พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง ความรู้เกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง ยาจินดามณี (ยาวาสนา) ตำราการสร้างผงยาจินดามณี
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


ยาจินดามณี (ยาวาสนา) ตำราการสร้างผงยาจินดามณี PDF พิมพ์ อีเมล

ยาจินดามณี (ยาวาสนา) ดีทางแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี โชคลาภ เมตตามหานิยม

         ในการปลุกเสกพระกริ่งของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชแพ  วัดสุทัศน์  กรุงเทพมหานคร  ทุกครั้งไป มักจะพบพระอาจารย์ที่มาร่วมลงแผ่นทอง  และปลุกเสกในพิธีเสมอ  ได้แก่  พระพิมลธรรมนาค  วัดอรุณฯ  ธนบุรี  หรือที่นิยมเรียกกันว่า  “ท่านพ่อหลวง”  ผู้เชี่ยวชาญลงหนังหน้าผากเสือที่ลือร่ำในอดีตกาล  พระอาจารย์พา  วัดระฆัง  ธนบุรี  ผู้สำเร็จผงพุทธคุณต่าง ๆ 

         อีกท่านหนึ่งซึ่งไม่เคยขาดและเป็นพระที่คุ้นเคยกับท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชแพ  ตั้งแต่เมื่อครั้งท่านเจ้าพระคุณเป็นเจ้าคณะมณฑลนครชัยศรี  คือ  พระพุทธวิถีนายกบุญ ขนฺธโชติ (หลวงปู่บุญ)  วัดกลางบางแก้ว  นครชัยศรี  ผู้เชี่ยวชาญในการสร้าง  “ยาผงจินดามณี”  หรือเรียกกันตามฝอยที่ใช้ได้ผลว่า  “ยาวาสนา
 
         ก่อนอื่นตามธรรมเนียมจะต้องกล่าวถึงประวัติของผู้สร้างให้ท่านได้รู้จักโดยสังเขปก่อน  เพื่อเป็นที่เข้าใจที่มาของตำราในการสร้างผงยาจิดามณี  หรือผงยาวาสนา  ตลอดจนกระทั่งอุปเท่ห์ของยานี้
 
         พระพุทธวิถีนายก  วัดกลางบางแก้ว  นครชัยศรี  นามเดิมว่าบุญ  นามฉายาว่า  ขนฺธโชติ  เกิดในรัชการที่  3  เมื่อ  ณ  วันจันทร์ที่  3  กรกฎาคม  พ.ศ.  2391  จนอายุได้  15  ปี  จึงบวชเป็นสามเณรกับท่านพระปลัดทอง  วัดกลางบางแก้ว  เมื่ออายุใกล้อุปสมบทเกิดเจ็บป่วยขึ้นจึงต้องลาสิกขา  ครั้งเมื่ออายุได้  22  ปี  ได้อุปสมบท  ณ วัดกลางบางแก้ว  โดยมีท่านปลัดปาน  วัดตุ๊กตา  นครชัยศรี  เป็นพระอุปัชฌาย์  ท่านพระปลัดทองวัดบางแก้ว  ท่านพระอธิการทรัพย์  วัดงิ้วราย  ท่านพระครูปุริมานุรักษ์  วัดสุประดิษฐารามและท่านพระอธิการจัน  วัดท่ามอญ  เป็นอาจารย์ให้สรณาคมกับศีล  สวดกรรมวาจาและบอกอนุศาลได้เลื่อนสมณศักดิ์ดังต่อไปนี้
 
             พ.ศ. 2492  พรรษา  16  ได้รับการแต่งตั้งเป็น  “พระอธิการปกครองวัดกลางบางแก้ว”
             พ.ศ. 2431  พรรษา  18  ได้รับการแต่งตั้งเป็น  “พระกรรมวาจาจารย์”
             พ.ศ. 2443  พรรษา  30  ได้รับการแต่งตั้งเป็น  “เจ้าคณะหมวด”
             พ.ศ. 2459  พรรษา  46  ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์”  ในราชทินนามว่า  “พระครูอุตรการบดี”  และเป็น  “เจ้าคณะแขวง”
             พ.ศ. 2462  พรรษา  49  ได้รับการแต่งตั้งเป็น  “พระครูพุทธวิถีนายก”  เป็นประธานกรรมการคณะสงฆ์  จังหวัดนครปฐมและจังหวัดสุพรรณบุรี
             พ.ศ. 2473  พรรษา  60  ได้รับการแต่ตั้งเป็น  “พระพุทธวิถีนายก”  เป็นประธานกรรมการคณะสงฆ์มณฑลนครชัยศรี
  
        ครั้งถึง  พ.ศ.  2478  พรรษา  64  ท่านได้มรณภาพด้วยโรคชราตรงกับวันที่  8  เมษายน  พ.ศ. 2478  เมื่อเวลาประมาณ  4  โมงเช้า  รวมอายุได้  87  ปี
 
        ตำราการสร้างผงจินดามณีซึ่งเป็นยาทางพุทธคุณ เป็นตำรามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  ได้ตกทอดมาอยู่ที่ท่านพระปลัดปาน  วัดตุ๊กตา  ท่านปลัดปานได้ถ่ายทอดให้แก่ท่านพระธรรมปิฎกน่วม  วัดสระเกศ  กรุงเทพมหานครก่อน  จึงได้ถ่ายทอดต่อ ๆ มาจนกระทั่งตกที่ท่านพระพุทธวิถีนายกบุญ 

         ต่อมาพระพุทธวิถีนายกบุญยังได้ถ่ายทอดให้แก่ท่านพระศรีสัจจญาณมุนีสนธิ์  วัดสุทัศน์ฯ  กรุงเทพมหานคร  และท่านพระพุทธวิถีนายกเพิ่ม  วัดกลางบางแก้ว  อดีตเจ้าอาวาสองค์นี้เอง  ซึ่งนับว่าเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของท่านก็ว่าได้ สรุปได้ว่าท่านที่สร้างผงยาจิดามณีได้มีดังต่อไปนี้
 
             1.พระปลัดปาน  วัดกลางแก้ว  นครชัยศรี  นครปฐม
             2.พระธรรมปิฎกน่วม  วัดสระเกศ  กรุงเทพมหานคร
             3.พระพุทธวิถีนายกบุญ  วัดกลางบางแก้ว  นครชัยศรี  นครปฐม
             4.พระศรีสัจจญาณมุนีสนธิ์  วัดสุทัศน์  กรุงเทพมหานคร
             5.พระพุทธวิถีนายกเพิ่ม  วัดกลางบางแก้ว  นครชัยศรี  นครปฐม
             6.อาจารย์แพทย์  สาริกบุตร 
 
        ที่ได้กล่าวมาแล้ว  6  ท่าน  ได้มรณภาพแล้ว  ดังนั้นที่สามารถสร้างผงจินดามณีได้และนับวันตำรานี้จะสูญสิ้นไป  เพราะการสร้างทำได้ด้วยความลำบาก  จะต้องหาตัวยา  และหาฤกษ์ยามในการที่จะสร้างด้วย
 
ตำราการสร้างผงยาจินดามณี
 
         เครื่องยาผงจินดามณีประกอบด้วย  เกสรบุษบัน  1  เปราะหอม  1  ดอกจันทร์  1  ดอกคราด  1  โกฏิสอ  1  โกฏิเขมา  1  เปลือกกุ่มชลธาร  1  กรุงเขมา  1 กำยาน  1  ทองน้ำประสาน  1  อย่างละเท่ากันบดตำผสมกับพิมเสน  ชมดเชียง  น้ำผึ้งรวงรัน  กฤษณา  น้ำมะนาว  น้ำมะเขือขื่นคั้นเป็นตัวประสานผสมยาเข้าด้วยกันการบดตำยาผสมยานี้จะต้องทำกันในพระอุโบสถโดยตั้งเครื่องสักการบูชาเลือกทำในวันขึ้น  15  ค่ำ  เดือน  12  ซึ่งวันนั้นคือวันเพ็ญเดือน  12  ผู้ที่เข้าทำการบดยาจะต้องชำระร่างกายให้สะอาด  นุ่งขาวห่มขาว  ถ้าเป็นสตรีจะต้องเป็นพรหมจารีย์บริสุทธิ์  เมื่อผสมได้ที่แล้วจึงปั้นเป็นเม็ดยา  เม็ดประคำผึ่งให้แห้ง  แล้วเสกด้วยคาถาดังนี้
 
         จินดามณี  ปียังมันตัง  ยะสังธาสัง  ดกมัง  อุปสันติ  สะเนหัง  มาตาปิตาวโอรสัง  ปโพสัญจะ  มหาราชา  ตวังมังโป  สัตถุโนทิปัง  กาเรเทโว  สุโปเสทิ  กิญจิเทโว  สักโกปัชชัง  พัสมิงกินเนวา  ทัตวา  ปิยังกัตตะ  สิรีปุตโต  ภวันตุเม  สิท์ลาภัง  ชะนานะเย
 
         สีของผงยามักจะออกสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลอ่อน  และสีน้ำ  แล้วแต่สีของสมุนไพรและตัวประสานนั่นเอง  ถ้าจะให้ดีครบบดให้ละเอียดแล้วร่อนส่วนที่ไม่ละเอียดนำมาบดให้ละเอียดอีกครั้งจึงค่อยผสมเข้าด้วยกัน  สำหรับชนิดที่นำไปทำประคำ  ควรมีแกนเป็นตะกรุดลงพุทธคุณทุกดอก  แล้วจึงพอกยาลงไป  ทำให้สะดวกในการร้อยประคำและไม่ทำให้รอยอุดตันด้วย  ส่วนที่ทำเม็ดยานั้นต้องปั้นให้กลมและมีขนาดกลืนกินได้สะดวกคือขนาด  “เม็ดนุ่น” 

อุปเท่ห์  “ยาจินดามณี”
 
         ตามตำรากล่าวว่าผู้ใดได้กิน  “ยาจินดามณี”  จะมีความเจริญทุกด้านกว่าคนทั้งหลาย  ลาภ  ยศ  เงินทองจะหลั่งไหลมาเทมา  และถ้านำไปบูชากราบไหว้สักการะทุกวันจะระงับภัยอันตรายต่าง ๆ ได้  ขึ้นโรงขึ้นศาลโทษหนักเท่าหนักถึงตายจะลดลงหรือพ้นโทษได้  พกติดตัวไว้จะเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไป  เจรจาเป็นที่จับใจตลอดจนกระทั่งมีสง่าราศี  เรียกได้ว่าใครเห็นใครรัก  ใครพบใครหลงจนกระทั่งยาจินดามณีนี้มีการขนานนามอีกนามหนึ่งว่า  “ยาวาสนา
 
         สรุปได้ว่ายาจินดามณีนี้มีพุทธานุภาพทุกด้าน  ทั้งแคล้วคลาด  คงกระพันชาตรี  ลาภผลพูนทวี  เมตตามหานิย  เปรียบเสทอนยาดำ  ซึ่งรักษาได้สารพัดโรคก็ว่าได้ ท่านเจ้าคุณพระพุทธวิถีนายกบุญ  วัดกลางบางแก้ว  นครชัยศรี  ได้สร้างจินดามณี  เป็น  3  ชนิด  คือ 1. พระผงยาจินดามณี  2. เม็ดยา  3. ประคำ
 
         สำหรับยาจินดามณีที่ท่านปลัดปาน  วัดตุ๊กตา  นครชัยศรี   ท่านพระธรรมปิฎกน่วม  วัดสระเกศ  กรุงเทพมหานคร   ท่านพระศรีสัจจญาณมุณีสนธิ์  วัดสุทัศน์ฯ  กรุงเทพมหานคร  และท่านอาจารย์แพทย์  สาริกบุตร  สร้างนั้นส่วนใหญ่เป็นเม็ดยา  ที่สร้างยาจินดามณีเป็นองค์พระก็มีท่านพระพุทธวิถีนายกเพิ่ม  วัดกลางบางแก้ว  นครชัยศรี  ซึ่งสืบวิชาตกทอดมาจากท่านพระพุทธวิถีนายกบุญผู้เป็นอาจารย์  ท่านสร้างทั้งเม็ดยา และทำเป็นองค์พระด้วย
 
        ดังนั้นยาจินดามณีของพระพุทธวิถีนายกบุญ  หรือที่เรียกกันแบบชาวบ้านว่า  “หลวงปู่บุญ”  นั้น  แต่ล้ำเลิศด้วยพระพุทธคุณและพระพุทธานุภาพดังอุปเท่ห์ที่ได้กล่าวมาแล้ว  ผู้ใดมีไว้บูชาถือได้ว่าผู้นั้นเป็นผู้มี  “วาสนา”
 

 
 

Main Menu

VirtueMart Login