พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง ไสยศาสตร์ วิธีการสร้างกุมารทอง ของอาจารย์ผู้เรืองเวท
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


วิธีการสร้างกุมารทอง ของอาจารย์ผู้เรืองเวท PDF พิมพ์ อีเมล

วิธีการสร้างกุมารทอง ของอาจารย์ผู้เรืองเวท



แม้จากการคราวนั้นผู้เขียนจะไม่ได้รับความกระจ่างชัดในการ สร้างกุมารทองชนิดที่เรียกว่าของขลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ประดิษฐ์ขึ้นมา ด้วยเวทวิชาก็ตาม แต่กาลต่อมาได้มีโอกาสพบกับอาจารย์ฆราวาส ท่านหนึ่ง อายุ อานามอยู่ในวัย ๕๐ กว่า อาจารย์ผู้นี้เชี่ยวชาญในการ ทำกุมารทองและเคยทำมาแล้วหลายตัวในอดีต

เมื่อแรกที่ได้ข่าวความเป็นผู้ทรงเวทก็อดคิดไปตามประสา ไม่ได้ว่าท่านเป็น “หมอผี” แต่เมื่อได้พบแล้วก็ให้ประหลาดใจเป็น อย่างยิ่ง เพราะอาจารย์ที่ว่านี่ไม่มีหน้าตา วาจากิริยาและสายตาผีๆ แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ท่านกลับมีท่าทางที่ใจดี วาจาสุภาพ พูดเพราะ และเต็มไปด้วยปรัชญา หนวดหนาผมน้อย แสดงออกถึงความเป็น อาจารย์ที่เป็นวิญญูชนอย่างเต็มภาคภูมิ (ต้องขออภัยที่ไม่อาจเอ่ยถึง ชื่อนามของท่านได้ด้วยเพราะท่านร้องขอสงวนไว้)

ได้พูดคุยกับอาจารย์ถึงเรื่องการทำการสร้างกุมารทอง ซึ่ง ท่านได้กรุณาเปิดเผยให้ทราบตามที่สามารถเปิดเผยได้ พอสรุปความได้ดังนี้

เมื่อเราคิดจะทำกุมารทอง เราจะต้องหาไม้มาแกะเป็นกุมารไม้ที่จะใช้แกะนี้ใช้ได้เพียง ๓ ชนิดคือ ไม้โพธิ์ มะยมป่า และ รักป่าถ้าได้ชนิด ตายพราย ท่านว่าดีนัก แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ก็อนุโมเอาต้นที่ยังสดๆ อยู่

วันที่จะทำการตัดต้องเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ และขึ้นกับฤกษ์ยาม ที่อาจารย์จะตัดให้ เมื่อไปถึงต้นโพธิ์ มะยมป่า หรือ รักป่า ที่เราหมายตาไว้ก่อน แล้ว เราจะต้องเลือกกิ่งที่จะตัดเอาเฉพาะกิ่งที่ชี้ไปทางทิศตะวันออก ซึ่งก่อนอื่นเราจะต้องทำน้ำมนต์โดยใช้บท “อิติปิโส ฯลฯ” “ชุมนุมเทวดา” แล้วรดน้ำมนต์ตรงต้นเพื่อ “ขอพลี” โดยเราจะต้องเอื้อนเอ่ยวาจาว่า จะขอกิ่งเอาไปทำอะไรแล้วก็ตอบเองเออเองว่า

“เอาไปเถอะ..อนุญาตขอให้กุมารจงเกิดตบะ เดชะสมดั่ง ปรารถนา”

เมื่อเสร็จแล้วเราจะเอาผ้าขาวรองไว้ใต้กิ่งที่จะตัดเพื่อรองรับ เศษไม้เศษใบที่ร่วงลงมาขณะตัดกิ่งจะได้รวมนำไปลอยน้ำพร้อมกัน แต่การตัดกิ่งก็จะต้องตัดอย่างละมุนละม่อม ไม่ใช้มีดใช้ขวานฟัน โครมครามให้ต้นสะเทือน เมื่อตัดได้แล้วเราก็จะตัดให้เหลือพอที่จะไปทำการแกะเป็นรูปกุมาร ห่อไว้ด้วยผ้าแดง ส่วนกิ่งใบที่ไม่ต้องการเราจะรวมห่อไว้ใน ผ้าขาวที่ปูรองไว้ใต้กิ่งก่อนแล้วนำไปลอยน้ำ

ไม้ที่จะแกะกุมารเราเอากลับมาบ้าน แล้วเอามาตากแดดเช้า ยันเย็นเป็นเวลา ๗ จันทร์ และตากน้ำค้าง ๗ เสาร์ ซึ่งการตากแดดนี้ ให้ตากตั้งแต่ ๖ โมงเช้า - ๖ โมงเย็น การตากน้ำค้างก็เช่นกัน ให้ตาก ตั้งแต่ ๖ โมงเย็น - ๖ โมงเช้า ก่อนถึงวันฤกษ์ดีที่จะทำพิธีแกะ อาจารย์ผู้ทาพิธีจะเอาต้นกล้วย ต้นอ้อยอย่างละต้นมาตั้งไว้ ๔ ทิศล้อมด้วยสายสิญจน์ พื้นภายใน สายสิญจน์จะปูลาดด้วยผ้าขาว เทียนสีผึ้งแท้ซึ่งไส้ทำด้วยสายสิญจน์ สูง ๑ ศอก จำนวน ๘ เล่ม ธูป ๓๖ ดอก จะต้องเตรียมไว้ และเครื่องมือ ที่จะใช้ในการแกะกุมารทองจะต้องวางไว้ในวงสายสิญจน์ให้พร้อม

อาจารย์ผู้ทำพิธีซึ่งเป็นฆราวาสต้องนุ่งขาวห่มขาว มีศิษย์ ปฏิบัติหรือลูกมือเพื่อช่วยเหลือจำนวน ๔ คน ศิษย์นี้ให้นุ่งขาวแต่ ไม่ต้องสวมเสือเป็นผู้คอยจุดธูปเทียน ที่ต้องมีศิษย์หรือลูกไม้ลูกมือคอยช่วยเหลือในการจุดธูปเทียน ถึง ๔ คนนั้นก็เพราะว่าไฟที่จะใช้จุดธูปเทียนในพิธีนี้จะต้องเป็นไฟจาก แสงพระอาทิตย์คือจะต้องใช้แว่นขยายส่องพระรับแสงจากพระอาทิตย์ เพื่อรวมแสงพลังความร้อนจ่อไปที่เทียนชัยให้ติด ห้ามมิให้ใช้ไม้ขีด หรือไฟแช็กเป็นอันขาด

ส่วนที่บูชาครูนอกวงสายสิญจน์ประกอบด้วยธูป เทียน ดอกไม้ ๕ ดอก หมากพลู ยาฉุน อย่างละคำ แต่ไม่ต้องทำเป็นคำๆ พลูให้วาง ไว้ทั้งใบ หมากเมื่อผ่าแล้วไม่ต้องเจียน เต้าปูน และไม้ขีดไฟ ๑ กลัก เครื่องบูชาครูนี้ให้วางไว้ต่างหากจากหน้าพระ พูดถึงคนแกะรูปหุ่นกุมารทอง อาจแบ่งได้เป็น ๒ ลักษณะ อย่างแรกใช้ช่างที่ชำนาญในการแกะมาเป็นคนแกะ อีกลักษณะหนึ่ง ใช้คนที่ไม่รู้เรื่องในการแกะเลยมาเป็นคนแกะซึ่งท่านว่า ความขลังถ้าจะให้แน่จริงควรใช้คนที่แกะไม่เป็น เพราะกุมาร ทองจะเป็นผู้ใช้ให้คนแกะรูปของตนได้ตามใจปรารถนา
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะใช้คนแกะที่มีความชำนาญในด้านนี้ หรือผู้ที่แกะไม่เป็นเลยก็ตาม พิธีการแกะรูปหุ่นกุมารทองจะต้องสิ้นสุด ลงก่อน ๖ โมงเย็น

คนที่จะแกะ ก่อนที่จะทำพิธีการแกะ จะต้องอาบน้ำมนต์ธรณี สาร นุ่งผ้าโจงกระเบนสีแดง ห่มแดง เข้าไปนั่งรอฤกษ์ยามอยู่ในวงสายสิญจน์ ระหว่างอยู่ในวงสายสิญจน์ห้ามกินห้ามดื่ม แม้แต่น้ำลาย ก็กลืนไม่ได้ คนแกะเมื่อเข้าไปในวงสายสิญจน์จะต้องนั่งหันหน้าไปทาง ทิศใต้ เมื่อได้ฤกษ์อาจารย์ฆราวาสผู้ทำพิธีซึ่งนุ่งโจงกระเบนสีขาว ห่มขาวจะบูชาพระและบูชาครู เสร็จแล้วจุดธูป จุดเทียนชัย ตามมุม สายสิญจน์ทั้งสี่ทิศ

ธูปจะต้องจุดตลอดเวลาและเทียนชัยจะดับไม่ได้ศิษย์ปฏิบัติ ซึ่งเป็นลูกไม้ลูกมือจะต้องอยู่ประจำทั้งสี่ทิศคนละทิศ คอยจุดธูป ต่อเทียน เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วอาจารย์ฆราวาสเจ้าพิธีจะนำสายสิญจน์ ไปมัดมือขวาของคนแกะ ๓ รอบ ส่วนตัวผู้เป็นอาจารย์เจ้าพิธีเองจะ ถือกลุ่มสายสิญจน์นั่งบริกรรมนอกวงคนแกะแล้วก็ให้สัญญาณคนแกะ รูปหุ่นกุมารทองให้ลงมือได้เมื่อถึงฤกษ์ยามที่กำหนด คนแกะก็จะ ลงมือแกะ

การแกะรูปหุ่นกุมารทองส่วนใหญ่ จะแกะเป็นเด็กหัวจุกนุ่ง โจงกระเบนสูงประมาณเกือบนิ้ว ไม่ใส่เสื้อ แขนทั้งสองแนบชิดตัว หรือเท้าเอวข้างหนึ่ง ระหว่างการแกะอยู่นั้นอาจารย์ฆราวาสเจ้าพิธีจะท่องคาถา ชุมนุมธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และเชิญวิญญาณธาตุเข้าประทับ
ในขั้นตอนนี้ พูดไปก็เหมือนการประกอบรถยนต์นั่นแหละ ไม่ หนีดินน้ำลมไฟไปได้ ส่วนวิญญาณธาตุก็เหมือนคนขับรถ รถไม่มีคน ขับมันจะวิ่งได้อย่างไร ฉันใดก็ฉันนั้น

เมื่อเสร็จแล้ว อาจารย์ฆราวาสเจ้าพิธีจะออกจากบริกรรม เข้าไปในวงสายสิญจน์ แก้สายสิญจน์ที่มัดมือคนแกะรูปกุมารทอง ที่แกะเรียบร้อยแล้ววางบนพานที่รองรับด้วยผ้า แดงซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะ เล็กๆ ที่ศิษย์ปฏิบัติหรือลูกมือส่งเข้าไปในวงสายสิญจน์ พร้อมกับ ตั้งถ้วยนมเซ่นสรวงกุมารทอง

ท่านว่า น้ำนมที่เช่นสรวงกุมารทองในพิธีกรรมนี้จะต้องใช้ “นมคน” ห้ามใช้นมผง นมข้นหรือนมกระป๋องเป็นอันขาด ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องหานมคนจัดเตรียมไว้ให้พร้อมล่วงหน้า อาจารย์ฆราวาสเจ้าพิธีจะนั่งบริกรรมอัญเชิญกุมารทองกินนม ซึ่งเขาว่าเมื่อพิธีกรรมดำเนินมาถึงขั้นนี้

ขณะที่อาจารย์เจ้าพิธีบริกรรมอัญเชิญกุมารกินนมนั้นกุมารทองจะลุกขึ้นยืนเป็นอัศจรรย์! ระหว่างนั้นศิษย์ปฏิบัติซึ่งเป็นลูกมือ จะม้วยสายสิญจน์ที่ล้อมวงไว้ออกจนหมด  คราวนี้ก็มาถึงการพิสูจน์ทดลองว่ากุมารทองที่สร้างขึ้นด้วย พิธีกรรมดังกล่าวจะเฮี้ยนหรือไม่ ท่านว่าให้เอากุมารทองไม้แกะห่อผ้า ประเจียดสีแดง แล้วคาดแขนขวาคนแกะ ส่วนอาจารย์ฆราวาสเจ้าพิธี จะเอาใบพลูมาเสก จากนั้นก็เอาไปวางไว้บนศีรษะคนแกะรูปหุ่นกุมารทองพร้อมกับพูดเสียงดังๆ ว่า

“กุมารทองลูกพ่อจับใบพลู ไว้อย่าให้หลุด”

สิ้นเสียงอาจารย์เจ้าพิธีคนแกะจะทะลึ่งลุกขึ้นวิ่งพุ่งหลาวลงน้ำ ดำผุดดำว่ายอยู่พักหนึ่งจึงกลับขึ้นมา ถ้าใบพลูไม่หลุดจากศีรษะถือว่า การทำกุมารทองบรรลุผลสมความมุ่งหมาย หาไม่แล้วอาจารย์เจ้าพิธี จะต้องทำการปลุกเสกจนกว่ากุมารทองจะลุกขึ้นยืนจึงใช้ได้กุมารทอง จะมีฤทธิ์เดชเป็นที่อัศจรรย์ดังที่กล่าวมาแล้ว

จากเรื่องราวแห่งพิธีกรรมการสร้างกุมารทองดังที่กล่าวมานั้น จะเห็นได้ว่ากรรมวิธีในการทำกุมารทองนั้นมีความซับซ้อนยุ่งยาก ไม่น้อยไมใช่ว่านึกอยากจะสร้างอยากจะทำแล้วทำกันง่ายๆ ที่สำคัญก็คือการทำพิธีในแต่ละครั้งนั้น จะทำได้ครั้งละ ๑ ตัว เท่านั้นไม่สามารถทำได้คราวละร้อยละพันอย่างสมัยนี้

อย่างไรก็ตาม แม้การทำกุมารทองตามพิธีกรรมดังกล่าวมานั้น จะมีความลึกล้ำพิสดารแค่ไหนก็ตาม อาจารย์เจ้าพิธีกล่าวว่าความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ของกุมารทองไม่ได้อยู่ที่ตรงพิธีกรรมในการสร้างการ ทำเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยจิตที่เชื่อมั่นศรัทธาของเราเองประกอบด้วย ถ้าจิตของเราเชื่อกุมารทองก็ขลัง

ถ้าเราเชื่อว่ากุมารทองสามารถทำอะไรต่างๆ ให้กับเราได้ กุมารทองก็ทำได้ แต่ถ้าเราเกิดสงสัยไม่แน่ใจในความสามารถของกุมารทอง  กุมารทองก็ไม่ต่างไปจากเศษไม้ที่ถูกแกะเป็นรูปเด็กเท่านั้นเอง

 
 

Main Menu

VirtueMart Login