พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง นานาสาระพระเครื่อง รูปหล่อหลวงพ่อทวด เลขใต้ฐาน(เบตง) 2505 : ต้นสายปลายเหตุแห่งการจัดสร้าง
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


รูปหล่อหลวงพ่อทวด เลขใต้ฐาน(เบตง) 2505 : ต้นสายปลายเหตุแห่งการจัดสร้าง PDF พิมพ์ อีเมล

รูปหล่อหลวงพ่อทวด เลขใต้ฐาน(เบตง) 2505 : ต้นสายปลายเหตุแห่งการจัดสร้าง

ในโอกาสหนึ่งได้สัมภาษณ์ ท่านสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับสุดยอดพระเครื่อง 'หลวงพ่อทวด' ที่ขึ้นชื่อลือลั่น และปัจจุบันราคาแพงระยับจับจิต แถมหายากจนมีของปลอมออกมาเกร่อ นับเป็นหลวงพ่อทวดรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงแม้จะไม่ได้ออกโดยวัดช้างให้โดยตรงแต่ก็มีความเกี่ยวพันกับวัดช้างให้อย่างแยกไม่ออก

เรียกกันว่า "รูปหล่อหลวงปู่ทวด เลข ใต้ฐาน (เบตง) 2505" หรือรู้จักกันทั่วไปว่า "รุ่นท่านสวัสดิ์ โชติพานิช สร้าง" ซึ่งท่านสวัสดิ์ เป็นอดีตประธานศาลฎีกาคนที่ 27 (1 ต.ค.2534-30 ก.ย.2535)

มูลเหตุที่ก่อกำเนิด 'หลวงพ่อทวด เลขใต้ฐาน (เบตง) 2505' นั้น เริ่มขึ้นเมื่อ ท่านสวัสดิ์ โชติพานิช ได้ไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัด ที่ อ.เบตง จ.ยะลา ในปี พ.ศ.2503 ซึ่งอยู่ใต้สุดของประเทศไทย (คำว่า "เบตง"(Betong) มาจากคำภาษามลายูคือ Buluh Betong หมายถึง ไม้ไผ่ หรือไผ่ตง) 'เบตง' ในเวลานั้นมีผู้คนหลายเชื้อชาติอาศัยปะปนกันอยู่ ทั้ง คนไทยพุทธ ไทยมุสลิม ชาวจีน และอื่นๆ การนับถือศาสนาจึงค่อนข้างหลากหลาย แต่เกียรติคุณของ 'หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี' ก็ยังขจรขจายได้รับการเคารพนับถือกันอย่างกว้างขวางทุกหมู่เหล่า

ท่านสวัสดิ์เล่าว่า สมัยก่อนเขาจะเรียกท่านว่า 'หลวงพ่อทวด' ไปที่ไหนก็จะพูดคุยกันถึงแต่พระเครื่องของท่าน ตัวท่านสวัสดิ์เองก็เคารพนับถืออย่างมากและมักเดินทางไปกราบสักการะ ณ วัดช้างให้ เป็นประจำ ซึ่งช่วงนั้น 'พระหลวงพ่อทวดเนื้อว่าน' ที่สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2497 ยังคงมีให้เช่าบูชาอยู่

"ตอนไปอยู่ใหม่ๆ มีผู้นำหลวงพ่อทวดบูชา รุ่นแรกๆ ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว มาให้หนึ่งองค์ พอถึงวันหยุดพวกเราก็จะเตรียมตัวไปกราบหลวงพ่อทวดที่วัดช้างให้ ที่วัด จะมีพระภิกษุคอยให้เช่าบูชาหลวงพ่อทวดเนื้อว่านปี 2497 ผมทำบุญไป 20 บาท ท่านก็แจกพระมาองค์หนึ่ง หัวหน้าศาลที่ไปด้วยกันท่านก็ได้มาองค์หนึ่ง"

ในบรรดาข้าราชการที่เบตงนั้น คุณชลอ เชาว์ดี นายด่านศุลกากร เป็นอีกท่านหนึ่งที่เคารพนับถือหลวงพ่อทวดเป็นอย่างยิ่ง มักจะชักชวนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไปนั่งปฏิบัติธรรมทำสมาธิกันที่บ้านของคุณชลออยู่เป็นประจำ

ต่อมาคุณชลอได้รับอนุญาตจาก คุณรัตนา ภรณ์ อินทรกำแหง ให้ฉายภาพยนตร์ไทย เรื่อง "รุ้งเพชร" เพื่อให้นำออกฉายเพื่อหารายได้นำมาทำบุญ เนื่องจากระยะหนึ่งคุณรัตนา ภรณ์ได้ประสบการขาดทุนจากการสร้างภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง จึงไปบนหลวงพ่อทวดไว้ และประสบความสำเร็จ

ท่านสวัสดิ์เกิดแนวคิดที่จะให้ช่วยกันสร้าง 'รูปเหมือนหลวงพ่อทวด' เพื่อประดิษฐานไว้ ที่ อ.เบตง เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวและเคารพ สักการะของประชาชน ไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงปัตตานี ซึ่งการเดินทางสมัยนั้นแสนยากลำบาก ประกอบกับโรงภาพยนตร์ในเบตงเวลานั้นออกจะทันสมัยมากกว่าที่อื่น โครงการ ฉายภาพยนตร์เพื่อหารายได้ทำบุญจึงเกิดขึ้น ปรากฏว่ามีผู้คนมาชมดูมากมายเก็บเงินได้ กว่า 3 หมื่นบาท จากนั้นเริ่มหารือกันต่อในกลุ่มผู้ดำเนินงานว่าจะนำเงินรายได้นี้ไปทำบุญให้เกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อทวดอย่างไร

ด้วยจำนวนเงินที่มีอยู่ หากจะทำศาสนสถานขนาดใหญ่ให้มั่นคงถาวรก็ยังไม่พอ จึงปรึกษาหารือและพยายามเสาะหาช่างที่จะสร้างพระวิหารได้ในวงเงินที่มี ไปได้ช่างชื่อ ช่างน้อย ซึ่งรับปากว่าจะสร้างได้ในขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก เพื่อเป็นที่ประดิษฐานรูปหลวงพ่อทวด โดยสร้างขึ้นที่ วัดพุทธาธิวาส เพราะเป็นวัดเดียวในตัวเมืองเบตง

การก่อสร้างพระวิหารประดิษฐานรูปหลวงพ่อทวดนั้น งบประมาณได้บานปลายขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับช่วงนั้น คุณชลอย้ายเข้าไปประจำที่กรุงเทพฯ ท่านสวัสดิ์จึงกลายเป็นแกนหลักในการก่อสร้าง โดยบอกบุญไปยังพรรคพวกเพื่อนฝูง และนำวัตถุมงคล จาก วัดช้างให้มาให้เช่าบูชาเพื่อร่วมบุญ

ทางด้านคุณชลอ แม้จะเข้ากรุงเทพฯ ก็ยัง หาทางรวบรวมเงินบริจาคส่งมาช่วยเหลือเป็นประจำ การก่อสร้างใช้เวลากว่า 1 ปี จึงลุล่วงแล้วเสร็จ จากงบประมาณเริ่มต้นสามหมื่นบาทบานปลายถึงสามแสนกว่าบาท

ในช่วงนี้เองท่านสวัสดิ์ใกล้ถึงกำหนดที่ต้องย้ายไปรับตำแหน่งที่จังหวัดอื่น บรรดาพ่อค้าประชาชนจึงชักชวนให้ท่านสร้าง 'พระเครื่องหลวงพ่อทวด' เพื่อเป็นที่ระลึก ซึ่งการสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ นั้น จำต้องได้รับความยินยอมจาก พระครูวิสัยโสภณ หรือ พระอาจารย์ทิม เจ้าอาวาสวัดช้างให้

ซึ่งท่านสวัสดิ์ก็มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับพระอาจารย์ทิมเป็นพิเศษอยู่แล้ว เพราะเคยได้ร่วมขบวนไปกราบนมัสการหลวงพ่อทวดยัง เขตโกร๊ะ (ตำบลเซะ เดิมอยู่ในเขตอำเภอ ยะรม ต่อมาเมื่อปักปันเขตแดน จึงรวมอยู่ ในเขตรัฐเปรักของมลายา) ที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ประดิษฐานสังขารองค์หลวงพ่อทวด คราวหนึ่งท่านได้นำดินจากสถานที่ประดิษ ฐานสังขารองค์หลวงพ่อทวดกลับมาด้วยประมาณหนึ่งกระสอบ

หลังจากได้รับการชักชวนจากชาวเบตงให้สร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อทวดขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกให้กับชาวอำเภอเบตงนั้น คราวหนึ่งซึ่งท่านสวัสดิ์ได้เดินทางด้วยรถไฟจากยะลาเข้าสู่กรุงเทพฯ มีผู้นำรูปหล่อพระองค์หนึ่งมอบให้ท่านในขณะเดินทาง มาทราบภายหลัง ว่าเป็น 'รูปหล่อลอยองค์ของสมเด็จพระพุฒา จารย์ (โต) พรหมรังสี' ซึ่งสร้างโดย หลวงปู่นาค (พระเทพสิทธินายก) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งได้ศึกษา เล่าเรียนกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร ณ อยุธยา) ผู้เป็นศิษย์เอกของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ

ท่านสวัสดิ์ถูกอกถูกใจในรูปลักษณะของพระที่ได้มานี้มาก จึงไปขออนุญาตพระอาจารย์ทิม ซึ่งก่อนจะไปขอนั้น ท่านสวัสดิ์ได้ไปยัง 'สถูปหลวงพ่อทวด วัดช้างให้' และตั้งจิตอธิษฐานขออนุญาตจากดวงวิญญาณหลวงพ่อทวด และขอให้หลวงพ่อดลบันดาลให้พระอาจารย์ทิมอนุญาต

ปรากฏผลเป็นที่น่าอัศจรรย์นัก เพราะโดยปกติแล้วพระอาจารย์ทิมไม่เคยอนุญาต แต่กลับยอมให้ท่านสวัสดิ์ดำเนินการจัดสร้าง "หลวงพ่อทวด"

เพื่อเป็นที่ระลึกแห่งอำเภอเบตงได้ ครับผม

หลังจากนั้นได้รับอนุญาตจากพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ให้จัดสร้าง "หลวงพ่อทวด" ได้แล้ว ท่านสวัสดิ์ โชติพานิช ก็ได้เดินทางมาที่บ้านช่างหล่อ กรุงเทพมหานคร เพื่อพบกับช่างจรัส พัฒนางกูร ที่เป็นนายช่างเทพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) และท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์) วัดสุทัศนเทพวราราม และผู้หล่อพระเครื่องหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี

ด้วยการประสานงานจาก คุณสุรพล อติชาตินันท์ นายด่านศุลกากรอำเภอเบตง ที่ไปรับหน้าที่แทน คุณชลอ เชาว์ดี

ท่านสวัสดิ์ โชติพานิช บอกกับช่างจรัสว่าต้องการสร้าง 'รูปหล่อลอยองค์หลวงพ่อทวด วัดช้างให้' ในรูปแบบของ 'รูปหล่อลอยองค์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งสร้างโดยหลวงปู่นาค โดยกำหนดให้เท 999 องค์ (การเทพระนั้นจะต้องทำเกินจำนวนเผื่อขาดเผื่อเหลือ) และให้ตอกโค้ดที่ใต้ฐาน นับเป็นพระเครื่องรุ่นแรกที่มีการตอกโค้ดที่เรียกว่า 'running number' อย่างเป็นระบบ ในส่วนตัวเลขซึ่งนำมาตอกที่เป็น 'เลขอารบิกขนาดใหญ่' นั้น ช่างจรัสเป็นผู้ออกแบบเอง

ช่างจรัส พัฒนางกูร ได้แนะนำให้ ท่านสวัสดิ์ โชติพานิช ไปดำเนินการนิมนต์พระราชสังวราภิมณฑ์ หรือหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ซึ่งมีความคุ้นเคยกับช่างจรัสมาก เนื่องจากหลวงปู่มักมอบหมายให้หล่อหรือเทพระเครื่องให้ท่านเป็นประจำ ท่านสวัสดิ์จึงไปกราบนิมนต์หลวงปู่โต๊ะให้มาประกอบพิธีเททองฯ ในครั้งนี้ ซึ่งพิธีเททองก็ได้จัดขึ้นที่บ้านของช่างจรัส ซอยพัฒนางกูร โดยมีพรรคพวกเพื่อนฝูงของท่านสวัสดิ์ไปร่วมพิธีมากมาย รวมทั้ง คุณชลอ ผู้มีส่วนร่วมมาแต่แรก คุณชลอเป็นผู้รับหน้าที่หาฤกษ์และกล่าวอัญเชิญเทพยดา โดยได้ฤกษ์พิธีมาจาก อาจารย์เทพ สาริกบุตร

ในพิธี ท่านสวัสดิ์ได้ถามคุณชลอว่ามีผู้ใดมาร่วมพิธีบ้าง คุณชลอตอบว่าเทพยดาอารักษ์และพระพุทธรูปสำคัญประจำบ้านเมืองได้มาร่วมพิธีเททองครั้งนี้ทั้งหมด ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันเมื่อหลวงปู่โต๊ะยกมือขึ้นชี้มาที่คุณชลอแล้วพูดชมว่า "เก่งมากๆ เชิญเขามาหมด"

ซึ่งภายหลังหลวงปู่โต๊ะได้บอกกับท่านสวัสดิ์ว่าหมายรวมถึงหลวงพ่อทวดด้วย ในการเททองวันนั้นได้รับแผ่นยันต์ลงจารจาก พระอาจารย์ทิม อาจารย์เทพ และส่วนของคุณชลอ ที่ตระเวนไปให้เกจิอาจารย์ลง รวมทั้งยันต์ของหลวงปู่โต๊ะที่เขียนและหลอมในพิธีด้วย และหลังจากหล่อพระเสร็จ ท่านสวัสดิ์ได้ขอผงหลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปี 2497 จากพระอาจารย์ทิม เพื่อนำมาบรรจุลงใน 'รูปหล่อหลวงพ่อทวดเลขใต้ฐาน' โดยคว้านให้เป็นรู นิมนต์พระอาจารย์ทิม มาทำพิธีบรรจุผงแล้วอุดรูที่บ้านช่างจรัส

ในการส่งมอบพระจากช่างจรัสเพื่อเข้าพิธีพุทธาภิเษก นอกจาก 'รูปหล่อลอยองค์ที่ตอกโค้ดตัวเลขใต้ฐาน' ตั้งแต่เลข 1 ถึง 999 แล้ว ยังมี 'พระที่ไม่ได้ตอกเลข' อีกจำนวนหนึ่งประมาณ 20 องค์ เนื่องจากผู้สร้างพระต้องเผื่อขาดเผื่อเหลือแต่จะมอบให้เจ้าของงานนำไปเข้าพิธีทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีแบบ 'ช่อพระกริ่ง' ซึ่งยังไม่ได้ตัดออกอีก 4 ช่อ ซึ่งได้มาหลังพิธีพุทธาภิเษกแล้ว 3 ช่อ มีองค์พระติดอยู่ 9 องค์ 2 ช่อ 13 องค์ 1 ช่อ

ท่านสวัสดิ์ได้ถวาย 'หลวงพ่อทวดเลขใต้ฐาน' ให้พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ประมาณ 10 องค์ และก่อนท่านจะย้ายจาก อ.เบตง ได้มอบให้หน่วยราชการที่ท่านประจำอยู่อีก 200 องค์

รูปหล่อหลวงพ่อทวดเลขใต้ฐานเบตง 2505 หรือที่เรียกกันว่า 'รุ่นเบตง' นั้น นับเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อทวดที่มีความสำคัญและโด่งดัง เป็นที่แสวงหาของบรรดาผู้เคารพนับถือหลวงพ่อทวดอย่างมาก มีข้อสังเกตบางประการดังนี้

พระรุ่นนี้เป็น 'การหล่อแบบโบราณ' แต่มีการนำวิธีการที่ทันสมัยเข้าช่วย วิธีการดูจึงสามารถใช้การดูการหล่อโบราณเป็นหลักพิจารณา และตามซอกลึกจะปรากฏน้ำยาขัดสีแดงจับติดอยู่ แต่ไม่มีมากเกินไป

องค์หลวงพ่อทวดมี 'รูปลักษณะ' ไม่เหมือนหลวงพ่อทวดรุ่นอื่นๆ ที่จะมีต้นเค้ามาจากหลวงพ่อทวดเนื้อว่าน 2497 แต่ผู้สร้างได้นำเอาแบบรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) รุ่นปี พ.ศ.2495 มาเป็นต้นเค้า จึงมีเอกลักษณ์พิเศษซึ่งค่อนไปทางเป็นบุคคลมากกว่าบุคลาธิษฐาน และมีสัดส่วนการสร้างที่สมดุล

โลหะที่นำมาใช้หล่อมีการผสมชนวนโลหะและมวลสารอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้ง เงิน ทอง นาก เข้าตำรา 'นวโลหะ' ทำให้องค์พระสามารถกลับดำในตัวเมื่อโดนสัมผัสหรือโดนอากาศ เป็นการเทหล่อแบบช่อแล้วตัดมาบรรจุผงอุดก้นอีกทีหนึ่ง แต่ฝีมือประณีตมาก 'ของแท้' รูอุดจะเรียบเป็นเนื้อเดียวกับใต้ฐาน

จำนวนจัดสร้าง ทั้งหมดประมาณพันกว่าองค์ มีการตอกโค้ดใต้ฐานโดยใช้ตัวตอกเลขอารบิกเรียงตั้งแต่ 1-999 แต่โค้ดที่ตอกใช้ชุดเดียว คือ 0-9 ดังนั้นบางองค์ช่างหยิบโค้ดเลข 9 ตอกกลับหัวแทนเลข 6 และถือเป็นหลักในการดูได้ เพราะโค้ดตอกมีแค่เก้าตัว ตัวเลขทุกองค์จึงต้องมาจากตัวตอกตัวเดียวกัน และตัวเลขจะคมชัด ให้ใช้กล้องส่องดูในเส้นตัวเลขที่เป็นเส้นหนานั้น จะมีทิวเส้นคมๆ กดลงไปในเนื้อพระ

และเนื่องจากเป็น 'พระหล่อ' รายละเอียดแต่ละองค์จะไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มีข้อสังเกตที่เหมือนกันคือ องค์พระนั่งค้อมไหล่น้อยๆ, เส้นหน้าผากแนวขวางต้องคมชัดเจน, ไหล่ซ้ายองค์หลวงพ่อต่ำกว่าไหล่ขวา, เบ้าตาลึก จมูกโด่ง หากมองจากด้านหน้าตรงๆ สามารถเห็นหลังใบหูส่วนบนได้ และมีน้ำหนัก นอกจากนี้ องค์พระยังผ่านการแต่งเล็กน้อย จึงเป็นข้อสังเกตอีกประการหนึ่งครับผม
 

พันธุ์แท้พระเครื่อง

ราม วัชรประดิษฐ์

 
 

Main Menu

VirtueMart Login