|
สายสิญจน์ (ด้ายสายสิญจน์) ดีทางป้องกันภยันตรายและเกิดศิริมงคล |
|
|
|
|
สายสิญจน์ (ด้ายสายสิญจน์) ดีทางป้องกันภยันตรายและเกิดศิริมงคล
สายสิญจน์คือด้ายดิบที่นำมาเข้าพิธีปลุกเสก อีกนัยหนึ่งสายสิญจน์นั้นก็คือสายเสกนั่นเอง โบราณาจารย์ท่านกำหนดให้ใช้สายสิญจน์นี้วงรอบปริมณฑลในพิธีมงคลต่าง ๆ อาจแสดงถึงเขตแงความสวัสดิมงคลนั้น และทั้งเพื่อเป็นการกั้นกางมิให้ความไม่เป็นมงคล ภูตผีปีศาจเข้ามาสู่ภายในพิธีมงคลนั้น ก่อนที่จะวงสายสิญจน์เป็นปริมณฑลแวดล้อมสถานที่ต่าง ๆ นั้น ท่านมีวิธีทำและคาถาเสกสายสิญจน์ ดังนี้
สายสิญจน์นั้นจะต้องจับจากด้ายดิบที่มีขายเป็นกลุ่ม ผู้จับจะต้องจับเป็น คือหมายถึงการรวมเส้นด้าย 3 เส้น หรือ 9 เส้น ให้มาเป็นเส้นเดียวกัน เรียกกันว่า “จับสายสิญจน์” ในหนังสือ “ระเบียบปฏิบัติพิธี” ของนายเปล่ง ชื่นกลิ่นธูป ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน จะขอนำมาลงไว้ดังนี้
การจับด้ายสายสิญจน์ ในเบื้องต้นควรจะกะประมาณดูก่อนว่าในพิธีนี้จะต้องใช้ด้ายสายสิญจน์ยาวเท่าไร คิดเป็นด้ายรวมกี่เข็ด เพื่อจะได้หาด้ายดิบมาไว้เสียให้พอในคราวเดียว ผู้จับด้ายดิบนั้นต้องมี 2 คนด้วยกัน คือเป็นคนจับ 1 เป็นคนป้อนเส้นด้ายให้จับ 1 ทั้งสองคนนั่งให้ห่างกันประมาณ 4 ศอก หันหน้าเข้าหากัน
“เมื่อเริ่มพิธี ผู้จับสายสิญจน์พึงหยิบด้ายทั้งหมดที่ต้องจับมาถือ นั่งประนมมือว่านะโม 3 จบ แล้วว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ฯลฯ ไปตามแบบพระไตรสรณาคมน์ แล้วว่าบท สมฺพุทฺเธ แล้วว่าบท อติปิโส ภควา ไปจนจบพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ขณะว่าพึงน้อมใจระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ตามลำดับ พึงยึดเหนี่ยวเอาเป็นอารมณ์ ตั้งใจให้แน่วแน่ดีแล้ว พึงส่งขดด้ายไปให้ผู้ป้อนเส้นด้ายคล้องไว้ที่ข้อมือทั้งสองข้างขึงไว้ให้ตึงและป้อนเส้นด้ายพึงควรระวังในการป้อน โดยเบี่ยงบ่ายมือให้เข้าจังหวะกับผู้จับอยู่ตลอดเวลา”
“ผู้จับนั้นเมื่อเลือกหาเส้นด้ายอันเป็นต้นขั้วแยกออกมาจากขดได้แล้ว ขณะแรกพึงว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ แล้วทบเส้นด้ายเข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นวงพอมือลอดได้สะดวก ขณะทบเส้นด้ายว่า ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ แล้วถือไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ใช้มืออีกด้านหนึ่งลอดเข้าในวง จับเส้นด้ายดึงกลับมาทางตัว ขณะดึงนี้ว่า สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ด้ายสามเส้นก็จะสมทบเกี่ยวกันประสานกันเป็นสายสิญจน์อันสำเร็จด้วยพระไตรสรณาคม”
“ต่อไปเส้นด้ายที่จับดึงเข้ามาก็จะจับวงตามเดิมอีกแล้วพึงจับเส้นด้ายดึงเส้นด้ายด้วยมือข้างหนึ่ง ม้วนด้ายที่จับแล้วด้วยมืออีกข้างหนึ่ง สองมือทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน ฝ่ายผู้ป้อนเส้นด้ายก็พึงทำหน้าที่ป้อนไปตามจังหวะมือของผู้จับ เมื่อด้ายหมดขดหนึ่ง ๆ ก็เอาด้ายขดอื่นเข้าต่อและจับต่อไปจนกว่าจะหมดด้ายทุก ๆ ขด ขณะจับสายสิญจน์อยู่นี้ทั้งผู้จับและผู้ป้อนเส้นด้ายพึงบริกรรมภาวนาอยู่ในบทพระไตรสรณาคม และพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณตามบทบาลี และว่า สพฺเพ พุทฺธา พลปฺปตฺตา ปจฺเจกานญฺจ ยํ พลํ อรหนฺตานญฺจรกขํ พนฺธามิ สพฺพโส พึงตั้งใจให้แน่วแน่ว่าซ้ำอยู่อย่างนี้จนกว่าจะแล้วเสร็จ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าได้พูดได้เจรจากันเลย
“เมื่อจับเสร็จในครั้งนี้ยังเป็นจับ 3 คือมีด้ายเพียง 3 เส้น เมื่อเห็นว่ายังเล็กอยู่เกรงจะขาดก็พึงจับซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่าจับ 9 คือจับจาก 3 เส้นให้เป็น 9 เส้น ผู้จับพึงม้วนด้ายเข้ากลุ่มให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วพึงจับปลายด้ายไว้ ส่งกลุ่มไปให้ผู้ป้อนด้าย คอยระวังป้อนอยู่ตามเดิม ขณะแรกจับปลายให้ว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ฯลฯ ขณะทบให้เข้าวงว่า ทุติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ฯลฯ ขณะจับเส้นด้ายลอดวงเข้ามาทางตัวว่า ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ฯลฯ แล้วจับต่อไปทั้ง 2 คน พึงภาวนาบทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เหมือนในครั้งแรก แล้วว่า อสํวิสุโลปุสพุภ แล้วว่าบท สพฺเพ พุทฺธา พลปฺปตฺตา ไปจนจบ และหากจะว่ามงคลจักรวาร หรือพระพุทธมนต์ในเจ็ดตำนาน สิบสองตำนานโดยตลอด หรือบทใด ๆ ที่ยังจำได้ขึ้นใจอยู่ก็ยิ่งดีมากขึ้น
เมื่อจับหมดด้ายในครั้งนี้แล้ว พึงม้วนด้ายเข้ากลุ่มเหมือนในครั้งก่อน ผู้ม้วนด้ายและผู้ระวังกลุ่มด้ายถึงว่า สพฺพทุกฺขา วินสฺสนฺตุ สพฺพกยา วินสฺสนฺตุ สพฺพโรคา วินสฺสนฺตฺ พุทฺธเตเชน ธมฺมเตเชน สงฺฆเตเชน จนกว่าจะม้วนด้ายเข้ากลุ่มเสร็จเรียบร้อย จึงเสร็จพิธี”
เมื่อการจับด้ายสายสิญจน์เป็นการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้นก้นำไปวงรอบบ้าน หรือรอบพิธีมณฑลโดยเริ่มจากองค์พระพุทธรูปผู้เป็นประธานในพิธี โดยการวงเป็น “ปทักษิณ” คือวงจากซ้ายมาขวา ขณะเริ่มวงสายสิญจน์ ผู้เป็นหัวหน้าพึงหยิบกลุ่มด้ายขึ้นนั่งประนมมือตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่า พุทธํ สตฺตปากรธ อมฺหากธ สรณํ คจฺฉามิ พุทธํ สตฺตปากรํ อมฺหากํ สรณํ คจฺฉามิ พุทธํ สตฺตปากรํ อมฺหากํ สรณํ คจฺฉามิ สพฺเพ พุทฺธา พลปฺปตฺตา ปจฺเจกานญํจ ยํ พลํ อรหนฺตานญฺจเตเชน รกฺขํพนฺ ธามิ สพฺพโส
เมื่อขณะที่ทำการวงไปรอบ ๆ นั้น ท่านกำหนดให้ผู้ช่วยวงต้องบริกรรมคาถานี้ไปจนเสร็จการวงด้าย นอกจากสายสิญจน์จะมีความสำคัญในพิธีมงคลต่าง ๆ ศาสนิกชนยังได้นิยมนำด้ายสายสิญจน์ในพิธีนี้เป็นเครื่องรางติดตัว ถือกันว่าอาจนำมาซึ่งความสวัสดีมงคลแก่ชีวิต แต่สายสิญจน์ที่ใช้ทำเป็นเครื่องรางดังกล่าวนี้มักใช้สายสิญจน์ในพิธีมงคลการปลุกเสก และพิธีหล่อพระประธาน พระเครื่อง
ซึ่งพิธีนี้จะต้องทำภายในพระอุโบสถ โดยมีพระประธานในพระอุโบสถนั้นเป็นประธานสำคัญ สายสิญจน์ก็จะต้องวงจากองค์ท่านนั้น โยงมายังพุทธสาวก (ในกรณีพระอุโบสถที่สร้างรูปหล่อพุทธสาวงไว้ด้วย เช่น พระอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม จังหวัดพระนคร) แล้วโยงไปยังเทียนชัย ซึ่งเป็นเทียนใหญ่ในพิธีมีตู้กระจกครอบจากตู้เทียนชัยนี้ก็จะโยงไปล้อมรอบพิธีมณฑลต่อไป และระหว่างสายสิญจน์ที่โยงจากพระประธานมาสู่ตู้เทียนชัย จะมีสายแยกอีทางหนึ่งลงมาล้อมวัสดุในพิธีที่วางไว้ต่อหน้าพระประธานนั้น ในที่สุดของสายสิญจน์ในพิธีก็จะไปถึงพระสงฆ์ผู้สวดพระพุทธมนต์ในพิธีเช่นเดียวกันกับการวงสายสิญจน์ในการสวดพระพุทธมนต์ในงานมงคลตามบ้านเรือน สายสิญจน์ในพิธีจะนำไปเป็นเครื่องรางนี้ถ้าต้องการก็ขอเอาจากผู้จัดการพิธีนั้น
ภายหลังเมื่อพิธีปลุกเสกสรรพวัสดุสิ่งของสำเร็จไปแล้ว การนำสายสิญจน์นั้นมาจะใช้ของมีคมตัดไม่ได้ เพราะถือกันมาแต่โบราณกาลว่าจะตัดสายสิญจน์นั้นมาจะใช้ของมีคมตัดไม่ได้ ผู้ที่ต้องการจะต้องใช้มือเด็ดเอาทีละเส้น ๆ จนกว่าสายสิญจน์นั้นจะขาดสั้นยาวแค่ใดตามที่ตนจะกะเด็ดเอา สายสิญจน์ที่มีชื่อในทางให้ความเป็นศิริมงคล คือสายสิญจน์ในพระอุโบสถของหลวงพ่อพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งพุทธศาสนิกชนมักจะขอเอามาผูกคอผูกมือเด็กเล็ก ๆ เป็นการป้องกันภยันตราย สายสิญจน์ของหลวงพ่อพุทธโสธรนี้มีตะกรุดเล็ก ๆ คล้องติดอยู่แล้ว และทำเป็นชิ้น ๆ ไว้เพื่อความสะดวกแก่ผู้ที่จะนำมาไม่ให้ลำบากในการที่จะต้องเด็ดให้เสียเวลา
|