พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความ หลวงพ่อคูณ รู้อริยสัจให้แตก (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่)
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


รู้อริยสัจให้แตก (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่) PDF พิมพ์ อีเมล

รู้อริยสัจให้แตก (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่)



หลายครั้งหลายหนที่ผู้เขียนกับเพื่อนในวงการคนทำหนังสือ มา นั่งเสวนาคุยกันเรื่องหลวงพ่อคูณ ว่าเหตุไฉนท่านซึ่งเป็นภิกษุ ชรารูปหนึ่งที่อยู่บ้านนอก ไม่มีวิทยฐานะใดเป็นเครื่องวัดถึงสมณะและความรู้ แต่หากท่านกล่าวอะไรไปเพื่อสั่งสอนสาธุชนทั้งหลาย ก็ล้วนแต่เป็น ปรัชญาธรรมเกือบจะทั้งสิ้น

มีเพื่อนของผู้เขียนเคยเรียนถามหลวงพ่อว่า “ทำไมหลวงพ่อถึงทราบ เรื่องราวได้มากมายและชี้แก้ปมได้อย่างลึกซึ้ง” หลวงพ่อคูณกล่าวเพียงสั้นๆ “รู้อริยสัจให้แตก”
ผมและเพื่อนๆ จึงต้องมาศึกษาค้นคว้ากับการรู้อริยสัจให้แตกว่านั่น หมายถึงอะไร

พระพุทธเจ้าตรัสสอนอริยสัจ ๔ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔

ประการคือ ทุกข์ สมุทัย (สาเหตุแห่งทุกข์) นิโรธ (ความดับทุกข์ภาวะไร้ทุกข์) และมรรค (แนวทางปฏิบัติเพื่อดับทุกข์)
หากเรามองเผินๆ ก็ได้ทราบว่าชีวิตเรานี้เป็นทุกข์ ไม่ว่าทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ไม่ว่าทุกข์ระดับพื้นฐานหรือทุกข์ระดับสูงสุดคือ
เกิด แก่ เจ็บ ตาย และต้องรู้ต่อไปว่าทุกข์นั้นมิได้เกิดขึ้นมาลอยๆ มันมีสาเหตุให้เกิด ต้อง รู้ต่อไปอีกว่า เมื่อมีทุกข์ก็มีความดับทุกข์หรือมีภาวะไร้ทุกข์ จากนั้นรู้ว่ามีแนว ทางที่จะทำให้ดับทุกข์

ช่วยกันคิดไปอีก...ทุกข์ก็คือ “ปัญหาของชีวิต” หลักอริยสัจเปรียบ เสมือนหลักในการสอนถึงปัญหาและวิธีแก้ไขปัญหานั่นเอง

ท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์มติชน รายวันของเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ (ไม่ทราบวันที่แน่นอน) ที่ให้ ความรู้ในเรื่องนี้ว่าอริยสัจ ๔ ก็คือ ปัญญา กรรม วิริยะ ปัญญา คือ ความรู้ความเข้าใจ กรรม คือ การลงมือทำ วิริยะ คือ ความต่อเนื่องแห่งการกระทำ สรุปแล้วหลักอริยสัจก็คือ คำสอนเรื่องการแก้ปัญหาด้วยปัญญา แต่ปัญญาไม่มีระบุไว้ในข้อใดข้อหนึ่งแห่งอริยสัจ แต่ปัญญา “แฝง” อยู่ใน อริยสัจทั้งสี่ข้อนั่นเอง

หากมองไม่ลึกจะไม่มีทางเห็นเด็ดขาด แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้น อาจารย์เสฐียรพงษ์ได้วิเคราะห์ต่อไปอีก

ถ้าไม่มีปัญญาเราจะรู้ไหมว่าโลกนี้มันเป็นทุกข์ ทั้งๆ ที่อยู่ในกองทุกข์ นั่นแหละ เราจะไม่รู้ว่ามันเป็นทุกข์ เผลอๆ อาจคิดว่าเป็นสุขเสียด้วยซ้ำ ไม่ต่างอะไรกับหนอนในหลุมถูก
พร้อมกับนี้อาจารย์เสฐียรพงษ์ได้ยกตัวอย่างว่าในอดีตกาลอันยาวนาน โพ้น มีหนอนอ้วนตัวหนึ่งดำผุดดำว่ายอยู่ในหลุมคูถอันเน่าเหม็น (ใน ถานพระ) มีเทวดาตนหนึ่งเหาะผ่านไปพบเข้า เทวดาระลึกถึงเรื่องราวแต่ป่าง ก่อนได้ว่า หนอนอ้วนตัวดำๆ เคยเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ด้วยกันมา เมื่อ หมดบุญกลับมาจุติเกิดเป็นหนอนอ้วนในหลุมคูถ จึงได้แต่ยืนมองเพื่อนเก่า ด้วยความสงสาร

หนอนอ้วนแหงนหน้ามาพบเข้าจึงถามว่า “มายืนร้องไห้ทำไม” เทวดาบอกว่า “ไม่ใช่ดอก สงสารเพื่อน” หนอนจึงย้อนถาม “ใคร เป็นเพื่อนท่าน”

เทวดาจึงบอกว่า “ตัวท่านนั่นแหละ แต่ก่อนท่านเป็นเทวดาบนสวรรค์ เหมือนเรา แต่บัดนี้มาเกิดเป็นหนอนในหลุมคูถ ท่านกลับไปอยู่บนสวรรค์ ด้วยกันเถอะ”
“บนสวรรค์มีอะไรดี” หนอนอ้วนถาม

“มีสารพัดชนิด มีวิมาน มีนางฟ้า มีอาหารทิพย์ อยากกินอะไร เนรมิตได้ตามสบาย”

“งั้นไม่ไป” หนอนบอก เทวดาสีหน้าฉงนแล้วถาม “อ้าว! ทำไมล่ะ” “ท่านว่าอยากกินอะไรต้องเนรมิตเอา กว่าจะได้กินก็เสียเวลา เนรมิต เหนื่อยตาย สู้ที่นี่ไม่ได้ ไม่ต้องออกแรงเนรมิต ถึงเวลา...พระคุณเจ้าท่าน มาเนรมิตให้เสร็จ” ว่าแล้วหนอนอ้วนก็ดำลงไปในหลุมคูถต่อไป

อุบายธรรมเรื่องนี้บอกให้รู้ว่า หนอนในหลุมคูถเน่าเหม็นยังไม่รู้ว่ามัน เหม็น ดุจเดียวกับปุถุชนคนธรรมดาที่ยังอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ ไม่รู้ว่า มันเป็นทุกข์
ปัญญาตัวเดียวเท่านั้นจะช่วยให้รู้ว่าโลกและชีวิตนี้เป็นทุกข์ ปัญญาอีกนั่นแหละจะเป็นตัวบอกว่าทุกข์หรือปัญญานั้นเกิดจากสาเหตุ อะไร ไม่มีปัญญาก็จะไม่รู้สาเหตุอะไรอยู่ที่ไหน แล้วก็ปัญญาอีกนั่นแหละจะบอกว่าทุกข์หรือปัญญาแก้ไขได้ไหม คำตอบก็คือได้ เพราะเรามีความรู้ความเข้าใจ

ถ้ามีปัญญาอย่างเดียวคงแก้ไขไม่ได้ คือเพียงรู้อย่างเดียว แต่ไม่ ได้ลงมือทำ เมื่อรู้แล้วต้องลงมือทำ การลงมือทำนั่นแหละทางพระเรียกว่า “กรรม” แล้วถ้าทำอย่างพากเพียร ทำอย่างต่อเนื่องด้วยความแน่วแน่มั่นคง อันนี้ทางพระเรียกว่า “วิริยะ”

อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ได้สรุปกระบวนการแก้ทุกข์ตามหลัก อริยสัจก็คือต้องมี

๑. ความรู้ความเข้าใจ (ปัญญา)
๒. รู้แล้วลงมือทำ (กรรม)
๓. ทำแล้วต้องทำอย่างต่อเนื่องด้วยพลังใจแน่วแน่มั่นคง (วิริยะ) หรือจะย่อให้สั้นที่สุดเหลือเพียงหนึ่งก็คือ “ปัญญา” หลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้นมีคุณค่า การจะศึกษาให้แตกฉาน จะต้องหาความหมายแฝงที่ไม่ปรากฏโดยตรง

และนี่กระมังที่หลวงพ่อคูณบอกว่า ควรรู้อริยสัจให้แตก ซึ่งก็คือ ปัญญา ควรศึกษาให้ถ่องแท้ปัญญาย่อมเกิด ๏

 
 

Main Menu