเรื่องในระหว่างธุดงค์ ของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ PDF พิมพ์ อีเมล

ประสบการณ์บางเรื่องในระหว่างธุดงค์ ของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ



ในระหว่างเวลาหลายปีที่พระภิกษุคูณ ปริสุทฺโธ ท่องเที่ยวธุดงค์ 3 ไปในป่าเขาลำเนาไพร อาศัยรุกขมูลโคนไมใหญ่ หรือถ้ำเป็นที่พัก อาศัย โดยมีกลดปักครอบกันยุงและแมลงในยามค่ำคืนเพียงรูปเดียวเท่านั้น ท่านได้พบเห็นเหตุการณ์ต่างๆ บางเรื่องแทบจะเป็นไปไม่ได้ บางเรื่องก็เสี่ยง ภัยอันตรายน่ากลัวแต่ท่านก็ไม่กลัว เพราะจิตของท่านได้ฝึกมาจนกล้าแข็ง เสียแล้ว

บางเรื่องที่ท่านนำมาเล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังในเวลาต่อมาก็มีเช่น ในช่วงที่ท่านเดินธุดงค์ไปจนถึงภูเขาลูกหนึ่ง ชาวบ้านแถบนั้นเรียก กันว่า “ภูควาย” ซึ่งมีธรรมชาติสวยงามมาก เป็นที่สงบวิเวก เหมาะแก่ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะที่บนยอดดอยสูงเคย มี “พระป่า” ที่มีชื่อเสียงหลายรูปเคยขึ้นไปนั่งบำเพ็ญเพียรภาวนามาแล้ว
ที่เชิงเขามีหมู่บ้านเล็กๆ พอที่จะลงมาบิณฑบาตเลี้ยงชีวิตได้ เมื่อพระ ภิกษุคูณ ปริสุทฺโธ เดินธุดงค์ผ่านมา ไต่ถามชาวบ้านแห่งนั้นรู้ว่าบนยอด เขาเคยมีพระป่าขึ้นไปบำเพ็ญธรรมมาแล้วหลายรูป ท่านก็อยากจะขึ้นไปบ้าง แต่เมื่อชาวบ้านรู้ความประสงค์ของท่าน แทนที่จะส่งเสริมกลับพากันคัดค้าน ห้ามปรามด้วยความห่วงใย

“บนยอดภูควายนี้มีทั้งสัตว์ร้ายและภูตผีปีศาจ มีพระบางรูปและ ชาวบ้านป่าบางคนที่ขึ้นไปแล้วถูกผีหลอก บางรายถึงกับเสียสติคลั่งเพ้อจน ตายไปก็มี ก่อนที่หลวงพ่อจะมาถึงที่นี่ก็มีชาวบ้านคนหนึ่งขึ้นไปหาของป่า ถูกเสือขบจนตาย หลวงพ่อไม่มีอาวุธป้องกันตัวสักอย่าง จะขึ้นไปสู้กับผี กับเสือได้อย่างไร ขอนิมนต์หลวงพ่อพักอยู่ข้างล่างนี้เถอะอย่าขึ้นไปเลย”
แต่พระภิกษุคูณ ปริสุทฺโธ ก็ยืนยันเจตนาที่จะขึ้นไปปฏิบัติธรรมบนยอดภูควายไม่เปลี่ยนใจ ท่านบอกแก่ชาวบ้านว่า “อาวุธของกูก็มี จะต้อง ไปกลัวเสือมันทำไม!”
“หลวงพ่อมีอาวุธอะไรล่ะ?” ชาวบ้านถาม

“อาวุธของกูก็คือ ใจ กับ ธรรมะของพระพุทธองค์ เมื่อเอาสองอย่าง นี้มารวมกันเป็นเมตตาธรรม แผ่เมตตาให้เขาไป ไม่ว่าจะเป็นผีสางหรือ สัตว์ร้ายก็ไม่กล้าทำอันตรายกู” ท่านบอก
เมื่อชาวบ้านไม่สามารถขัดขวางเหนี่ยวรั้งท่านมิให้ขึ้นไปบนยอดภูควาย ได้ ก็ได้แต่รอดูว่าท่านจะลงมาเมื่อใด หรือไม่ได้กลับลงมาเพราะถูกผีหลอก หรือเสือขบกัดเสียชีวิตไปแล้ว
ท่านปีนป่ายขึ้นไปจนเกือบถึงยอดเขา ที่นั่นได้พบว่ามีถ้ำแห่งหนึ่ง มี ธารน้ำเล็กๆ ไหลผ่านหน้าถ้ำ เมื่อสำรวจดูแล้วเห็นว่า ในถ้ำพอจะพักอาศัย อยู่ได้ ทั้งมีน้ำสำหรับดื่มกินและอาบน้ำล้างหน้าได้ ท่านตัดสินใจที่จะพัก อยู่ที่นั่น จึงปลงกลดลง

ท่านเจริญภาวนา วิปัสสนากรรมฐานอย่างเคร่งครัด โดยมิได้เกรง กลัวต่อสิ่งที่ชาวบ้านบอกเล่าไว้แต่อย่างใดทั้งสิ้น

คืนแรกผ่านไปอย่างปลอดโปร่ง คืนที่สองตอนหัวค่ำก็ยังไม่มีอะไร เวลาผ่านไปจนดึกสงัด ขณะที่ท่านนั่งทำสมาธิอยู่ในถ้ำนั้น ก็มีเสียงเหมือน มีคนมากมายซุบซิบคุยกันอยู่รอบๆ ข้าง เมื่อท่านลืมตาขึ้นดู เสียงที่ได้ ยินนั้นก็หายไป จึงหลับตาลงไปใหม่ เสียงคุยกันก็ดังขึ้นมาอีก เป็นอยู่ อย่างนี้หลายครั้งหลายครา ท่านจึงออกจากสมาธิ แล้วอธิษฐานจิตเอ่ยขึ้นว่า “เมื่ออยากจะคุยด้วยก็ออกมาคุยกันสิ ทำลับๆ ล่อๆ อยู่ทำไม ออกมา เถอะ จะได้พบพระพบเจ้าเสียบ้าง มาฟังธรรมกัน”

บอกกล่าวออกไปแล้วท่านก็หลับตาภาวนาธรรมต่อ โดยไม่มีเสียงคุย รบกวนสมาธิอีกเลย จนกระทั่งดึกสงัดท่านจึงเลิกภาวนาออกมาจากสมาธิ เข้าจำวัดในกลดตามปกติ
เมื่อหลับไปก็นิมิตว่า มีขบวนแห่ขึ้นมาบนยอดดอยภูควาย ผู้คนที่มาในขบวนล้วนแต่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณสวยงามแบบโบราณ หัวหน้าขบวนที่นำมาเป็นหนุ่มรูปงามกับสาวสวย เมื่อมาถึงที่ท่านปักกลดอยู่ ก็หยุดขบวนลงตรงลานกว้างหน้าถ้ำ คนที่เป็นหัวหน้าได้มากราบนมัสการ ท่านและแนะนำตัวเองว่าเป็นเจ้าเมืองแถวนี้ รู้ข่าวว่ามีพระมาปักกลดบน ยอดดอยภูควาย จึงได้พากันมาหาเพี่อฟังธรรม

ท่านรู้ว่า ผู้คนเหล่านั้นมิใช่คนที่มีชีวิต หากแต่ล้วนเป็นวิญญาณที่ ยึดติดอยู่กับสมบัติ จึงไม่ยอมไปไหน วนเวียนเฝ้ารักษาสมบัติของตนไม่ ยอมไปผุดไปเกิดเสียที นับว่าเป็นวิญญาณที่มีกรรมอย่างยิ่ง ท่านจึงแสดง ธรรมสั่งสอนไปว่า อย่าได้ถือว่าชาตินี้ภพนี้วิเศษสุดแล้ว ยังมีชาติใหม่ภพ ใหม่ที่อาจจะประเสริฐยิ่งกว่า อยู่ที่กุศลผลบุญที่ได้กระทำไว้ ซึ่งจะล่งผลให้เกิดความสบายในภพหน้า ขออย่าได้วนเวียนอยู่เป็นพวกสัมภเวสี หาที่เกิดไม่ได้อยู่อย่างนี้เลย

หนุ่มรูปงามที่เป็นหัวหน้าก้มลงกราบแล้วเอ่ยว่า “คำของหลวงพ่อ เป็นความจริงทุกอย่าง พวกข้าเหมือนคนตาบอดที่มิรู้ว่าจะไปทางไหน จึง วนเวียนอยู่ที่นี่ เมื่อหลวงพ่อได้กรุณาชี้ทางให้พวกข้าก็ขอไปเกิดใหม่” แล้วขบวนแห่นั้นก็แห่ลากลับไป นับแต่วันนั้นมาก็ไม่มีเสียงรบกวน ท่านอีกเลย

ทุกเช้าพระภิกษุคูณ ปริสุทฺโธ จะลงจากยอดเขามาบิณฑบาตใน หมู่บ้านเชิงเขา ชาวบ้านที่คอยใส่บาตรต่างก็สอบถามท่านด้วยความเป็น ห่วงว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับท่านบ้างหรือเปล่า ท่านก็ตอบว่าไม่ ทั้งยังบอก ชาวบ้านว่า นับแต่นี้ต่อไป ใครอยากจะขึ้นไปบนภูควายก็ขึ้นไปได้ ไม่ต้องกลัวภูตผีปีศาจหลอกหลอนหรือทำร้ายเอา เพราะพวกนั้นได้ไปผุดไป เกิดกันหมดสิ้นแล้ว

ท่านยังคงพักปฏิบัติธรรมในถ้ำบนภูควายเรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่ง ชาวบ้านที่เป็นชายหลายคนได้ขึ้นไปหาท่านในถ้ำบนภูควาย ทุกคนมีอาวุธ ครบมือ บางคนถือปีน บางคนถือมืดถือดาบ พวกเขาขึ้นไปนิมนต์ให้ท่าน ย้ายลงจากยอดเขาลงไปจำวัดที่เชิงเขาเสีย เขาบอกท่านด้วยความเป็นห่วงว่า “เมื่อเช้านี้มีคนเห็นเสือตัวหนึ่งเดินตามหลังท่านขึ้นมาบนเขา รอย เท้าของมันยังมือยู่เลย พวกผมเกรงว่าเสือตัวนั้นจะทำร้ายหลวงพ่อ ขอให้หลวงพ่อย้ายลงไปอยู่ข้างล่างเสียเถิด”

แต่ท่านกลับพูดอย่างอารมณ์ดีไม่แสดงความกลัวออกมาแม้แต่น้อย “เสือมันไม่กินกูหรอก พวกเอ็งไม่ต้องห่วง เสือมันก็อยู่ส่วนเสือ กูก็ อยู่ส่วนกู” ชาวบ้านยังไม่ละความพยายาม

“แต่เสือมันเป็นสัตว์นะหลวงพ่อ มันไม่ได้ถือศีลเหมือนหลวงพ่อ ถ้าท่านเผลอเมื่อไรมันเล่นงานหลวงพ่อแน่”
“มันอยากกินกูก็ช่างมัน นึกเสียว่าเป็นการทำกุศลให้ทานเสือที่ อดอยากด้วยเลือดเนื้อของกูนั้นได้บุญนักแล”

หมดปัญญาที่จะนิมนต์ให้ท่านย้ายที่พัก ไม่ว่าจะอ้อนวอนอย่างไร ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจท่านได้ ในที่สุดจำต้องกราบลาท่านกลับลงจากยอด เขาด้วยใจเป็นห่วงท่าน
ในตอนเช้าของวันต่อมา เมื่อท่านลงมาบิณฑบาตตามปกติ ชาวบ้าน ใส่บาตรแล้วก็พากันตามไปแอบดูตอนที่ท่านเดินขึ้นเขา ก็เห็นเสือตัวเดิม ยงคง เดินตามท่านขึ้นไปอยู่เหมือนเดิมเช่นวันก่อน

หลายวันเข้า ชาวบ้านก็อดรนทนไม่ได้ เมื่อท่านกลับจากบิณฑบาต กลับขึ้นเขาไปแล้ว ชาวบ้านก็ตามขึ้นไปบ้าง และนิมนต์ให้ท่านมาดูรอยเท้า เสือที่เดินตามท่านขึ้นมา เมื่อท่านมาดูก็เห็นชัดว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ท่านก็ แผ่เมตตาให้เสือตัวนั้น แล้วท่านก็บอกกับชาวบ้านว่า
“คนเราเมื่อมีความเมตตาให้กับผู้อื่น ผู้อื่นก็จะให้ความเมตตาตอบ สนอง ถ้าเราจะโกรธเขา เขาก็จะโกรธตอบ เมตตานี่แหละคืออาวุธที่ ปกป้องตัวเองให้ตลอดรอดฝั่ง เป็นอาวุธธรรมที่ใครก็เอาไปใช้ได้เป็นของดีนัก”

อายุท่านมากขึ้น เป็นพระผู้ใหญ่มากขึ้น ใครๆ ก็เลยเรียกท่านว่า “หลวงพ่อ” บ้านป่าเมืองดอยที่พระภิกษุคูณ ปริสุทโธ จาริกผ่านไปปฏิบัติ ธุดงค์วัตรจึงเรียกท่านว่า “หลวงพ่อคูณ” และเมื่อเอ่ยชื่อ “หลวงพ่อคูณ” ก็ จะเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นพระป่าที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้แต่ความเมตตา และช่วยเหลือผู้คนในด้านวิชาคาถาอาคมและไสยศาสตร์ โดยมิได้หวัง สิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น

จากภูควาย หลวงพ่อคูณก็อำลาชาวบ้านออกธุดงค์ต่อไป ตามวัตรปฏิบัติของพระป่าที่ไม่ยึดติดที่อยู่ ไม่อยู่ที่ไหนจำใจนานๆ มีแต่จะแสวงหา ถิ่นที่วิเวกห่างไกลผู้คน เพื่อบำเพ็ญเพียรภาวนาธรรมได้อย่างที่ไม่มีใครรบกวนสมาธิ

จุดหมายต่อไปอยู่ที่ทุ่งไหหิน (คนละแห่งกับทุ่งไหหินของลาวซึ่งอยู่ ในแขวงเชียงขวาง) สมัยนั้นทุ่งไหหินเป็นป่าทึบและกันดารมาก มีสัตว์ป่า ชุกชุม แต่ก็มีหมู่บ้านอยู่เหมือนกัน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่กันไม่กี่หลังคา เรือน

หลวงพ่อคูณเดินป่าดั้นต้นไปจนถึงหมู่บ้านในทุ่งไหหิน แล้วไปปักกลด อยู่ที่ลานกว้างล้อมรอบไปด้วยแมกไม้ต้นสูงขนาดแหงนคอตั้งบ่า แดดส่อง ลงมาไม่ถึง พอตกกลางคืนจะมืดครึ้มน่าสะพรึงกลัว ชาวบ้านร่ำลือกันว่า ตรงบริเวณนั้นมีภูตผีปีศาจสิ่งสู่อยู่มากมาย ไม่มีใครกล้าเข้าไปกรายใกล้ใน เวลาพลบค่ำจนถึงกลางคืน
เมื่อเห็นมีพระธุดงค์เข้าไปปักกลดพักอยู่ตรงนั้น ชาวบ้านก็พากัน เข้ามากราบไหว้ เพราะนานๆ จึงจะได้เห็นพระเห็นเจ้าสักครั้ง

และเมื่อทราบว่าหลวงพ่อจะจำวัดในกลดนี้แต่เพียงรูปเดียว ชาวบ้าน ก็เป็นห่วง พากันนิมนต์ขอให้ท่านเข้าไปปักกลดเสียในหมู่บ้าน เพราะที่ ตรงนั้นไม่เหมาะที่จะพัก หลวงพ่อคูณจึงถามว่าไม่เหมาะอย่างไร ชาวบ้าน ก็ไม่กล้าเอ่ยปากบอกกลัวว่าภูตผีปีศาจจะได้ยินแล้วตามไปท่าร้ายเอา แต่เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็จำต้องบอกให้หลวงพ่อรู้ว่าที่นี่มีปีศาจดุร้ายสิ่งอยู่
“เป็นพระกลัวผีเสียแล้วจะเป็นที่พึ่งแก่ชาวบ้านได้อย่างไร ผีก็ผี เถอะ กูไม่กลัวมันหรอก” หลวงพ่อคูณบอกชาวบ้านอย่างอารมณ์ดี

เมื่อหลวงพ่อไม่ยอมเปลี่ยนใจ ชาวบ้านก็จำต้องกลับไปยังหมู่บ้าน คืนนั้นหลวงพ่อคูณเจริญสมาธิภาวนาอยู่ในกลด จนจิตสงบดีแล้ว ท่านก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินเข้ามาหา นึกสงสัยอยู่ว่าดึกดื่นป่านนี้ ยัง มีใครออกมาเดินในป่าอยู่อีก แต่เสียงนั้นก็ยังดังอยู่และดังใกล้เข้ามาทุกที ท่านจึงเปิดกลดออกมาสอดส่ายสายตาตรวจดูไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นมี ใครหรือมีสัตว์อะไร จึงปิดกลดลงตามเดิม นั่งทำสมาธิภาวนาต่อไป คราว นี้มีเสียงกระซิบกระซาบอยู่ใกล้ๆ กลด เมื่อเปิดออกมาดูก็ไม่มีอะไรอีก เหมือนเดิม
หลวงพ่อคูณคิดอยู่ในใจว่าเจ้าที่เจ้าทางคงจะไม่พอใจที่ท่านมาปักกลด อยู่ที่นี่จึงได้สวดมนต์แผ่เมตตาให้ เสียงคนเดินและเสียงกระซิบกระซาบ ก็หายไป จนรุ่งเช้าก็ไม่มีมาให้ได้ยินอีกเลย

เพราะจิตของท่านกล้าแข็ง ไม่กลัวสิ่งใด ท่านจึงสามารถปักกลดเจริญ ภาวนาอยู่ ณ ที่นั้นได้อย่างที่ชาวบ้านก็พากันแปลกใจ
ช่วงนั้นเป็นเวลาเริ่มเข้าพรรษาพอดี หลวงพ่อคูณก็เลยอธิษฐานขอ จำพรรษาอยู่ที่กลางป่าทุ่งไหหินแห่งนั้นจนตลอดพรรษา เมื่อชาวบ้านเห็น หลวงพ่ออยู่รอดปลอดภัย ภูตผีปีศาจไม่สามารถท่าอะไรท่านได้ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็มาขอให้ท่านปัดเป่ารักษาด้วยคาถาอาคม เมื่อหายจากโรคภัยไข้เจ็บแล้วก็บอกต่อๆ กันไป จนรูไปทั้งหมู่บ้าน รวม ถึงหมู่บ้านอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปด้วย

ตามปกติในบ้านป่าเมืองดอยอย่างนั้นก็ย่อมเชื่อถือในเรื่องผีสาง จนกระทั่งมีชาวบ้านบางคนที่ได้เล่าเรียนทางไสยศาสตร์มาบ้างก็ตั้งตัวเป็น หมอผีรักษาชาวบ้าน เมื่อหลวงพ่อคูณมารักษาชาวบ้านแทนตน ก็ย่อมขาด ผลประโยชน์ที่ควรได้ควรมี ใครเจ็บไข้ได้ป่วยแทนที่จะไปให้หมอผีรักษา ก็กลับมาให้หลวงพ่อคูณรักษาให้ หมอผีจึงไม่พอใจ
หลวงพ่อช่วยรักษาให้โดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ จึงพากันมาหา หลวงพ่อกันหมด

พวกหมอผีพากันเดือดร้อนเพราะขาดรายได้ จึงคบคิดกันที่จะกลั่น แกล้งทำลายหลวงพ่อคูณ ท่านจะได้ไปเสียจากทุ่งไหหินเสียที

คืนหนึ่ง ยังไม่ดึกนักเวลาประมาณสามทุ่มเศษ ขณะที่หลวงพ่อคูณ กำลังนั่งทำสมาธิภาวนาอยู่ในกลดเหมือนที่เคยทำอยู่เป็นปกติ ท่านก็ได้ยิน เสียงเหมือนมีพายุอื้ออึงอยู่ภายนอก จึงได้เปิดกลดออกมาดูก็เห็นยอดไม้ ใบไม้ถูกลมพัดวนอย่างรุนแรงจนหักโค่นอยู่รอบๆ กลดที่ท่านนั่งเจริญภาวนา อยู่ พิเคราะห์ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ลมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เกิดจากคาถาอาคม ของศัตรูผู้คิดร้ายปล่อยของออกมา แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายท่านได้ เพียงแต่มาหมุนวนอยู่รอบๆ กลดของท่านเท่านั้น

ท่านรู้ดีว่า การปล่อยคุณไสยนั้นเป็นวิชาทางไสยศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่ง ผู้ที่ร่ำเรียนฝึกฝนมาอย่างชำนาญแล้ว สามารถที่จะเสกเหล็กตะปูให้กลาย เป็นตัวต่อบินไปทำร้ายศัตรูได้ หรือไม่ก็เสกหนังควายแผ่นเล็กๆ ให้เข้าไป ในท้องของศัตรู แผ่นหนังควายเมื่อเข้าไปอยู่ในท้องแล้วมันก็จะขยายตัว พองโตขึ้นจนผู้ถูกคุณไสยทำเอานี้เจ็บปวดแน่นท้องจนหายใจไม่ได้ และถ้าไม่มีวิชาแก้ก็จะตายไป

วิชาเช่นนี้ท่านเรียนวิชาแก้มาเหมือนกัน ท่านจึงกลับเข้าไปในกลดนั่ง บริกรรมคาถาแก้และแผ่เมตตาให้แก่ผู้ที่กระทำคุณไสยแก่ท่าน ครู่เดียว ต่อมา ลมแรงที่พัดอื้ออึงอยู่ภายนอกก็สงบลงอย่างสิ้นเชิง คุณไสยที่หมอ ผีปล่อยมาเมื่อไม่สามารถทำร้ายผู้ที่หมอผีสั่งมาได้ มันก็กลับไปเข้าตัวหมอ ผีคนนั้นแทน

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่หลวงพ่อคูณกำลังฉันภัตตาหารที่ชาวบ้านเอามาถวายอยู่นั้น ก็มีชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งช่วยกันหามคนป่วยมาหาท่าน พอมาถึงก็กราบ ขอขมาลาโทษ ไต่ถามก็ยอมรับว่า เขาคือหมอผีประจำหมู่บ้าน เมื่อคืนนี้ เขาได้ปล่อยคุณไสยให้มาทำร้ายหลวงพ่อ

แต่ไม่สามารถทำอะไรหลวงพ่อได้ จึงรู้ว่าหลวงพ่อเก่งกว่า ทำให้คุณไสยนั้นกลับไปเข้าตัวเขาเอง ได้รับความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส บัดนี้รู้สำนึกในความผิดของตัวเองแล้ว จึงมากราบขอขมา ขอให้หลวงพ่อยกโทษให้ และขอให้หลวงพ่อช่วยแก้ คุณไสยอันนี้ให้ด้วย พร้อมทั้งขอสัญญาว่าจะไม่ทำอย่างนี้อีก

ตลอดเวลานั้นหมอผีเอาแต่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด สองมือ ประคองท้องของตนที่บวมขึ้นมาจนเห็นชัด

หลวงพ่อพิจารณาดูก็รู้ว่าคุณไสยนั้นเป็นจริงดั่งคำของหมอผี จึง บอกว่า...”นั่นมันของของมึง กูจะไปแก่ได้อย่างไร” หมอผีก็วิงวอนหลวงพ่อ ขอให้ช่วย ถ้าหลวงพ่อไม่ช่วยเขาต้องตายแน่ๆ หลวงพ่อคูณจึงได้สั่งสอน หมอผีว่า “ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะมึงมันใจบาปหยาบช้า ใช้วิชาไปทำร้ายผู้อื่น ผลที่สุดของมันก็กลับมาทำร้ายตัวมึงเอง กูจะช่วยมึงก็ได้ แต่มึงต้อง รับปากกับกูว่า ต่อจากนี้ไปจะไม่ใช้วิชาทำร้ายใครอีก!”

หมอผีก็รับปากรับคำ ถึงกับสบถสาบานให้คำมั่นสัญญา หลวงพ่อคูณ ก็บอกว่า ท่านไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ให้หมอผีภาวนาคำว่า “พุทโธ” ไว้ตลอดเวลาจนกว่าอาการเจ็บปวดทรมานจะค่อยหายไป หมอผีก็ทำตาม คำที่ท่านบอกอย่างตั้งอกตั้งใจ เพียงครู่เดียวอาการเจ็บปวดทรมานก็ค่อย ทุเลาลงจนกระทั่งหายเป็นปกติ หมอผีก็คุกเข่าก้มลงกราบหลวงพ่อและ ตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะเลิกใช้วิชาคุณไสยโดยเด็ดขาด และจะขอยึดเอาแต่ “พุทโธ” เป็นสรณะไปชั่วชีวิต หลวงพ่อคูณจึงบอกว่า คาถาของพระพุทธเจ้าเป็นของดี เป็นของ วิเศษ ขอให้ยึดถือไว้เถิด

ที่กล่าวมานี้เป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์ของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ในระหว่างที่ท่านปฏิบัติธุดงค์วัตร ในช่วงต้นๆ ที่ท่านมอบกายถวายชีวิต เข้ามาเป็นสมณะในบวรพุทธศาสนา ซึ่งเป็นช่วงที่ท่านกำลังฝึกจิตให้กล้าแข็ง โดยอาศัยความวิเวกและธรรมชาติป่าเขาเป็นเครื่องช่วย

หลังจากนั้นท่านเข้ามาอยู่ในเมือง เพื่อใช้วิชาความรู้ที่ได้รับการ ถ่ายทอดจากพระอาจารย์ทั้งสอง คือหลวงพ่อแดงกับหลวงพ่อคง ช่วยสร้าง ศรัทธาชาวบ้าน รวมทั้งการสร้างเสริมและบูรณะ  ศาสนสถาน โรงพยาบาล และโรงเรียน

 
 

Main Menu