พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง ความรู้เกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง พญาเต่าเลือน (พญาเต่าเรือน) ดีทางเมตตามหานิยม โชคลาภ
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


พญาเต่าเลือน (พญาเต่าเรือน) ดีทางเมตตามหานิยม โชคลาภ PDF พิมพ์ อีเมล

พญาเต่าเลือน (พญาเต่าเรือน) ดีทางเมตตามหานิยม โชคลาภ

         เมื่อพูดถึงเครื่องรางที่คนไทยเรารู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย  ซึ่งมีหลายประเภท  บางอย่างก็มีมานานแล้วแต่บางอย่างก็เพิ่งจะเกิดขึ้นตามสถานที่ต่าง ๆ จะสังเกตได้ว่าเมื่อมีสิ่งแปลกประหลาดผิดจากธรรมชาติปรากฎขึ้นที่ใด จะมีผู้คนหลั่งไหลไปกราบไว้บูขาขอโชคขอลาภกันอย่างงมงาย  ไม่ว่าสถานที่นั้นจะใกล้หรือไกลแค่ไหนก็จะดั้นด้น ไปจนถึงไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นต้นไม้หรือก้อนหินกระทั่งสัตว์  คนเราก็กราบไหว้เพราะอะไรหรือ  ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่พึ่งอันสุดท้าย
 
         เครื่องรางของขลัง  ที่เรียกกันว่า  “พญาเต่าเลือน”  แห่งโชคลาภ  ดังนั้นคนไทยจึงนิยมนับถือสัตว์หลายชนิด ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์สมัยเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์เสวยชาติต่าง ๆ เช่น  ช้าง  (พญาฉัททันต์)  นกคุ่ม (ลูกนกคุ่ม) นกยูง  (พญานกยูงทอง)  เต่าหรือพญาเต่าเลือนอันกลายมาเป็นเครื่องรางชนิดหนึ่งของคนไทย  แม้กระทั่งคนจีนก็ยังถือว่าเต่าเป็นสัตว์นำโชคลาภและสัตว์ที่มีอายุยืนยาวจะไม่นิยมกินเป็นอาหารเพราะถือว่าเป็นการบั่นทอนอายุของตนเอง  เต่านี่เแหละครับยังถูกนำมาเป็นหมอดู เรียกกันว่า “หมอดูเต่าทอง” 
 
         แต่สำหรับคนไทยนั้นเชื่อกันว่าเต่าเลือน  คือ  พระโพธิสัตว์ผู้ช่วยมนุษย์ให้รอดจากอันตราย  ซึ่งมีปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎกตอนหนึ่งว่า  “ครั้งนั้นสมเด็จพระทศพลเสวยพระชาติเป็นพญาเต่า  มีร่ายกายอันใหญ่โตกินแต่ใบไม้และพลาหารต่าง ๆ บนยอดเขาบนเกาะร้างกลางทะเลและร่างกายของพระองค์ใหญ่เท่ากับเรือนหลังใหญ่ ๆ เรียกกันว่า เต่าเรือน  ท่านเสวยสุขอยู่จนกระทั่งวันหนึ่งมีสำเภาของพ่อค้ามาอับปางลงที่หน้าเกาะ  ส่วนลูกเรือและพ่อค้ารอดชีวิต จากความตายในทะเลได้แต่ก็ต้องมาผจญกับความอดยาก  เพราะบนเกาะไม่มีอาหารการกินแม้แต่สัตว์ใด ๆ ก็ไม่มียกเว้นพญาเต่าเรือน  จึงได้แต่นอนรอคอยความตาย  บ้างก็ร่ำ ๆ จะเข้ากินกันเป็นอาหาร
 
         ดังนั้นพระโพธิสัตว์เจ้าเห็นพ่อค้าและลูกเรือทั้งหลายจะพากันมาอดตายกันหมดก็เกิดความสลดใจและเห็นว่าตัวเราก็มีเนื้อมาก  อีกทั้งอายุก็มากแล้วหากต้องตายไปตามอายุร่างกายก็จะเน่าเปื่อยหาประโยชน์ไม่ได้  ซึ่งชีวิตนั้นก็เกิดแก่เจ็บตายก็เลยอธิฐานเอาร่างกายตนเป็นทานจึงคลานมาที่หน้าผาแล้วทิ้งตัวลงไปทำให้กระดองกระแทกกับแง่หินแตกกระจาย  เนื้อก็ไหลออกมากองอยู่ที่พื้นเบื้องล่าง  และทำให้พ่อค้ากับลูกเรือทั้งหลายได้อาศัยเนื้อเต่ากินเป็นอาหาร จึงรอดตาย  จนกระทั่งมีเรือผ่านมารับไปและจากการกระทำของพระโพธิสัตว์ในการอุทิศร่างโดยการเลื่อนลงมาจากหน้าผานั้นเลยเรียกกันว่า  “พญาเต่าเลือน

        คำว่า  “เต่าเรือน”  จึงเป็นนามของพระโพธิสัตวืที่มีรูปร่างใหญ่และคำว่า  “เต่าเลื่อน”  จึงเป็นนามของพระโพธิสัตว์ขณะเลื่อนตัวเองลงมาจนกระดองแตกถึงแก่ความตายเพื่อเอาเนื้อเป็นทาน  มิใช่เต่าเลือนที่เลอะเลือนจนมองไม่เห็นชัดเหมือนกับที่เขามั่วกันส่งเดชอยู่ในเวลานี้ ส่วนเต่าเลือนนั้นเป็นชื่อยันต์ที่ผูกขึ้นเป็นรูปเต่าเพื่อใช้ในการทำการสู้คดีความที่เป็นอยู่ให้หายไป  มิใช่นามของพระโพธิสัตว์ก็หาไม่ และการทำยันต์เต่าเลือนนั้น  เขาจะใช้การลบผงยันต์เต่าเรือนโดยซักยันต์คำว่า  “นาสังสิโม”  อันเป็นหัวใจเต่าเรือนแล้วลบเอาผงมาใช้ในการปั้นรูปเต่าแล้วเอาชื่อของคู่คดีที่มาให้ทำเขียนใส่กระดาษมายัดเข้าไปในอกเต่าแล้วปิดทับให้สนิท  เมื่อปลุกเสกแล้วเอาไปฝังดินเอาอิฐทับ  และกล่าวกันว่าคดีความนั้นฝ่ายโจทย์จะให้การขัดแย้งกันเอง จนเลอะเลือนจับต้นชนปลายไม่ถูกกับแพ้คดีไปในที่สุด  การทำต้องทำให้กับผู้ที่ไม่มีความผิดแต่กลับถูกใส่ร้ายป้ายความผิดเท่านั้น  หากทำให้กับฝ่ายผู้ผิดเป็นการละเมิดครูผู้ที่ทำจะวิบัติต่าง ๆ จึงไม่ค่อยมีใครกล้ากระทำให้ผู้ผิดยกเว้นจำพวกที่เป็นแก่ได้หรือมีความโลภซึ่งผลจากการกระทำก็ลงเอยด้วยคือ  ความพินาศนั่นเอง
 
         สำหรับพระเกจิอาจารย์ทั่วไปนั้นท่านได้ผูกยันต์เต่าเรือนไว้เพื่อเป็นเครื่องรางสำหรับป้องกันตัวให้แคล้วคลาดจากภัยอันตราย  โดยผูกเป็นยันต์รูปเต่ามีหัวมีหางบรรจะอักขระจากหัวว่า  “นา”  แล้วมาทางไหล่ว่า  “สัง”  และมาตรงปลายกระดองหลังว่า  “สิ”  ส่วนหางเรียกว่า  “โม”  รวมเป็นสี่คำ  บางท่านก็ผูกยันต์เป็นกระดองด้วยลวดลายเป็นตาตารางแล้วบรรจุลงด้วยหัวใจเต่าเรือนที่คำสลับไปมาเรียกว่า  เดินหน้าถอยหลังแล้วปลุกเสกกำกับเอาติดตัวไปไหนมาไหนไม่ต้องกลัวอันตราย  จะทำการค้าขายก็ใช้ได้ผลดี
 
         ของดีตามธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งให้กับท่านผู้อ่านนั่นก็คือ  “เต่าคงกระพัน”  หรือเต่าตายซาก  (ไม่ใช่เต่าที่เอาไปฆ่าแล้วฝังเหลือแต่ซากนะครับ  อันนั้นมันบาปกรรมนะจะบอกให้)  ผมขอเข้าเรื่องต่อนะ  อันเต่านี้เวลาจะตายแล้วเนื้อหนังของมันไม่เน่ากลับจะแห้งกรอบคงรูป  มันจะไปตายซุกตายซ่อนอยู่ในป่าหรือตามโพรงไม้  หากท่านผู้อ่านไปพบเห็นเข้าที่ไหน  จงเอาไปเก็บไว้ที่บ้าน  แต่ก่อนจะเอาไปไว้ให้พลีเสียก่อน  การพลีก็ไม่มีอะไรมาก  เพียงเด็ดดอกไม้อะไรก็ได้ที่อยู่แถวนั้น  (อย่าเอาดอกไม้ที่ไม่พึงประสงค์ล่ะ)  เอามาบูชาเต่าแล้วก็พูดเองเออเองว่า  “พ่อเต่าทอง  แม่เต่าเงิน  ขออัญเชิญไปกับตัวข้า  มามะแม่มามามะพ่อมา  มาอยู่กับข้าเถอะเอย”  แล้วก็เออเองว่า  “จ๊ะ!  ฉันจะไปอยู่ด้วย  จะทำให้รวยดังใจ”
 
         หลังจากที่ได้เต่ามาแล้วก็เอามาเช็ดล้างให้สะอาด  เอาของหอมประพรมแล้วก็เอาไปให้พระเกจิอาจารย์ที่ท่าน พอมีความรู้ทางด้านคาถาอาคมให้ท่านลงอักขระหัวใจเต่าเลือนว่า  “นาสังสิโม”  ที่อกเต่า  แล้วปลุกเสกกำกับและพรมน้ำมนต์แล้วเจิมให้  เมื่อเสร็จพิธีจึงนำกลับมาเข้าที่บูชา  แล้วก็ให้หาภาชนะปากกว้างไม่ต้องลึกมาก  เอาน้ำเติมลงไป  แล้วเอาเสาหินจำลองหรือเสาที่เป็นแก้วหรือวัสดุใดก็ได้มาวางไว้ตรงกลางให้พ้นผิวน้ำแล้วค่อย ๆ บรรจงเอาเต่ามาวางไว้ข้างบนวัสดุให้มั่นคงและหมั่นบูชาด้วยดอกมะลิลอยลงไปในน้ำแล้วอย่าปล่อยให้น้ำเหม็นสกปรก  เมื่อน้ำพร่องก็หมั่นเติมอย่าให้แห้งเหือดไปได้ถือกันว่า  ถ้าน้ำแห้งลาภก็จะแห้งตามไปด้วยแหละครับ  เท่าที่ได้เคยสอบถามผู้ที่บูชา
เต่าอย่างถูกวิธีมักจะมีผลในด้านโชคลาภ และเป็นศิริมงคลแทบจะทุกราย
 
         มาถึงเครื่องรางของขลังที่เป็นรูปเต่ากันบ้าง  โดยมากพระเกจิอาจารย์ท่านจะสร้างเครื่องรางเป็นรูปเต่า  แต่เดิมมาใช้ไม้ชัยพฤกษมาแกะเป็นรูปเต่า  แล้วลงอักขระที่ท้องลงรักปิดทองเรียกว่า  “เต่าทอง”  บ้างก็ทำด้วยเนื้อผงคลุกรัก  บ้างก็ใช้ตะกั่วหรืองาแกะหรือสัมฤทธิ์หล่อหลอมแล้วเทลงไปแบบแม่พิมพ์เป็นรูปเต่าต่าง ๆ แล้วแต่จะสรรค์สร้าง
มาเอง  ทว่าต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นการปั๊มด้วยแผ่นทองแดง,  นวโลหะเป็นเหรียญเต่าก็ใช้ได้ดุจเดียวกัน
 
         แต่ที่นครนายกนั้นมาแปลกกว่าที่อื่น ๆ กล่าวคือหลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย  จังหวัดนครนายก  ท่านสร้างเต่าของท่านด้วยหินโดยใช้ให้ช่างแกะเป็นรูปเต่าอย่างสวยงามมีหลายขนาด  มีที่บรรจุสำหรับวางเต่าและมีน้ำล้อมรอบอย่างดี  และของขลังดีไม่น้อยขนาดเล็กสามารถพกติดตัวก็มี  สำหรับเต่าสำนักนี้หลวงพ่อท่านสำเร็จวิชาในด้านนี้มา
จากเขมรโน่น  ขอผ่านมาถึงหลวงปู่ศุข  วัดปากคลองมะขามเต่า  ท่านก็เคยสร้างเต่าถวายสมเด็จเตี่ย  (พลเรือเอก  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์)  และยังมีอีกหลายสำนักที่สร้างเต่าในรูปแบบแตกต่างกันออกไป
 
         ถ้าพูดถึงในยุคปัจจุบันก็มีวัดสนามแย้เรียกว่า  “เหรียญเต่า”  หรือ  “เหรียญเต่าหลวงปู่เลี้ยง”  วัดบ้านหมี่และหลวงพ่อยิด  วัดหนองจอก  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  เรียกว่า  “พญาเต่าเลือน”  เป็นต้น
 
         เต่าเรือนหรือเต่าเลือนนั้นเป็นของขลังอีกอย่างหนึ่งที่ใช้ได้ครบทุกทางสมควรแก่การสะสม  หากท่านผู้อ่านไปเห็นแต่โลหะอื่น เช่น เหรียญเต่า  เต่าผล  เต่าหิน  เต่าตายซาก  หรือแม้แต่เต่าหับก็จงบูชาเถิดครับ  ซึ่งถือว่าเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง  และตามะรรมเนียมขอมอบคาถาพญาเต่าเรือนหรือเต่าเลื่อนให้ไว้กราบไว้บูชา  เพราะใช้ทางเมตตา  ทางแคล้วคลาดและค้าขายได้ดี
 
         วิธีอาราธนาให้พร้อมคาถาภาวนาหนุนพญาเต่าเรือนทุกชนิด  โดยการตั้งนะโมสามจบและสวดบูชาระลึกถึง พระพุทธคุณ  พระธรรม  พระสงฆ์  บิดามารดา  ครูบาอาจารย์  และเจ้าของพญาเต่าเรือนขอบารมีมาช่วยอำนวยพรให้ แคล้วคลาดจากอันตรายจากนั้นมีภาวนาว่า

“นาสังสิโม  สิโมนาสัง  โมนาสังสิ  สังสิโมนา”
 
         เมื่อจะเข้าหาเจ้านายหรือจะให้มีเมตตาลืมความโกรธไปชั่วขณะ  ก็ให้อารธนาพญาเต่าเรือน ที่ติดตัวแล้วภาวนาในใจทุกขณะจิต  เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ที่จะติดต่อด้วยให้เพียงหัวใจกลับหน้ากลับหลังว่าดังนี้

“นาสังสิโม  สิโมนาสัง  ภะคะวาจิตตัง  นาสังสิโม”

 
 

Main Menu

VirtueMart Login