พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง ความรู้เกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง พลังลึกลับแห่งจักรวาล จุดกำเนิดแห่งความเชื่อเรื่องเครื่องราง
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


พลังลึกลับแห่งจักรวาล จุดกำเนิดแห่งความเชื่อเรื่องเครื่องราง PDF พิมพ์ อีเมล

พลังลึกลับแห่งจักรวาล จุดกำเนิดแห่งความเชื่อเรื่องเครื่องราง

นับตั้งแต่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก มนุษย์ก็ได้นำเอาบางอย่างติดตัวมาด้วย นั่นก็คือ “ความกลัว-ความหวัง-ความเชื่อ”มนุษย์ทั่วทุกมุมโลกต่างก็เกรงกลัวภัยธรรมชาติและพลังลึกลับของธรรมชาติ

โดยเฉพาะพลังอำนาจอันเร้นลับที่แฝงตัวอยู่ในความมืดมิดแห่งรัตติกาลบนฟากฟ้า วันแล้ววันเล่าที่มนุษย์ในยุคโบราณได้เพียรพยายามเฝ้ามองดูและสังเกตความเป็นไปต่างๆ

จนกระทั่งมนุษย์เริ่มมั่นใจว่ามีพลังอำนาจบางอย่างที่แฝงอยู่เบื้องบนท้องฟ้า ท่ามกลางหมู่ดวงดาวที่เฝ้ามองมวลมนุษย์อยู่ตลอดเวลา และพลังอำนาจเร้นลับนี่เองที่มนุษย์ทั่วโลกในยุคโบราณเรียกว่า “ผีฟ้าหรือเทวดาที่มีพลังอำนาจให้คุณให้โทษกับมนุษย์ได้” และเมื่อมนุษย์แน่ใจแล้วว่าตนเองมิได้อยู่โดดเดี่ยวตามลำพังยังมีสิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็นคอยแวดล้อมอยู่รอบๆกายและพร้อมที่จะทำให้เกิดคุณและโทษกับตัวเอง

ดังนั้นมนุษย์จึงเริ่มมองหาบางอย่ามาไว้ข้างกายเพื่อความอบอุ่นใจในยามมีภัยและเป็นกำลังใจในยามที่อ่อนไหว ซึ่งสิ่งต่างๆที่มนุษย์หามานั้นก็ได้มาจากธรรมชาตินั่นเองและก็เรียกกันติดปากว่า “เครื่องราง”

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจก็ตรงที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาต่างก็รู้จักเครื่องราง และมีเครื่องรางของตนเองที่เชื่อว่าสามารถขจัดปัดเป่าสิ่งเลวร้ายให้ออกไปจากชีวิตของตนเองได้อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมเกื้อหนุนให้เกิดเสน่ห์เป็นที่รักใคร่ของผู้คนที่ได้พบเห็นพูดคุยด้วย ชาวอียิปต์โบราณใช้อัญมณีบางชนิดเป็นเครื่องรางมหาเสน่ห์และสื่อสารกับโลกวิญญาณ ส่วนชาวยิปซีเชื่อว่าหากหนุ่มใดก็ตามที่พกพา หินอะมีธีสต์(amethyst)สีม่วง ติดตัวเอาไว้ก็จะเป็นเสน่ห์และเป็นที่ชื่นชมรักใคร่ของบรรดาสาวๆทั้งหลายให้ติดใจหลงในเสน่ห์ของชายผู้นั้น ชาวจีนก็นิยมใช้เครื่องส่งเสริมเสน่ห์ ไม่เว้นแม้กระทั่งคนป่าหรืออินเดียนแดงต่างก็เชื่อมั่นว่าเครื่องรางที่ตันเองพกพาหรือนำมาประดับร่างกายนั้นมีอานุภาพส่งเสริมให้เกิดความเป็นสง่าราศีและมีเสน่ห์ต่อผู้พบเห็น

ความเชื่อมั่นในเรื่องอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องรางมหาเสน่ห์นี้แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก และยังคงเป็นสิ่งที่อยู่เคียงข้างกายมนุษย์ตลอดเวลาจนถึงปัจจุบันแม้กาลเวลาจะผ่านเลยมานับพันปี และในส่วนของผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิก็มิได้น้อยหน้าไปกว่าชนชาติอื่นเลย แถมยังมีความเชื่อที่ลึกซึ้งและหยั่งรากลึกและฝังแน่นในจิตวิญญาณมากกว่าชาติอื่นใดในโลกเสียอีก

ดังจะเห็นได้ว่าวิถีชีวิตของผู้คนแถบนี้ไม่ว่าจะเป็นชาวมาเลเซีย พม่า ไทย ลาว เขมร และญวน ต่างก็ให้ความเชื่อถือในเรื่องเครื่องรางของขลังกันทั้งนั้น โดยเฉพาะเครื่องรางมหาเสน่ห์ซึ่งเป็นความเชื่อในเรื่องลึกลับและพลังเหนือธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมานมนานนับตั้งแต่ยุคโบราณ ซึ่งผูกพันกับวิถีชีวิตของมนุษย์มานานแสนนานสืบต่อกันมาจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบันที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุอย่างสูงสุด

แต่ความเชื่อในเรื่องพลังธรรมชาติอันเร้นลับก็ยังคงดำรงอยู่ภายในจิตใจส่วนลึกของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม โดยเฉพาะความเชื่อในเรื่องโชคลางที่นับวันยิ่งกลายเป็นเรื่องที่มนุษย์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆของวิถีชีวิต

ซึ่งจะสังเกตได้ง่ายๆ จากการประกอบพิธีกรรมต่างๆที่มีอยู่มากมายให้เห็นกันแทบทุกวี่วัน ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์จากวัดดังๆ ซึ่งเชื่อว่าขจัดปัดเป่าลางร้ายให้กลายเป็นลางดีได้ และเสริมโชคชะตาให้เกิดความเป็นสิริมงคลต่างๆ นานา หรือการไปไหว้พระราหูซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเทพอสูรที่มีคุณสมบัติพิเศษในการสร้างปัญหาให้กับดวงชะตามนุษย์และนำโชคดีมาให้พร้อมๆกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าใครเชื่อหรือไม่ และเมื่อเชื่อแล้วทำอย่างไรจึงจะไหว้พระราหูให้ถูกต้องตามตำรับพิธีกรรมที่มีมาแต่ครั้งโบราณ

ซึ่งคนโบราณเชื่อว่าหากใครมีอายุเข้าเกณฑ์ของเบญจเพสก็นับว่าเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงของการเกิดปัญหาต่างๆนานา ซึ่งบางรายอาจจะต้องคดีความหรือสุญเสียชีวิตก็ได้ ดังคำเปรียบเปรยของคนโบราณที่ว่า “พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก” นั่นเอง ซึ่งจะต้องมีการสะเดาะเคราะห์กันยกใหญ่ ดังนั้นพระราหูซึ่งเป็นเทพอสูรและถูกจัดให้อยู่ในฝ่ายเทพที่ให้คุณให้โทษรุนแรง

จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยขจัดปัดเป่าเรื่องเลวร้ายของมนุษย์ให้หมดสิ้นไป ด้วยการทำพิธีกรรมแก้เคล็ดของมนุษย์ซึ่งจะต้องกระทำให้ถูกต้องตามตำราอย่างครบถ้วนจึงจะเห็นผลดีทุกประการ เป็นต้น คนโบราณนั้นท่านจะเก็บเอาวัตถุที่พบเห็นได้ตามธรรมชาติ เช่น คดหิน คดไม้ เขาสัตว์ เขี้ยวสัตว์ แม้กระทั่งไม้ที่ถูกฟ้าผ่ายืนต้นตายและอัญมณีหรือรัตนชาติบางชนิด เช่นโมรา เป็นต้น นำเอมาพกติดตัวเป็นเครื่องรางประจำกาย ด้วยความเชื่อมั่นว่าวัตถุสิ่งของเหล่านี้นั้นเป็นของที่มีดีอยู่ในตัวและสามารถป้องกันอันตรายต่างๆได้อย่างดี

รวมทั้งป้องกันภูตผีปีศาจซึ่งคนโบราณท่านเชื่อว่ามีอยู่จริงตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว นอกจากนี้ยังเชื่อกันกันว่าเครื่องรางที่พบเห็นได้จากธรรมชาตินั้นสามารถที่จะบันดาลโชคลาภให้กับผู้ที่พกพาติดตัวได้อีกด้วย และที่ขาดไม่ได้ก็คือ “การช่วยส่งเสริมในเรื่องความรักหรือเสน่ห์เมตตามหานิยม”ซึ่งเรื่องรักๆใคร่ๆนั้นมันเกิดมีมาตั้งแต่โบราณนานมาแล้ว มนุษย์ทุกคนต่างก็มุ่งหวังให้ตนเองมีเสน่ห์เป็นที่รักใคร่ของเพศตรงข้าม

ดังนั้นเครื่องรางที่ช่วยส่งเสริมความรักจึงเกิดมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลแล้ว โดยในระยะเริ่มแรกผู้คนก็มักจะแสวงหาเอาตามธรรมชาติป่าเขา เช่น เถาวัลย์ที่เรียกว่าเถาหลง ไม้กาฝากและว่านบางชนิด ที่เชื่อว่ามีอานุภาพในเรื่องเสน่ห์

ครั้นนานวันเข้าเมื่อมีการเดินทางเข้ามาของศาสตร์ลึกลับต่างๆ ที่พ่อค้าต่างถิ่นนำเข้ามาด้วย หรือคณะเดินทางจากต่างเมืองที่มีนักบวชหรือพราหมณ์ร่วมเดินทางเข้ามากับกองคาราวานนั้น ก็ได้นำเอาวิชาความรู้ของตนเข้ามาเผยแผ่ด้วยเพื่อขยายวงศ์แห่งตนให้ลงหลักปักฐานในแผ่นดินใหม่ พร้อมๆกับการสอนหลักธรรมความเชื่อของฝ่ายตนในเรื่องเทพเจ้า หรือลัทธิที่ตนเองได้เรียนรู้ศึกษามาจนเกิดการขยายวงกว้างขึ้น กลายเป็นศาสตร์ที่สำคัญและถ่ายทอดบอกสอนกันสืบมาจนเติบใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาออกไปมากมายและกลายเป็นบ่อเกิดแห่ง“วิชาไสยศาสตร์อันลึกลับ”และได้ปลูกฝังถ่ายทอดสืบต่อกันมาในยุคปัจจุบันนี้

ซึ่งนับได้ว่าเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองของเครื่องรางของขลังอย่างสูงสุด เพราะว่าเป็นยุคที่ผู้คนต่างก็พยายามแสวงหาที่พึ่งทางใจหรือสิ่งยึดเหนี่ยวเป็นกำลังใจให้ต่อสู้กับโชคชะตาท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจที่กำลังทำท่าว่าจะร่วงลงเหวอย่างหน้าใจหายและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ผู้คนกำลังอยู่กับอาการฝันร้ายว่าจะตกงานหรือไม่ หญิงสาวชายหนุ่มกลัวว่าจะไม่ประสบความสำเร็จหน้าที่การงาน และสุดท้ายก็มาลงเอยกับเรื่องความรักที่เกรงว่าจะไม่สมหวังหากตนเองต้องตกงานหรือทำธุรกิจล้มเหลว

ดังนั้น “เครื่องรางมหาเสน่ห์จึงเป็นที่นิยมต้องการอย่างมากของหนุ่มสาวในยุคไฮเทค”ซึ่งสำนักเกจิอาจารย์ต่างๆทั้งที่เป็นพระภิกษุ หรือฆราวาสจอมอาคมในยุคปัจจุบัน ต่างก็สร้างเครื่องรางประเภทนี้ออกมาให้เช่าบูชากันอย่างล้นหลาม เรียกได้ว่ามีให้เลือกกันมากมาย และสรรพคุณของเครื่องรางมหาเสน่ห์ของแต่ละสำนักนั้นก็มีดีเฉพาะตัวอย่างที่เรียกได้ว่าสร้างประสบการณ์เลื่องลือกระฉ่อนไปถึงเมืองนอก

จึงไม่น่าแปลก ที่มิใช่เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่เล่นของหรือนิยมเช่าหาเครื่องรางมหาเสน่ห์กันไปใช้ติดตัวแม้กระทั่งชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน สิงคโปร์ หรือชาวมาเลเซียและแม้กระทั่งฝรั่งตาน้ำข้าวต่างก็เดินหาเครื่องรางมหาเสน่ห์กันอย่างสนุกสนานไม่เกี่ยงราคา แต่ขอให้ “คลังจริงเป็นพอ” ยุคนี้จึงเป็นยุคแห่งเครื่องรางของขลังสายมหาเสน่ห์อย่างแท้จริง

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราๆท่านๆจะเห็นโฆษณาซื้อขายหรือให้เช่าเครื่องรางประเภทแม่เป๋อ อิ่นคู่มหาเสน่ห์ คุณพ่อปลัดขิก สีผึ้งมหาเสน่ห์ น้ำมันพรายมหาเสน่ห์ งั่งเเละอื่นๆ อีกมากมายตามสื่อต่างๆ โดยเฉพาะในโลกไซเบอร์ และทำท่าจะกลายเป็นแฟชั่นสุดนิยมที่หลายๆ ท่านต่างก็แสวงหาเครื่องรางมหาเสน่ห์มาพกไว้บูชาเพื่อความสมหวังในกิจการงานและความรักที่สมหวัง

ซึ่งมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ต่างก็ไม่อาจหลีกหนีกฎธรรมชาติได้พ้น นั่นก็คือ “อารมณ์-ความรัก-ความรู้สึก-ความเป็นผู้ได้ครอบครองสิ่งที่ตนเองปรารถนาแต่ผู้เดียว” เครื่องรางมหาเสน่ห์จึงอยู่ยงคงกระพันสังคมไทยมานานนับพันปี เมื่อวิชาโหราศาสตร์และไสยศาสตร์เกิดขึ้นมาในโลกนี้แล้ว มนุษย์ก็ได้ประโยชนจากวิชาทั้งสองนี้ในการช่วยเหลือและแก้ไขลางร้ายส่งเสริมลางดีมาตลอดเป็นระยะเวลายาวนาน

จนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปอย่างกลมกลืน เช่น รู้สึกสังหรณ์ใจว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาในระยะเวลาอันใกล้ ก็จะเปิดดูตำราโหราศาสตร์เพื่อหาทางแก้ไข หรือไปหาพระสงฆ์องค์เจ้าและนักโหราศาสตร์ที่ตนเองให้ความเคารพเชื่อถือ หรือหากเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีก็จะทำการแก้ไข เช่น อาบน้ำมนต์ ปล่อยนกปล่อยปลา บริจาคเลือดเพื่อแก้เคล็ดหรือทำสังฆทาน ฯลฯ บางรายรู้สึกไม่ดีมากๆก็อาจเข้าไปร่วมพิธีกรรมสืบชะตาสะเดาะเคราะห์ หรือเข้าร่วมพิธีสวดภาณยักษ์ เป็นต้น ซึ่งเป็นพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ทั้งสิ้น
             
แม้กระทั่งเช่าหาพระเครื่องและเครื่องรางของขลังต่างๆที่ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์มีอานุภาพมาก ทั้งในทางป้องกันคุณไสยมนต์ดำหรือให้ผลทางแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง และมีอิทธิฤทธิ์ทางมหาเสน่ห์เสริมโชคชะตาและโชคลาภ มนุษย์ก็จะแห่กันไปเช่าหามาบูชาไว้ติดตัวไม่ว่าจะเป็นพระปิดตา ตะกรุด ปลัดคิก อิ่น กะลาตาเดียวแกะเป็นพระราหู เต่าเรือน สาลิกา สีผึ้งมหาเสน่ห์ ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นเครื่องรางที่ผ่านพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เพื่อโชคลางโดยตรง นอกจากนี้มนุษย์ยังเชื่อในเรื่องการกระทำต่างๆที่จะส่งผลให้เกิดโชคลางดี-ร้ายอีกด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อมั่นทางไสยศาสตร์ที่เคร่งครัดมากในเรื่องโชคลาง จนมีกฎระเบียบข้อห้ามต่างๆมากมายที่ห้ามผู้เรียนวิชาทางไสยศาสตร์กระทำ และความเชื่อโชคลางที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ก็ได้แผ่อิทธิพลเข้าไปในหมู่คนทั่วๆไป

 
 

Main Menu

VirtueMart Login