พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระพุทธศาสนา พระพุทธฉายเงาแห่งพระพุทธองค์ ตำนานพระพุทธฉาย-รอยพระฉาย
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


พระพุทธฉายเงาแห่งพระพุทธองค์ ตำนานพระพุทธฉาย-รอยพระฉาย PDF พิมพ์ อีเมล

พระพุทธฉายเงาแห่งพระพุทธองค์ ตำนานพระพุทธฉาย-รอยพระฉาย

ย้อนไปในอดีตหลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าสู่ปรินิพพาน นอก จากพระบรมสารีริกธาตุที่พุทธศาสนิกชนนำมาเคารพกราบไหว้บูชาแล้ว ก็ได้สรรหาสัญ ลักษณ์ต่างๆ มาแทนองค์ เพื่อระลึกนึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อีกด้วย อาทิ ปางมหาภิเนษกรมณ์ ทำเป็นรูปม้าผูกเครื่องไม่มีคนขี่ ปางประทานปฐมเทศนา ทำเป็นรูปธรรมจักรมีกวางหมอบ อันหมายความว่า ทรงแสดงพระธรรมจักรในมฤคทายวัน เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีการสร้างรูปสมมติคล้ายมนุษย์

จนกระทั่งหลังพุทธศตวรรษที่ 6 จึงเริ่มมีการสร้างรูปสมมติขึ้นโดยฝีมือช่างแคว้นคันธารราฐและช่างเมืองมธุรา เรียกกันว่า "พระพุทธรูป" นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า พระ พุทธรูปองค์แรกเกิดในรัชกาลพระเจ้ากนิษกะ แห่งราชวงศ์กุษาณะ (พ.ศ.662-706) เป็นฝีมือช่างกรีกโรมัน ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเอเชียตะวันตก และด้วยเหตุที่การสร้างพระพุทธรูปได้ล่วงเลยเวลาที่พระพุทธองค์ปรินิพพานมานาน ทำให้การสร้างยึดตามแบบคัมภีร์ อันจะน้อมนำไปสู่คำสั่งสอนของพระพุทธองค์มากกว่าที่จะสร้างให้เหมือนจริง


ต่อมามีผู้นิยมสร้างพระพุทธรูปกันอย่างแพร่หลาย และคิดทำเป็นพระพุทธรูปปางต่างๆ หลายปาง ตามเรื่องราวและอิริยาบถต่างๆ ในพุทธประวัติ

นอกจากนี้ ยังมีสัญลักษณ์ที่เป็นเครื่องสื่อความหมายแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เสมือนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดองค์ท่านด้วยพระองค์เคยเสด็จมา ณ สถานที่แห่งนั้น นั่นก็คือ "รอยพระพุทธบาท" ในประเทศไทยเรามีปรากฏอยู่หลายแห่งด้วยกัน เนื่องด้วยเป็นดินแดนแห่งพุทธศาสนามาแต่ครั้งอดีตกาล ซึ่งเราได้ฟังได้อ่านกันอยู่เกี่ยวกับพุทธประวัติก็คือ ดินแดนชมพูทวีป คือ อินเดียและดินแดนสุวรรณภูมิก็คือประเทศไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกก็ว่าได้ เพราะไม่มีหลักฐานการพบเห็นเลยในที่อื่นๆ ที่เป็นดินแดนแห่งพุทธศาสนา นั่นคือ "พระพุทธฉาย" ซึ่งปรากฏอยู่ที่ วัดพระพุทธฉาย อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี

พระพุทธฉาย หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "พระฉาย" นั้น คือเงาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลักษณะเป็นเส้นเงาสีแดงเข้ม ปรากฏอยู่บนหน้าผาหินปูน สูงประมาณ 5 เมตร มีพุทธลักษณะเป็นรูปพระพุทธเจ้ายืนอุ้มบาตร ในอดีตที่เล่าสืบต่อกันมา "รอยพระฉาย" นี้ ปรากฏให้เห็นชัดเจนมาก แต่ด้วยกาลเวลาที่ยาวนานถูกแดด ถูกลม ถูกฝน ฯลฯ ปัจจุบันจึงเลือนรางลงไปมาก ถ้าจะกล่าวในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า ภาพที่เห็นนั้นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติก็พอจะมีเหตุผลเกื้อกันได้ แต่ถ้ามองในแง่ของพระพุทธปาฏิหาริย์แล้ว "รอยพระฉาย" นับเป็นประโยชน์ที่จะโน้มนำให้ผู้คนสนใจพุทธศาสนายิ่งขึ้น เพื่อจะสืบทอดพุทธศาสนาให้คงอยู่และเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของการงมงายและไม่เชื่อในหลักของวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด


พระพุทธฉาย ค้นพบครั้งแรกในสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี รัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม ราวปี พ.ศ.2163-2171 ซึ่งในครั้งนั้นพระองค์ทรงโปรดฯ ให้ค้นหารอยพระพุทธบาท จึงได้ ค้นพบรอยพระฉายด้วย มีตำนานมากมายกล่าวถึงความเป็นมาของรอยพระพุทธฉาย ไม่ว่าจะเป็นคำให้การของชาวกรุงเก่า หรือ ตำนานพระพุทธฉาย ฉบับกรมศิลปากร ฯลฯ แต่เนื้อความก็เป็นแนวที่ใกล้เคียงกัน กล่าวคือ

เมื่อสมัยพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารบุพพาราม ในนครสาวัตถี ได้ประทานอุปสมบท (บวช) พระบิณ โฑละให้เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา แล้วทรงมอบหมายให้พระโมคคัลลานะพาไปปฏิบัติสมณธรรมจนกว่าจะสำเร็จมรรคผล พระโมคคัลลานะได้นำพระบิณโฑละไปปฏิบัติสมณธรรมในดินแดนชมพูทวีป (อินเดีย) หลายต่อหลายแห่ง พระบิณโฑละก็ไม่สามารถบรรลุมรรคผลตามประสงค์ ในที่สุดจึงพามาที่ปัจจันตชนบทโดยกำหนดเอาประเทศสุวรรณภูมิ (ประเทศไทย) ณ ภูเขาฆาฏกะ อันเป็นที่อาศัยของนายพรานฆาฏกะและบริวาร จึงได้สำเร็จมรรคผลเป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา

ระหว่างที่ปฏิบัติสมณธรรมอยู่ ณ สถานที่นั้น พระโมคคัลลานะได้ทราบถึงพฤติกรรม ของนายพรานฆาฏกะกับบริวาร ว่าเป็นผู้มีสันดานหยาบช้า โหดร้าย ทารุณ มีอาชีพทางล่าสัตว์ พระโมคคัลลานะได้แสดงปาฏิหาริย์หลายๆ ประการเพื่อจะทำให้นายพรานฆาฏกะเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา แต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อกลับไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็กราบทูลเรื่องราว ให้ทรงทราบ พระองค์จึงเสด็จมาโปรดที่ภูเขาฆาฏกะ และได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์หลายอย่างหลายประการ เพื่อให้นายพรานฆาฏกะละทิฐิมานะสันดานหยาบช้า หันมาสนใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

จนในที่สุดนายพรานฆาฏกะเกิดความศรัทธาและทูลขออุปสมบท พระบรมศาสดาได้ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา (บวชให้ด้วยพระองค์เอง) แล้วตรัสสั่งสอนให้ปฏิบัติสมณธรรมจนสำเร็จพระอรหันต์เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา

เมื่อพระบรมศาสดาจะเสด็จกลับยังพระวิหารบุพพาราม ภิกษุฆาฏกะทูลขอติดตามไปด้วย พระองค์ทรงห้ามไว้ และขอให้อยู่เพื่อช่วยประกาศพระศาสนาต่อ พระฆาฏกะจึงทูลขอสิ่งแทนองค์ที่จะใช้เคารพสักการะ พระองค์ ได้ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้เงาของพระองค์ติดอยู่ ณ เงื้อมภูเขาแห่งนี้ และประทับรอยพระพุทธบาทไว้อีกด้วย ซึ่งจะได้เป็นที่สักการะเคารพกราบไหว้ของพระฆาฏกะและบริวาร ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั่วไป ตราบเท่า ทุกวันนี้

จากตำนานเล่าขานนี้ เป็นคติที่พยายามแสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ และได้ฝากสัญลักษณ์แทนองค์เพื่อการกราบไหว้บูชาที่ไม่เหมือนสถานที่ใดในโลก นั่นคือ "เงาของพระองค์" ครับผม

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์