พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง ความรู้เกี่ยวกับพระเครื่อง มูลเหตุของการสะสมพระ
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


มูลเหตุของการสะสมพระ PDF พิมพ์ อีเมล

มูลเหตุของการสะสมพระ

เหตุที่ พระบูชาและพระพิมพ์หรือพระเครื่อง สืบทอดมาให้พบเห็นจนถึงปัจจุบันเกิดจากมูลเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ ความศรัทธาและการสะสม 
   
         1.  ความศรัทธา ก่อเกิดแรงจูงใจ  มีแรงดลบันดาลใจให้สร้างรูปปฏิมากรรมต่าง ๆ จนกลายมาเป็นโบราณสถาน  และโบราณวัตถุในปัจจุบันและศรัทธานั้นเกิดจาก  2  สาเหตุ  คือ  ความเคารพนับถือยกย่องเชิดชู  จึงต้องการสร้างวัตถุที่ทรงคุณค่ามาทำการสักการบูชาจนแสดงออกมาเป็นปฏิมากรรมต่าง ๆ รวมถึงความศรัทธาความเชื่อในกุศลผลบุญที่จะได้รับจากการได้สร้าง  ได้ดำรงไว้  และสืบทอดพระศาสนาในรูปแบบของการสร้างพระพุทธปฏิมาเก็บไว้ตามกรุต่าง ๆ ก็เป็นผลมาจากความศรัทธาในพระศาสนาทั้งสิ้น
   
         2.  การสะสม  เจตนารมณ์ที่สำคัญซึ่งบรรดานักสะสมพระพิมพ์หรือพระเครื่องที่เป็นชาวพุทธ  หรือนับถือศาสนาอื่น  สนใจสะสมพระพิมพ์หรือพระเครื่องไว้ในครอบครองแบ่งเป็น  4  ประเภท  ดังนี้คือ
   
               2.1  สะสมไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึง  “พระธรรม”  ของพระพุทธองค์อยู่ตลอดเวลาการที่มีความรู้สึกสัมผัสกับองค์พระพิมพ์เล็ก ๆ  จะเป็นด้วยการห้อยอยู่ที่คอ  หรืออยู่ในตลับ  ในกระเป๋าเสื้อ  หรือกลัดติดอยู่กับเสื้อก็ตาม  ขณะใดที่เกิดสัมผัส  ย่อมก่อเกิดสติในธรรม  หรืออาจจะพูดได้ว่าอยู่ใน  ศีล – สมาธิ – ปัญญา  ให้ประพฤติดีประพฤติชอบ  ถือว่าเป็นชาวพุทธที่แท้จริง  ที่จะรักษา  กาย  วาจา  ใจ  ตามหลักการของชาวพุทธทางฝ่ายหินยานโดยตรง   นับว่ามีประโยชน์มากสำหรับสภาพการณ์ปัจจุบันนี้  ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อาจหาเวลาและโอกาสจะเข้าวัดเข้าโบสถ์  ไปฟัง “ธรรม”  ด้วยตนเองได้เช่นสมัยก่อน จึงถือว่าผู้ที่บูชาและสะสมพระพิมพ์เหล่านี้  เป็นชาวพุทธตามแบบฝ่ายหินยาน

               2.2  สะสมไว้เพื่อเตือนให้ระลึกถึง  “พระเดช”  “พระคุณ”  ของพระพุทธเจ้าทางฝ่ายมหายาน  องค์ใดก็ตามที่ตนนับถือ  ตราบใดก็ตามที่ตนนับถือ  ตราบใดที่มีความรู้สึกสัมผัสองค์พระพิมพ์  จะเป็นด้วยห้อยอยู่ที่คอ  กลัดอยู่กับเสื้อ  หรืออยู่ในตลับในกระเป๋าเสื้อ  เช่นเดียวกับประเภทที่ 2.1  ก็ตาม  ความน้อมรำลึกถึง  “พระเดช”  “พระคุณ”  ของพระพุทธเจ้ามหายาน  ที่ตนเชื่อว่าจะช่วยให้เกิด  “พลังอำนาจ”  ของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ  ปรากฏเป็นอานุภาพต่าง ๆ ขึ้นได้  แล้วแต่ครูอาจารย์ผู้สร้างปลุกเสกพุทธานุภาพบรรจุลงในพระพิมพ์หรือพระเครื่องนั้น ๆ
   
        ในระยะแรกเริ่มของการสร้างพระพิมพ์นั้น  เริ่มสร้างโดยจำลองพระพุทธเจ้าฝ่ายมหายาน  มีการสร้างเป็นชุด ๆ ละ  5  พระองค์  ซึ่งประจำทิศสำคัญ ๆ ทั้ง 4 ทิศ  รวมทิศเบื้องบนหรือกลางอีกเป็น  5  พระองค์  คือ  พระไวโรจนะ  ประจำทิศเบื้องบนหรือกลาง  ซึ่งเป็นองค์ปฐมและองค์สำคัญที่สุด  เป็นองค์กำเนิดของพระพุทธเจ้ามหายานองค์อื่น ๆ และพระโพธิสัตว์ผู้รักษาพระศาสนาขององค์อื่น ๆ ด้วย  ทิศตะวันออก  คือ  พระอักโษภยะ  ทิศตะวันตก  คือ  พระอมิตาภะ  ทิศเหนือ  คือ  พระอโฆษสิทธิ  ทิศใต้  คือ  พระรัตนสัมภาวะ  ต่อมาจึงแยกออกเป็น  8  พระองค์  16  พระองค์  24  พระองค์  ฯลฯ  จนระยะหลัง ๆ นี้  ปรากฏว่า  มีพระพุทธเจ้ามหายาน  พร้อมด้วยพระโพธิสัตว์อีกจำนวนนับไม่ถ้วน
   
        เจตนาในการสะสมพระพิมพ์และมีไว้ประจำตัวของฝ่ายมหายานมีกำเนิดมานานแล้วโดยถือว่า  พระพุทธเจ้า  มหายานองศ์ที่ตนนับถือมาเป็นสื่อกลางให้ตนได้รับ  “พระเดช”  “พระคุณ”  เพื่อการไปสู่พุทธภูมิได้  สมัยแรกที่เกิดนิกายโพธิสัตว์ขึ้นอย่างจริงจังและแพร่หลายเมื่อประมาณ  พ.ศ. 600  จากการที่พระเจ้ากนิษกะ  กษัตริย์องค์สำคัญที่สุดแห่งแคว้นคันธาระ  ที่ได้ทรงอุปถัมภ์ทำสังคายนา  พระศาสนาครั้งที่  4  ขึ้นที่เมืองเปชวาร์  นิกายมหายานในสมัยนั้นเกิดขึ้นมาก  แต่ที่แพร่หลายและนับถือกันมากที่สุดมีเพียง  3  นิกาย  คือ  นิกายโพธิสัตว์  นิกายสุขาวดี  และนิกายตรีกาย  นับเป็นนิกายที่เด่นชัดที่สุดในสมัยนั้น

         ฝ่ายมหายานถือว่า  การบรรลุไปสู่  “พุทธภูมิ”  ซึ่งมีพระพุทธเจ้ามหายานองค์สำคัญเป็นประธานอยู่นั้น  จะช่วยได้ด้วยอำนาจของ  “พระเดช”  และ  “พระคุณ”  ที่จะดลบันดาลให้ผู้เลื่อมใสระลึกถึงธรรม  สามารถให้เกิด  “พลังอำนาจจิต”  ที่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นได้ยอม  อุทิศกายอุทิศใจช่วยปัดเป่าทุกข์บำรุงสุขต่อมนุษย์และสรรพสัตว์  เป็นพระโพธิสัตว์ในโลกปัจจุบันได้  ลำพัง  “พลังอำนาจจิต”  ของตนเองย่อมไม่กล้าแข็งพอจึงต้องพึ่งอำนาจภายนอกคืออำนาจ  “พระเดช”  “พระคุณ”  ของพระพุทธเจ้ามหายานองค์ที่ตนศรัทธาเลื่อมใสเป็นสื่อกลาง  นอกเสียจากบุคคลซึ่งได้สร้างสมกุศลกรรม  มาในอดีตชาติเท่านั้น  จึงจะมีพลังอำนาจจิตกล้าแข็ง  พร้อมที่จะช่วยปัดเป่าทุกข์บำรุงสุขแก่สัตว์โลกได้ทุกขณะ  เช่น  พระพุทธองค์  ดังปรากฏในทศชาติชาดก  (ฝ่ายมหายานถือว่าพระสมณโคดม  เป็นพระพุทธเจ้ามหายานองค์ที่  4  ของโลกปัจจุบัน)  และโดยความเชื่อของฝ่ายมหายาน  เชื่อว่ามนุษย์เราทุกคนสามารถจะเป็นพระโพธิสัตว์ได้  ส่วนจะเป็นขั้นต่ำขั้นสูงก็แล้วแต่การบำเพ็ญโพธิญาณ  (พระปัญญาที่ทำให้ตรัสรูเป็นพระพุทธเจ้า)  ด้วยเหตุนี้การสะสมพระพิมพ์ของฝ่ายมหายานจังเกิดความคิดและความเชื่อดังที่กล่าวมา
   
         ในระยะต่อมา  ราวประมาณ  พ.ศ. 1300  เมื่อราชวงศ์ปาละแห่งอินเดียวเหนือมีอำนาจขึ้นในอินเดีย  นิกายมหายานสำคัญอีกนิกายหนึ่งที่พัฒนาจากฮินดูตันตระมาเป็นพุทธตันตระ  ซึ่งประชาชนนิยมเลื่อมใสมาก  มีการใช้เวทมนต์คาถากำกับการปฏิบัติธรรมให้เกิดพลังอำนาจหนักไปทางอาถรรพณ์  เริ่มด้วยอาถรรพ์จากพระเวทย์ทั้ง  4  คือ  เมตตามหานิยม  แคล้วคลาด  ลาภสักการ  ปราบศัตรู  ทั้งได้มีการศึกษาเล่าเรียนกันในมหาวิทยาลัยสำคัญที่สุดของอินเดียสมัยนั้น  คือ  มหาวิทยาลัยนาลันทา  และมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา  ตลอดจนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ด้วย  ทำให้เห็นว่าเรื่องการศึกษาพระเวทย์วิทยาคมเป็นสิ่งที่มีมาแต่โบราณอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
   
         การสร้างพระพิมพ์  นับแต่ประมาณ  พ.ศ. 1300  เป็นต้นมา  จึงมีพระพิมพ์จำนวนมากที่สร้างด้วยการปลุกเสกบรรจุพลังอำนาจทางอาถรรพณ์จากพระเวทย์ทั้ง  4  ขึ้นมามากมาย  รวมทั้งในแถบสุวรรณภูมิด้วย  จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมีการสร้างพระพิมพ์แบบนี้อยู่อีก  ฉะนั้นการสะสมพระพิมพ์หรือการมีพระพิมพ์ไว้ติดตัวในระยะหลัง ๆ ของผู้เลื่อมใสนิกายมหายานนี้  จึงมุ่งไปทางพุทธานุภาพดังกล่าวซึ่งมีกำเนิดสืบสานมานานแล้ว
   
               2.3  สะสมไว้เพื่อการศึกษาทางโบราณคดีและสกุลศิลปะ  การสะสมพระพิมพ์ของบุคคลกลุ่มนี้  มุ่งสืบสาวเรื่องราวเบื้องหลังของการสร้างพระพิมพ์  ที่ไม่ปรากฏว่ามีการบันทึกการสร้างไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้คนรุ่นหลังได้ทราบความเป็นมาของพระพิมพ์ที่ค้นพบ  คนกลุ่มนี้จึงต้องใช้วิชาความรู้จากหลายสาขามาศึกษา – วิจัยค้นคว้าหาเหตุผลเอง  โดยใช้หลักวิชาความรู้ที่ตนศึกษามา  ใครมีความรู้และประสบการณ์มามากน้อยเพียงใด  ก็จะเกิดผลต่อส่วนตัวและส่วนรวม  ที่จะทำให้ทราบความจริงเบื้องหลังของพระพิมพ์ได้อย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงในอดีต  ดังที่ปรากฏเป็นหลักฐานเอกสารอธิบายสรุปผลให้ทราบกันในปัจจุบัน
   
         นักสะสมเพื่อการศึกษาทางโบราณคดีและทางสกุลศิลปะนี้มีทั้งนักศึกษา  นักวิชาการ  ทั้งในและต่างประเทศหลายชาติ  ได้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยกันเป็นจำนวนมาก  แต่ที่ปรากฏแพร่หลายในเชิงวิชาการและมีคุณค่าทางการศึกษา (Educational  values)  ที่แท้จริงได้แก่  “ตำนานพระพิมพ์”  ของศาสตราจารย์  ยอร์ซ  เซเดซ์  ซี่งได้เขียนและเรียบเรียงขึ้นไว้เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว
   
        ผลของการศึกษาค้นคว้าและวิจัยของนักสะสมพระพิมพ์เพื่อการศึกษาทางโบราณคดี  และสกุลศิลปะนี้  ได้ให้ประโยชน์ต่อคุณค่าทางการศึกษา  (Educational  values)  ทางโบราณคดี  (Archaeological  evidence)  ที่ดำเนินการสอดคล้องกับความเป็นจริงได้ตามหลักการของวิทยาศาสตร์
   
         จากแหล่ง  “ตลาดพระ”  ที่สำคัญ ๆ  ตามจังหวัดต่าง ๆ ถือว่าเป็นแหล่งสำคัญในการค้นหาหลักฐานทางโบราณคดี  ถึงแม้พระพิมพ์บางองค์  ผู้ขายปกปิดไม่ยอมเปิดเผยแหล่งที่ขุดพบมา  เนื่องจากเป็นการผิดกฎหมาย  แต่อย่างไรก็ตามสำหรับผู้มีความรู้ผู้ศึกษาค้นคว้าประเภทที่กล่าวมานี้  จะสามารถทราบเรื่องราวทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ได้  ทั้งยังสามารถคาดคะเนอายุ (Dating)  แม้กระทั่งทราบว่าเป็นสกุลศิลปะใด  อาทิเช่น  ศิลปะการสร้างแบบอินเดีย  (Indian  Art  School)  หรือสกุลศิลปะพื้นเมือง  ซึ่งส่งผลให้มีอิทธิพลในรูปแบบการสร้างพระพิมพ์ได้จากการอ่านศิลปะทางประติมากรรมนั้น ๆ และความรู้ที่ได้รับนี้  ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาส่วนรวมอย่างมหาศาล
   
               2.4  สะสมไว้เพื่อการธุรกิจ  นักการค้าผู้สะสมแลกเปลี่ยนและซื้อหา  เพื่อนำพระพิมพ์มาแลกเปลี่ยนให้เช่าบูชาเป็นธุรกิจ  ปัจจุบันนี้แพร่หลายมากในร้านค้าของเก่า  และ “ตลาดพระ”  ศูนย์พระเครื่องทั่วไปอย่างแพร่หลาย  หรือแม้แต่พิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคล  (Private  Collections)
   
         การประกอบธุรกิจพระพิมพ์นี้มีทั้งคุณและโทษ  ในแง่ของประโยชนาการให้คุณค่า  พระพิมพ์ส่งผลต่อความสนใจทำนุบำรุงรักษาไว้  ทั้งยังช่วยเผยแพร่ให้ประชาชนโดยทั่วไปมีโอกาสจะได้พระพิมพ์ไว้กราบไหว้บูชา  (ทั้งฝ่ายพุทธหินยานและมหายาน)  ลำพังผู้ที่สนใจต้องการได้พระพิมพ์มาบูชา  ไม่สามารถจะหามาได้ด้วยตนเอง  จึงต้องเช่าบูชา        (ซื้อหา)  มาจากผู้ที่สะสมไว้เพื่อธุรกิจ  พระพิมพ์ที่มีผู้นิยม  ทั้งที่มีศิลปะการสร้างสวยงาม  รวมทั้งที่มีอาถรรพณ์จากพระเวทย์วิทยาคาถาจากพระคณาจารย์ผู้เข้มขลังทั้งหลายที่ได้ทำพิธีปลุกเสกไว้แล้วปรากฏผล  นับเป็นเรื่องมีมาช้านานและได้รับการเก็บบำรุงรักษาไว้  เพราะเห็นคุณค่าจากกลุ่มผู้สะสมทางธุรกิจนี้ชี้นำ  อันเป็นที่มาของการช่วยอนุรักษ์ในรูปแบบหนึ่งโดยมีมูลค่าทางสังคมเป็นปัจจัยกระตุ้น
   
         พระพิมพ์ที่สร้างขึ้นในสมัยที่นิกายมนตรยานแพร่หลายไปทั่วช่วงระยะหลัง ๆ   ราวประมาณตั้งแต่  พ.ศ. 1600  เป็นต้นมา  ถึงประมาณ  พ.ศ. 1800  ซึ่งเป็นระยะที่นิกายมนตรยาน  มุ่งในการบรรจุสรรพอาถรรพณ์วิชาทั้งหลายที่ผู้เรืองพระเวทย์วิทยาคมปลุกเสกบรรจุลงในพระพิมพ์ต่าง ๆ เหล่านี้  มีเกิดขึ้นทั่วทุกภาคในดินแดนสุวรรณภูมิ  ทั้งยังเป็นที่นิยมในการเก็บสะสมแลกเปลี่ยนกันแพร่หลายนับแต่อดีตเจริญรุ่งเรือง  กระทั่งมีการรวมตัวกันเป็นสังคมวงการพระจนถึงปัจจุบัน  นับว่าเป็นการดีสำหรับผู้ที่สนใจสะสมพระพิมพ์กลุ่มนี้ไม่ว่าเพื่อบูชาติดตัวหรือเป็นทรัพย์สมบัติอันทรงคุณค่าต่อไป  ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงรักษาไว้ในอีกวิถีทางหนึ่งเช่นกัน
   
         ส่วนการสร้างสรรค์พระพุทธรูปในแถบดินแดนสุวรรณภูมิ  เริ่มต้นด้วยคลื่นพุทธศาสนาที่  2  ประมาณ  พ.ศ. 600
เป็นต้นมา  ทุกคลื่นที่เกิดการเคลื่อนไหวในนิกายสำคัญของพุทธศาสนามหายานจากอินเดีย  ได้ส่งผลต่อการสร้างพระพิมพ์ที่สอดคล้องกับสกุลศิลปะอินเดีย  ในแต่ละสกุลศิลปะ  จนกระทั่งจบสิ้นสกุลศิลปะอินเดียลงด้วยการสูญเสียอิสรภาพแก่พวกอิสลามที่แคว้นวิชัยนคร  เมื่อ  พ.ศ. 2108  แล้ว  คลื่นพุทธศาสนาจากอินเดียและสกุลศิลปะของอินเดียจึงยุติลงในแถบดินแดนสุวรรณภูมิเฉพาะพื้นที่ในส่วนประเทศไทย  ต่อจากนั้นก็เป็นช่วงของพระคณาจารย์โบราณของไทยซึ่งรวมถึงชาติอื่น ๆ อีก  ที่ได้หนภัยสงครามมาอยู่ร่วมกันในพื้นที่ภูมิ  ประเทศไทยก็ได้ทำการสร้างพระพิมพ์ต่าง ๆ ตกทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้
   
        ฉะนั้นการศึกษาเรื่องราวทางโบราณคดี  ประวัติเบื้องหลังของพระพิมพ์  สามารถศึกษาหาดูหลักฐานได้จากผู้ที่สะสมไว้  หรือจากการเช่าบูชาโดยทางส่วนตัว  อันถือเป็นการรักษาคุณค่าที่สำคัญแก่โบราณวัตถุทางพุทธศาสนา  ให้มีผู้หวงแหน  สืบทอด  ไม่ปล่อยทิ้งละเลย  เสื่อมสลาย  สูญหายไปกับธรรมชาติ  หรือจากความเจริญของบ้านเมืองที่คาดไม่ถึง  ดังนั้นการสะสมเพื่อการธุรกิจมีข้อดี  คือเป็นวิธีสงวนรักษา  และสืบทอดพระพิมพ์หรือพระเครื่องประการหนึ่ง  ได้ตกทอดมีมาให้ได้เห็น  เรียนรู้และศึกษากันจนถึงทุกวันนี้
   
         ส่วนข้อเสียนั้นที่เห็นชัดเจนก็คือการทำลายเจดีย์และพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่บรรจุพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่บรรจุพระพิมพ์ไว้ภายในองค์พระ  และในกรุใต้ฐานพระ  ตลอดจนเจดีย์  โบสถ์  วิหาร  แม้แต่กำแพงแก้วของโบสถ์วิหาร  ล้วนแต่ถูกขุดทำลายเพื่อจะได้พระพิมพ์ออกมา  ถือว่าเป็นการทำลายหลักฐานประวัติศาสตร์ของคลื่นพุทธศาสนา  ทำลาย   ปูชนียสถานอันเก่าแก่  ซึ่งเรื่องนี้หากได้รับการควบคุมดูแลที่ดีและถูกต้องตามหลักวิชาการก็จะไม่ก่อเกิดความเสียหาย  ดังที่เป็นมาในอดีต
   
ส่วนมูลเหตุปัจจัยของการสร้างพระพิมพ์หรือพระเครื่อง  สืบเนื่องมาจาก  3  สาเหตุคือ
   
         1.  เพื่อการสืบทอดพระพุทธศาสนา  ด้วยความศรัทธา  ซึ่งจะมีรูปแบบหรือพุทธลักษณะตามพุทธประวัติ
   
         2.  เพื่ออุทิศส่วนกุศล  ด้วยความเชื่อที่ว่ามนุษย์เมื่อตายไป  จะต้องเดินทางไปสู่ภพภูมิอื่นที่มิเหมือนกับที่ซึ่งเคยอยู่มา  การมีพระติดตัวไปย่อมนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล  ทั้งช่วยปกป้องคุ้มครองภยันตรายต่าง ๆ ดังนั้นจงมักปรากฏพบโครงกระดูกอยู่รวมกับพระตามกรุต่าง ๆ และด้วยความเชื่อนี้เองที่นำมาซึ่งประเพณีที่ให้พระภิกษุเดินนำหน้าผู้ตาย  เวลาต้องการเคลื่อนย้าย
   
         3.  เพื่ออาราธนาคุณพระพุทธานุภาพให้บังเกิดผลกับตัว  หรือที่เรียกกันให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า  “สร้างเพื่อไว้ใช้”  การสร้างพระตามคตินี้จะมีการปลุกเสก  ลงพระเวทย์วิทยาคม  ให้บรรจุลงในพระพิมพ์หรือพระเครื่อง  นับเป็นเรื่องที่มีมาแต่โบราณ  ดั่งเช่นจารึกซึ่งปรากฏอยู่ในแผ่นลานเงินลานทอง  ที่พบในกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  จังหวัดสุพรรณบุรี  ได้บอกถึงกรรมวิธีการสร้างพระและอานุภาพของพระพิมพ์หรือพระเครื่องนั้นเอาไว้อย่างชัดเจน  เป็นต้น  พระพิมพ์หรือพระเครื่องที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวมานี้  ได้แก่  พระขุนแผนเคลือบ  พระสมเด็จวัดระฆัง  ฯลฯ
   
การสร้างพระโดยมากจะมีเป้าหมายของจำนวนการสร้างที่  84,000  องค์  เท่าพระธรรมขันธ์  หากแต่ละสร้างได้ครบหรือไม่นั้น  เป็นเรื่องที่มิอาจกำหนดได้
   
         ในปัจจุบันได้มีมูลเหตุของการสร้างพระขึ้นมาอีกในรูปแบบเพื่อหารายได้จากการบูชาไปก่อเกิดสาธารณประโยชน์มากมายทั้งในพระศาสนาและกิจกรรมต่าง ๆ ของสังคม  โดยรวมเอามูลเหตุของการสร้างกุสล  การสืบพระศาสนา  และทำการปลุกเสกบรรจุพระพุทธนุภาพเพื่อไว้ใช้ติดตัว  ซึ่งมูลเหตุการสร้างนี้กำลังได้รับความนิยมและแผ่ขยายเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน

 
 

Main Menu

VirtueMart Login