พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง ความรู้เกี่ยวกับพระกรุ พระนางกรุวัดหัวเมือง จังหวัดนครสวรรค์
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


พระนางกรุวัดหัวเมือง จังหวัดนครสวรรค์ PDF พิมพ์ อีเมล

พระนางกรุวัดหัวเมือง จังหวัดนครสวรรค์

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันถึงพระกรุพระเก่ากันบ้าง ซึ่งช่วงเวลานี้ไม่ค่อยได้มีใครพูดถึงพระกรุพระเก่ากันนัก ความจริงพระกรุนั้นเป็นพระที่มีอายุการสร้างมาช้านาน ถ้าเราศึกษาประวัติและสถานที่ที่พบกรุพระ ศึกษาเนื้อหาความเก่า ก็จะสนุกและน่าสนใจมาก และในวันนี้ผมจะพูดถึงพระกรุกรุหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ บางท่านอาจจะสงสัยมีด้วยหรือพระกรุที่นครสวรรค์ ซึ่งความจริงแล้วนครสวรรค์ก็เป็นเมืองเก่ามีมาแต่โบราณ ครับพระกรุที่ผมจะพูดถึงก็คือ พระนางกรุวัดหัวเมืองครับ

นครสวรรค์ก่อนที่จะมีชื่อนี้ก็มีประวัติความเป็นมาแต่ก่อนเก่า กล่าวคือ เมืองนี้มีมาตั้งแต่สมัยทวารวดีและเป็นเมืองสืบต่อมาโดยตลอด เมืองนี้เดิมมีชื่อเรียกอยู่หลายชื่อเช่น เมืองพระบาง และยังคงหลงเหลือซากเมืองเก่าหลงเหลืออยู่ ที่ดอนชายเขาฤๅษีลงมาจดวัดหัวเมือง มุมเมืองตั้งอยู่ตรงวัดแห่งนี้ ยังพอมีแนวเนินดินกำแพงเมืองพอดูเป็นเค้าๆ พอเห็นได้ จากหลักศิลาจารึกพบที่วัดเขากบ (หลักที่ 11) กล่าวถึง พระยาธรรมมิกราช (พระเจ้าลิไท กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง) ได้ไปจำลองรอยพระพุทธบาทมาจากทวีปลังกาที่สร้างประดิษฐานไว้ที่เขาปากพระบาง อีกหลักหนึ่งบนยอดเขากบนั้น มีใจความกล่าวถึงการสร้างวัดเขากบ เจดีย์ วิหาร เพื่อเป็นพุทธบูชาไว้กลางเวียง อุทิศส่วนกุศลให้แก่พระยาราม ผู้เป็นน้อง จากข้อความในศิลาจารึกเหล่านี้ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า เมืองพระบางเป็นเมืองที่สร้างโดยกษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วง



 

นอกจากนี้เมืองนครสวรรค์ยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อเช่น เมืองปากนํ้าโผล่ ด้วยเหตุที่ว่าเป็นจุดที่แม่นํ้าปิง วัง ยม น่าน ไหลมารวมกัน ณ จุดนี้ และเป็นที่ตั้งของเมืองเมืองนี้ ต่อมาเรียกกันเพี้ยนไปอีกว่า เมืองปากน้ำโพ และอีกชื่อหนึ่งเมืองเมืองนี้ ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เวลาเช้าพระอาทิตย์จะส่องชอนเข้าไปในเมืองอย่างเต็มที่ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ เมืองชอนตะวัน และต่อมาเพื่อที่จะตั้งชื่อเมืองให้เป็นสิริมงคล จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น“นครสวรรค์”


ครับทีนี้เรามาพูดถึงพระเครื่องที่พูดเกริ่นไว้ คือพระนางกรุวัดหัวเมือง มูลเหตุการพบพระเครื่องกรุนี้คือ เมื่อประมาณปีพ.ศ.2500 ทางจังหวัดได้ขยายถนนและขุดลอกวางท่อประปาบริเวณวัดหัวเมือง ในการนี้เองได้ขุดพบกรุพระ พบอยู่ 2 พิมพ์คือ พิมพ์หนึ่งเรียกว่า นางกรุวัดหัวเมืองตามสถานที่ขุดพบ อีกพิมพ์หนึ่งเรียกว่า พิมพ์ซุ้มเรือนแก้ว ตามรูปลักษณ์ขององค์พระ พระนางกรุวัดหัวเมือง เป็นพระปางประทับนั่งมารวิชัย ทรงสามเหลี่ยม จึงเรียกพระนางตามที่นิยมเรียกกัน เนื้อของพระที่พบเป็นเนื้อชินตะกั่ว สนิมแดงทั้ง 2 พิมพ์ ลักษณะเป็นสนิมไขขาวปกคลุมอยู่อีกชั้นหนึ่ง ในทางโบราณคดี พระกรุวัดหัวเมืองนี้สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นพระสมัยสุโขทัยยุคปลายจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น สืบเนื่องจากหลักศิลาจารึกและรูปแบบศิลปะ


พระกรุวัดหัวเมืองเป็นพระกรุที่น่าสนใจทั้งทางด้านโบราณคดีและเป็นพระเก่าแก่ เนื้อหาสนิมแดงก็สวยซึ้ง แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยได้พบเห็นกันนัก สนน ราคาก็ยังไม่สูงมากนักครับ และในวันนี้ผมได้นำรูปพระนางกรุวัดหัวเมืองมาให้ชมกันครับ

ชมรมพระเครื่อง
แทน ท่าพระจันทร์

 

 
 

Main Menu

VirtueMart Login