พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความเกี่ยวกับ หลวงปู่บุดดา ถาวโร ระลึกถึงพระคุณ หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จ.สิงห์บุรี
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


ระลึกถึงพระคุณ หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จ.สิงห์บุรี PDF พิมพ์ อีเมล

ระลึกถึงพระคุณ หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จ.สิงห์บุรี

ระลึกพระคุณหลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จ.สิงห์บุรี
    
ในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๒๔ ผมได้มีโอกาสอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ โดยมีพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทะ ภิกขุ) เป็นพระอุปัชฌายะ จุดมุ่งหมายที่สำคัญของการบวชคือ การปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจริญกรรมฐาน และอีกประการหนึ่งคือการสนองพระคุณแด่คุณพ่อซึ่งกำลังป่วยอยู่ การบวชครั้งนี้มีระยะเวลาเพียงสามเดือน ผมจึงเสาะแสวงหาอาจารย์ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในการปฏิบัติทางจิตภาวนาโดยตรง ก่อนหน้านี้ได้ยินกิตติศัพท์ของพระคุณหลวงปู่ บุดดา ถาวโร มาบ้างตามสมควร สมัยที่ท่านมาพำนักอยู่ที่วัดอาวุธวิกสิตาราม ก็ไม่มีโอกาสไปพบท่าน ทราบแต่เพียงว่าท่านเป็นพระสุปฏิบันโน รูปหนึ่งที่มีพุทธบริษัทมากมาย เลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาและการปฏิบัติของทาน
    
วันหนึ่งได้เดินทางไปจังหวัดสิงห์บุรีเพื่อนมัสการหลวงพ่อ แพ วัดพิกุลทอง ก่อนกลับท่านได้มอบหนังสือประวัติของหลวงปู่บุดา ถาวโร ให้เล่มหนึ่ง ผมอ่านแล้วเกิดมีความปีติและความประทับใจล้นพ้น จึงดำริว่าถ้าบวชเป็นพระจะต้องขอไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ให้ได้ ดังนั้น เมื่อผมได้บวชเป็นพระที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์แล้ว จึงได้ขออนุญาตกราบลาท่านอุปัชฌายะ เพื่อไปอยู่กับหลวงปู่บุดดา ถาวโร ที่วัดกลางชูศรีเจริญสุข ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
    
ผมมีความฝักใฝ่สนใจการศึกษาธรรมะมานานแล้ว สมัยที่เป็นนักเรียนชอบไปฟังปาฐกถาธรรม ซึ่งจัดโดยยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ที่วัดกันมาตุยารามเป็นประจำพอมีเวลาว่างก็ไปศึกษาพระอภิธรรม ที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ได้มีโอกาสปฏิบัติสมาธิถาวนาตามสมควร โดยเฉพาะอานาปานสติภาวนา สมัยเมื่อไปศึกษาและอบรมที่ต่างประเทศก็สนใจศึกษาพุทธศาสนานิกายเซ็น และได้คลุกคลีกับนักบวชชาวญี่ปุ่นในพุทธศาสนานิกายชิน (Shin Buddhisn) ซึ่งประจำอยู่ที่วัดพุทธแห่งนครชิคาโก (Buddhist Temple of Chicago) แม้กระนั้นก็ตาม การเจริญกรรมฐานก็ยังขาดครูบาอาจารย์ที่ให้คำแนะนำสั่งสอนโดยตรง ครั้งนี้นับว่าเป็นโชคดีอย่างมากที่ได้มาอยู่ใกล้ชิดกับหลวงปู่เป็นเวลานานเกือบสามเดือน ทำให้มีเวลาอันมีค่ายิ่งที่ได้เห็นปฎิปทา วัตรปฏิบัติและคำสอนซึ่งเพียบพร้อมด้วยอธิศีล อธิจิต และ อธปัญญาของท่านด้วยตนเอง
    
คำสอนของท่านหลวงปู่เป็นคำสอนที่ดูเหมือนง่าย แต่กลับละเอียดลึกซึ้ง สุขุมคัมภีรภาพซึ่งได้มาจากประสบการณ์อันยาวนานในการปฏิบัติธรรมเพื่อหลุดพ้น สิ่งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าปริยัติ แนวทางการดำเนินเพื่อความพ้นทุกข็ที่เรียกว่าปฏิบัติ และการบรรลุมรรคผล นิพพานที่เรียกว่า ปฏิเวธ มีความเกี่ยวเนื่องและความสอดคล้องต้องกันอย่างสมบูรณ์ เวลาท่านสอนอะไร ท่านมักจะพูดสั้น ๆ แต่มีความหมายมาก ท่านชอบพูดเสมอ ๆ ว่า คนเราจะพ้นทุกข์อยู่ที่ “กายเดียว จิตเดียวนี่” ระยะแรกๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจ พอผ่านการปฏิบัติจึงทราบว่า กายก็คือรูป จิตก็คือนาม รูปและนามเป็นปรมัตถ์และเป็นอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐาน ในการปฏิบัติธรรมะท่านสอนให้เจริญสติ (ความระลึกได้) และสัมปชัญญะ (ความรู้ตัว) กล่าวคือเป็นการเจริญสติตามแนวสติปัฏฐานสี่นั่นเอง

เมื่อรู้จักการกำหนดรูปนาม ต่อมาก็เห็นการเกิดดับและความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์และความไม่มีตัวตนของรูปนาม หลวงปู่สอนว่า “การปฏิบัติอยู่ที่กาย เวทนา จิต ธรรม สติปัฏฐานสี่นี่ มีกายนอกกับกายใน เวทนานอกกับเวทนาในคู่กันอย่างนี้ เมื่อกายนอกกับกายในเข้าถึงกันมันก็ลงตัวพอดี ที่สำคัญคือกายใน เมื่อกายในเข้าถึงธรรมกายนอกก็เข้าถึงธรรมด้วย...มนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม มันมีอยู่แล้วในคนทุกคน เรามองไม่เห็นกันเอง...อดีตก็มีแต่เกิดดับ ปัจจุบันก็มีแต่เกิดดับ อนาคตก็มีแต่เกิดดับ คนไม่รู้ธรรมก็ไม่รู้จักความไม่เกิดไม่ดับ”
    
หลวงปู่ท่านเป็นพระป่า ปฏิบัติธุดงควัตรจาริกไปตามสถานที่ต่างๆ ท่านเล่าว่าบางครั้งเคยหลงป่าหลายวัน ไม่มีที่สำหรับบิณฑบาตจนต้องเอาใบไม้มาฉันเป็นอาหาร ท่านมิได้ศึกษาเล่าเรียนเกี่ยวกับปริยัติเลยแต่เรื่องราวต่างๆในพระไตรปิฎกหลวงปู่ท่านทราบอย่างละเอียด อยากทราบอะไรตอนไหนท่านสามารถเล่าให้ฟังได้จนเกิดภาพพจน์เหมือนกับเห็นด้วยตาตนเองเคยถามหลวงปู่ว่าเหตุใดท่านจึงรู้เรื่องราวต่างๆในพระไตรปิฎกได้ดี ท่านตอบว่า “เมื่อจิตสงบพ้นจากรูปนาม จิตจะสงบอยู่ตลอดเวลา เหมือนน้ำใสสะอาดที่ปราศจากคลื่นลมมากระทบจะมองอะไรก็เห็นชัดเจนแจ่มใส เห็นธรรมอยู่ตลอดเวลา
    
หลวงปู่ท่านเคยเล่าว่า “ก็ อาคันตุกะมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ๕๐๐ (องค์) ไปเห็นเณรน้อยอยู่หน้า คันธกุฏิ เณรเจ็ดขวบน่ารักจริงก็เลยจับหัวเล่น เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าถามว่า เออ อาคันตุกะมาวันนี้ ๕๐๐ เห็นมหาเถระยืนหน้าคันธกุฏิไหม เอ...ไม่มีพระพุทธเจ้าข้า เห็นมีแต่เณรน้อยอยู่องค์เดียว...นั่นและมหาเถระ...ออกมาเลยต้องขอขมาลาโทษ จับหัวพระอรหันต์เล่นได้หรือ นี่ไม่ถามก็ไม่รู้ มันขนาดนั้น  แลหะพระพุทธเจ้าต้องบอกเหตุให้รู้ซะ”

วิธีการสอนของหลวงปู่ มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ ท่านไม่เคยสอนเพื่อเอาใจใครและก็ไม่ต้องการให้ใครมายึดติดในตัวท่าน ท่านบอกว่า “อริยบุคคลมีสองจำพวก พระเสขบุคคลยังยึดอยู่ในวัตถุตามสังโยชน์ที่มีอยุ่ แต่พระอเสขบุคคลไม่ยึดอะไรเลย ไม่คิดจะสร้างบ้านหรือที่อยู่อาศัย สมัยก่อนต้องมี   ศาสนูปภัมภก พระอรหันต์หลายองค์อยู่ในป่า ไม่อยากสุงสิงกับคนทั่วไป ท่านจะพูดแต่สิ่งที่ท่านเข้าถึงคือโลกุตตรธรรม ไม่คำนึงว่าคนฟังจะรับได้มากน้อยเพียงใด เปรียบเหมือนโปรยข้าวตอกลงในน้ำ ปลาจะฮุบกินมากน้อยก็แล้วแต่ปลาแต่ละตัว บางตัวได้กินมาก บางตัวได้กินน้อย บางตัวอาจไม่ได้กินเลย ท่านมองดูทุกคนเสมอเหมือนกันหมด” หลวงปู่ท่านพูดเสมอๆ ว่า “ไม่ต้องไปสร้างวัดอารามอะไรอีก สร้างวัดสองขา (สองเสา) นี่ก็พอแล้ว”
    
ลีลาการสอนของท่านบางครั้งแปลกจนทำให้เชื่อว่าท่านอ่านจิตใจคนออก หรือมีเจโตปริยญาณ ผมเคยสังเกตด้วยตนเองหลายครั้ง ถ้าครั้งใดตั้งใจจะไปพบหลวงปู่และฟังธรรมะให้ชื่นฉ่ำใจ มักจะผิดหวังอย่างแรง เมื่อไปพบบางทีท่านก็นอนหลับ นอนเฉยๆหรือนั่ง แต่ก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไร เมื่อคิดพิจารณาดูให้ดีคล้ายกับท่านสอนว่า อย่าคาดหวังอะไรมากจนเกินไป ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลง คงอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก และเราก็ไม่สามารถบังคับบัญชามันได้ ยิ่งคาดหวังมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความทุกข์มากเท่านั้น เมื่อเราผิดหวัง เป็นการสอนความไม่ยึดมั่นถือมั่นจากประสบการณ์จริงๆ แต่ถ้าครั้งใดพบท่านด้วยจิตที่ว่างเปล่า ไม่คาดหวังอะไร มักจะได้อะไรดีๆจากท่านหลายอย่าง ท่านสอนให้เราเป็นตัวของตัวเอง ท่านสอนธรรมะเพื่อนำไปปฏิบัติที่จะเอาชนะทุกข์และหลุดพ้นจากทุกข์ ไม่ต้องกานให้ใครไปยึดในตัวท่านหรืออาจารย์องค์ใดก็ตาม
    
แนวการสอนของหลวงปู่มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ท่านไม่ติดในรูปแบบหรือพิธีรีตองลูกศิษย์หลายคนอาจผิดหวังในตอนแรกเพราะไม่เหมือนสำนักอื่นๆที่สอนกรรมฐานแบบอานาปานสติภาวนาพุทโธหรือทั้งสองอย่างรวมกัน กำหนดพองหนอ-ยุบหนอ บริกรรมสัมมาอรหังหรือกำหนดการเคลื่อนไหวของมือและแขน เป็นต้น ความจริงแนวการปฏิบัติของหลวงปู่ก็ดำเนินตามหลักของสติปัฎฐานสี่นั่นเอง จะปฏิบัติกรรมฐานแบบไหนก็แล้วแต่ถ้าทำให้เกิดสัมมาสติเป็นใช้ได้ ท่านเน้นเรื่องการฝึกให้มีสติและสัมปชัญญะทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน นั่ง นอน ถ่ายมูตร ถ่ายคูถ และอื่นๆ
    
การปฏิบัติธรรมต้องมีศีล สมาธิ และปัญญา พร้อมทั้งสามอย่าง ทุกอิริยาบถ ทั้งหลับและตื่น ก่อนหลับก็มีศีล สมาธิ ปัญญา เวลาหลับก็หลับ พอตื่นขึ้นมาก็มีทั้งสามอย่างพร้อมกันทำอย่างนี้สติจะมีการสืบเนื่องอยู่ตลอดเวลา ไม่บกพร่อง ไม่ขาดตอน ไม่มีช่องว่าง ต้องเป็นโลกุตตระศีล สมาธิและปัญญาเหมือนในตุ่มมีน้ำเต็มอยู่ตลอดเวลา แถมเอาไปแจกจ่ายคนอื่นได้อีก ไม่รู้จักหมด ถ้าเป็นโลกียะศีล สมาธิและปัญญา ต้องคอยต่อกันอยู่เรื่อย เดี๋ยวขาดเดี๋ยวพร่อง พอเต็มเดี๋ยวก็พร่อง ไม่เต็มตลอดเวลาสักที โลกุตตระศีลไม่มีการสมาทานกันอีก ส่วนโลกียะศีลเป็นการถือศีลแบบลูบๆคลำๆต้องมีการสมาทานหรือการต่อกันอยู่เรื่อย เมื่อมีโลกุตตระศีล โลกุตตระสมาธิและปัญญาจะค่อยๆตามมาเอง

ถึงแม้หลวงปู่จะเป็นนักปฏิบัติที่เคร่งครัดและมีปฏิปทาน่าเลื่อมใสยิ่ง แต่บางครั้งท่านก็มีอารมณ์ขันเหมือนกัน ทำให้บรรดาศิษยานุศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิดต่างมีอารมณ์สนุกสนานไปด้วย บางครั้งถึงกับหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็งก็มี ที่จำได้แม่นยำคือคาถากันยุงของหลวงปู่ท่านได้ภาวนาดังนี้ “อิมัง กางมุ้ง” สามจบ รับรองว่าถาถานี้ขลังชะงัดนัก ยุงไม่มีโอกาสได้ลิ้มเลือดเลย ท่านชอบพูดเป็นเชิงเตือนสติพวกที่อยู่ใกล้ชิดเสมอๆว่า “คนส่วนมากเวลามาอยู่วัดก็เป็นพระโสดาบัน พอไปถึงบ้านก็มีบ้านกู ลูกกู ของกู เป็นพระโสดาบันชั่วคราวแบบนี้ยังใช้ไม่ได้” บางครั้งท่านก็พูดว่า “การเป็นพระโสดา ไม่ใช่ของง่าย ที่เห็นกันอยู่เวลานี้ไม่ว่านอกวัดหรือในวัด เป็นพระโสดา กันเสียมากกว่า ไม่ค่อยเอาจริงกัน เลยเป็นได้เพียงแค่นี้” เกี่ยวกับเรื่องชวนหัวของหลวงปู่นี้มีสิ่งน่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ ถึงแม้บรรดาลูกศิษย์จะสนุกสนานและหัวเรากันมากมายสักเพียงใดก็ตาม หลวงปู่จะแสดงการยิ้มเพียงแต่เห็นไรฟันเท่านั้น เรื่องนี้ทำให้นึกถึงหสิตตุปปาทจิตที่กล่าวไว้ในพระอภิธรรม
    
หลวงปู่ชอบพูดเรื่องธรรมะที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ อันเป็นประสบการ์อย่างแท้จริงที่ได้จากภาวนามยปัญญาของท่าน สิ่งที่ท่านเน้นมากก็คือ การที่คนเราจะดำเนินไปสู่ความหลุดพ้นซึ่งได้แก่นิโรธธรรม และนิพพานธรรมนั้นจำเป็นจะต้องเข้าสู่กระแสของมรรคมีองค์แปดให้ได้ เคยเรียนถามท่านว่าทำอย่างไรถึงจะเข้ามรรคได้ ทุกครั้งท่านจะตอบว่า “ก็กายกรรมแปดให้ได้ เคยเรียนถามท่านว่าทำอย่างไรถึงจะเข้ามรรคได้ ทุกครั้งท่านจะตอบว่า “ก็กายกรรม ๓ ,วจีกรรม ๔, มโนกรรม ๓ ยังไงเล่า” สิ่งที่ท่านสอนก็คือกุศลกรรมบถ ๑๐ นั่นเอง ถ้าใคร ปฏิบัติตามนี้อย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอก็จะก้าวเข้าสู่มรรค ๘ ได้ ถ้าต้องการจะให้ได้มรรคผลนิพพาน ก็ต้องปฏิบัติจนเกิดเป็นอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา หลวงปู่ท่านกล่าวว่า “การเดินไปสู่นิพพานต้องอาศัยยายพาหนะคือ รถ ๗ ผลัด” รถ ๗ ผลัดมีกล่าวไว้ในรถวีนิตสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรสำคัญสูตรหนึ่งของการปฏิบัติกรรมฐานหรือการเจริญภาวนาเป็นพระสูตรว่าด้วยธรรมที่เปรียบเทียบด้วยรถ รถ ๗ ผลัดก็คือวสุทธิ ๗ นั่นเอง
    
ผมได้พรรณนาถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานระหว่างที่บวชเป็นพระภิกษุอยู่กับพระคุณหลวงปู่บุดดา ถาวโร มาพอสมควร เพื่อเป็นการบูชาพระคุณอันใหญ่หลวงของท่าน เนื่องในโอกาสที่ท่านเจริญอายุ ๑๐๐ ปี คิดว่าสิ่งละอันพันละน้อยที่นำมาเล่าสู่กันฟังนี้คงจะมีส่วนช่วยส่งเสริมศรัทธาและปสาทะในหลวงปู่ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นพระสุปฏิปันโนผุ้เข้าถึงที่สุดแห่งธรรม อันมีอาวุโส และมีความสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในยุคไฮเทคนี้ เนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคลสมัยนี้ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยได้โปรดบันดาลให้หลวงปู่บุดดา ถาวโร มีอายุมั่นยั่งยืนนาน มีพลานามัยแข็งแรง เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอันแผ่ไพรศาล และดวงประทีปอันบรรเจิดจ้าในทางธรรมะแต่บรรดาศิษยานุศิษย์ และมวลพุทธศาสนิกชนผู้มีความเชื่อและความเลื่อมใสสืบต่อไปชั่วกาลนาน

ศาตราจารย์ นายแพทย์จำลอง ดิษยวณิช
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 
 

Main Menu