พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความเกี่ยวกับ หลวงปู่บุดดา ถาวโร หลวงปู่บุดดา ถาวโร (พระสังโฆ อัปปะมาโณ)
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


หลวงปู่บุดดา ถาวโร (พระสังโฆ อัปปะมาโณ) PDF พิมพ์ อีเมล

หลวงปู่บุดดา ถาวโร (พระสังโฆ อัปปะมาโณ)

หลวงปู่บุดดา ถาวโร (พระสังโฆ อัปปะมาโณ)
    
ผมพบหลวงปู่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๘ โดยคุณปาน (ชาลินี เนียมสกุล) เป็นผู้พาผมไปพบที่บ้านเจ้ากรมเสริม (พล.อ.ท.ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์) ที่ซอยสายลม เมื่อเข้าไปกราบท่าน ท่านกำลังสอนลูกศิษย์ของหลวงพ่อ “พระราชพรหมยานเถระ” อยู่ จำได้ว่าเรื่องพุทธจักรกับอาณาจักร ผมเองขอรับตามตรงว่าฟังท่านไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะพื้นฐานทางธรรมยังไม่มี จากนั้นอีกหลายเดือน ผม คุณปาน และคุณหมู (สุจิตรา)ขับรถมาที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี เพื่อมากราบหลวงพ่อ “พระมหาวีระ ถาวโร” ตอนปี ๒๕๑๘ ขณะนี้มีพระราชทินนามเป็น “พระราชพรหมยานเถระ” คณะของเราขับรถมาทางเก่า ผ่านเขื่อน จ.ชัยนาท จึงได้แวะไปกราบหลวงปู่บุดดา ที่บ้านเจ้ากรมเสริมฯ แต่คราวนี้ผมกลับเข้าใจคำสอนของท่านได้ดีพอสมควร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ติดตามฟังธรรมของท่านบ่อย ๆ ในโอกาสที่อำนวย
    
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ หลวงพ่อวัดท่าซุง (พระราชพรหมยาน) ท่านจะทำพิธีบวงสรวงพระธาตุจอมกิติ ที่เชียงแสน  (จ.เชียงราย) และสั่งให้ด๊อกเตอร์ปริญญา นุตาลัย พี่ชายของคุณปาน ขับรถไปรับหลวงปู่บุดดา ขึ้นไปพบกับท่านที่เชียงแสน ด็อกเตอร์เป็นคนขับนั่งคู่กับคุณปาน ส่วนผมนั่งตอนหลังคู่กับหลวงปู่ (อยู่ตรงกลาง) และมหาทอง ระหว่างที่เดินทางผมมีคำถามเกี่ยวกับพระธรรมที่ผม..คุณปานและด็อกเตอร์สงสัยอยู่ ซึ่งผมจดรวบรวมไว้ในกระดาษแผ่นหนึ่ง ผมก็เอากระดาษแผ่นนั้นออกมาอ่านคำถามธรรมะที่สงสัยทีละข้อ หลวงปู่ก็เมตตาอธิบายธรรมนั้นๆ ให้พวกเราทั้งสามคนฟังไปตลอดทาง จนรู้สึกว่าทำไมถึงเชียงแสนเร็วอย่างนี้ ควรจะถึงช้ากว่านี้สัก ๑-๒ ชั่วโมงก็จะดีหรอก เพราะสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในโลกนี้คือพระธรรม
    
เมื่อทำพิธีเสร็จแล้ว ขากลับผมก็ใช้วิธีเดิมคือ ๓ คนผลัดกันถามธรรมะหลวงปู่มาตลอดทางขากลับเรากลับทางเก่า ไม่กลับเส้นทางสายเอเชีย จึงพาหลวงปู่และมหาทองไปพักที่วัดแท่นศิลาอาสน์ จ.อุตรดิตถ์ ๑ คืน ส่วนเราสามคนไปพักโรงแรมในเมือง ตอนเช้าก็ไปรับท่านเพื่อเดินทางต่อ เมื่อกลับไปในวัด ท่านกำลังฉันอาหารเช้าอยู่กับพระเจ้าถิ่นอีก ๓ องค์ พวกเราทั้ง ๓ ก็ก้มลงกราบ แล้วนั่งรอท่านอยู่ตรงนั้น สิ่งที่ผมไม่เชื่อสายตาของผมก็ปรากฏขึ้นคือ ผมเห็นหลวงปู่ท่านลอยอยู่เหนือพื้นที่นั่งนั้นประมาณ ๑ คืบ ส่วนอีกสามองค์นั่งอยู่กับพื้นธรรมดา ผมก็...ถอดแว่นตาออกขยี้ตาจนเองแล้วใส่ใหม่ ก็ยังเห็นหลวงปู่ลอยอยู่แบบนั้น ความสงสัยยังไม่สิ้น จึงค่อย ๆ คลานเข้าไปอยู่อีกมุมหนึ่ง เพื่อดูว่าภาพนั้นจะเปลี่ยนแปลงไหม ก็ปรากฏว่าคงเหมือนเดิม จึงได้คลานกลับมานั่งที่เก่าแต่ไม่ได้สะกิดให้คุณปานและด๊อกเตอร์ดูหรือพูดกันอย่างใด รอจนกระทั่งท่านฉันเสร็จแล้ว ลุกจากที่เพื่อกลับไปที่พัก เรา ๓ คนก็ลุกออกมาข้างนอกทีนี้แหละแย่งกันพูด แย่งกันถามอย่างไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน เรื่องที่เห็นท่านลอยอยู่เหนือพื้นนั้น ทุกคนต่างนึกว่าตนเห็นแต่ผู้เดียวกระมัง แต่ปรากฏว่าเห็นเหมือนกันหมดทั้ง ๓ คน ก็เป็นอันสิ้นสงสัยที่ว่าท่านเมตตาทำให้เราเห็น คนอื่นแม้จะเข้ามาก็คงไม่ได้เห็นแบบเรา แม้พระอีก ๓ องค์ก็ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะเห็นได้ เรื่องนี้ผมเข้าใจว่าท่านทำเช่นนั้นเพื่อโปรดพระอีก ๓ องค์ ไม่ให้มีบาป เพราะทั้ง ๓ องค์นั้นไม่มีสิทธิ์สมควรที่จะนั่งเสมอกับท่านได้ (ไม่เสมอท่านด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา)
    
เมื่อรถวิ่งมาในเขตของจังหวัดกำแพงเพชร ด้วยความเร็วค่อนข้างสูง ผมเห้นชายกลางคนอายุไม่เกิน ๖๐ ปี วิ่งข้ามถนนมาโดยไม่ได้ดูรถก่อนว่ามีหรือไม่ ด๊อกเตอร์และทุกท่านในรถก็เห็นแกวิ่งออกมาโดยไม่ได้ดูรถด็อกเตอร์พยายามที่จะหลบแกโดยหักหัวรถออกนอกทางจนหัวรถกำลังจะทิ่มลงไปในคูอยู่แล้ว ผมเห็นดวงตาของแกโตมาก เพราะความตกใจคงจะร้องด้วย มือแกยกขึ้นไขว่คว้าอากาศ แล้วก็หมุนตัวกลับวิ่งข้ามถนนยืนตัวสั่นอยู่ที่เดิมหัวรถด้านขวา ผมว่าขนาดอีกเส้นยาแดงเดียวคงชนแกกระเด็นไปแล้ว ด๊อกเตอร์คงอ่อนใจที่รถไม่ชนเหยียบเบรครถหยุดสนิทพอดี และพูดว่าถ้าแกไม่หมุนตัวกลับผมจะตัดสินใจพารถลงไปในคูทั้งคัน เมื่อเหตุการณ์สู่ปกติ ด๊อกเตอร์พูดขึ้นว่า ผมไม่ได้เห็นแกเป็นคนวิ่งข้ามถนนมาหรอก แต่เห็นเป็นหมาวิ่งตัดหน้ารถ หมาตัวนี้มีรูปร่างแปลกกว่าหมาธรรมดา เพราะหัวมันอยู่ฟากถนนนี้ แต่ตัวมันยาวยึดไปถึงถนนฟากโน้น พวกเราพากันยกมือไหว้หลวงปู่พร้อม ๆ กัน เพราะรู้ว่าที่รถไม่ชนคนครั้งนี้ก็เพราะหลวงปู่สงเคราะห์ คุณปานหรือด๊อกเตอร์ถามว่า หลวงปู่ทำอย่างไรเขาจึงวิ่งกลับไปยืนอยู่ที่เก่า หลวงปู่ตอบว่า “ใช้จิตบังคับจิต” พวกเราก็ถามต่อไปว่าจิตบังคับจิตทำอย่างไรครับ หลวงปู่ตอบว่า เวลาที่เขาวิ่งข้ามถนนมาเขาวิ่งมาอย่างคนที่ขาดสติ เมื่อเราทำให้เขามีสติ เขาก็วิ่งไปที่เก่า พวกเราก็ยกมือไหว้ท่านอีกที ส่วนเรื่องที่ด็อกเตอร์เห็นเป็นหมาตัวยาว ๆ นั้น หลวงปู่ว่าหากเขาถูกรถชนตายเขาจะเกิดเป็นหมา (แต่เป็นหมาของสัตว์นรกไม่ใช่หมาในโลกมนุษย์รูปร่างของมันจึงยาวมากไม่เหมือนหมาในโลกเรา ข้อความในวงเล็บนี้เป็นความเข้าใจของผมเอง หากผิดพลาด ผมต้องขออภัยไว้ก่อนด้วย)
    
รถวิ่งมาเข้าเขตนครสวรรค์ คงประมาณอีก ๓๐ กิโลเมตรจะเข้าตัวเมือง ผมได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถผิดปกติ จึงบอกให้ด๊อกเตอร์จอดรถข้างทาง เปิดฝากระโปรงรถดูเครื่องก่อน พอรถหยุดผมก็ลงไปเปิดฝากระโปรงรถขึ้นดูเครื่อง ก็พบว่าใบพัดลมที่ใช้เป่าหม้อน้ำรถหักเป็นชิ้นๆ ผมก็เก็บชิ้นส่วนที่หักเหล่านั้นชูให้ด๊อกเตอร์ดู แสดงว่ารถวิ่งต่ไปไม่ได้แน่ แต่พอมองไปข้างหน้าประมาณไม่เกินครึ่งกิโลเมตรเห็นปั๊มน้ำมัน จึงบอกด็อกเตอร์ว่าขับไปที่ปั๊มก็แล้วกัน น้ำเดือดก็คงไม่เป็นไรแค่นี้เอง เมื่อรถถึงปั๊มน้ำมันปรากฏไม่มีเครื่องอะไหล่ขาย จึงขอซื้อถังน้ำเขา ๑ ใบ เพื่อไว้ตักน้ำข้างทาง ซึ่งหน้าฝนนี้มีน้ำตลอดทางไว้เติมหม้อน้ำที่เดือด เพราะความร้อนสูงเมื่อเครื่องหายร้อนก็ตัดใจวิ่งไปพักไปตามทางก็คงถึงนครสวรรค์ได้ แต่สิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเพราะพอรถวิ่งไปได้ไม่เกิน ๒๐๐ เมตร เข็มวัดความร้อนก็ตีขึ้นสุดเกของมัน พอเข็มตีสุดเก ผมก็เห็นมันตีกลับมาอยู่ตรงกลาง และไม่เคลื่อนไหวอีก ตรงอยู่กับที่เช่นนั้น เสียงเครื่องยนต์เรียบไม่กระตุกหรือสั่น คงวิ่งไปได้ตามปกติ แต่จิตของคน ๓ คน เกิดคิดตรงกัน (มาคุยกันภายหลังจึงรู้ว่าคิดเหมือนกัน) ว่า หากมีฝนตกลงมาก็จะดี เครื่องยนต์จะได้ไม่ร้อนเร็ว อึดใจเดียวกระมังฝนก็ตกใหญ่ชนิดไม่มีปี่มีขลุ่ย เราก็พร้อมใจกันยกมือไหว้หลวงปู่ท่าน โดยไม่ได้พูดสักคำ ท่านก็พูดขึ้นมาเองว่า “เวลานี้เราต้องการความเย็น ฝนเลยตก”รถวิ่งมาด้วยดีโดยเกวัดความร้อนคงมีอยู่ตรงกลางหน้าปัดจนถึงนครสวรรค์ ฝนก็ยังคงเทลงมาแบบเดิมไม่ยอมหยุด ทำให้เรามองหาร้านที่จะซื้ออะไหล่รถไม่ได้ จิตของคน ๓ คน เกิดความคิดตรงกันอีกว่า ถ้าฝนไม่หยุดตก เราคงจะหาร้านหรืออู่ซ่อมรถไม่พบ คิดเท่านั้นฝนหยุดลงชนิดหายไปอย่างสนิทเกือบทันที พวกเราก็พร้อมใจกันยกมือไหว้ท่านอีก ท่านก็พูดขึ้นมาเองว่า “ตอนนี้เราไม่ต้องการความเย็นฝนเลยหยุด” พอฝนหยุด เราก็พบอู่ซ่อมรถ เราทิ้งรถไว้ให้เขาโดยพาหลวงปู่ไปพักที่ร้านใกล้ๆอู่นั้น สักครู่ทุกอย่างก็เรียบร้อย พวกเราก็พาท่านหลับวัดสองพี่น้องโดยสวัสดี
    
หลวงปู่มานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจหลายเดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ วันหนึ่งคุณปานมาหาผมที่ ร.พ.บอกว่าหลวงปู่ไม่สบายมาก ข้าว-ปลาไม่ได้ฉันมา ๒-๓ วันแล้ว นอนคลุมโปง เหมือนเป็นไข้อยู่ที่บ้านคุณอะไร ผมก็จำชื่อไม่ได้ ให้ผมช่วยส่งรถพยาบาลไปรับท่านมาอยู่ ร.พ.ที ผมก็ส่งรถพยาบาลพร้อมคนหามเปลไปด้วยกับผมและคุณปาน ก่อนอกรถได้สั่งให้พยาบาลจัดห้องพิเศษ ชั้น ๔ ตึกรุจิรวงศ์ ให้เป็นที่อยู่ของท่าน ตึกรุจิรวงศ์เป็นตึกคนไข้พิเศษ ทางอายุรกรรมมี ๖ ชั้น แต่ในขณะนั้นพยาบาลขาดมากจงเปิดรับคนไข้ได้แค่ ๓ ชั้น ชั้น ๔ ทั้งชั้นจึงว่างอยู่ ชั้น ๕-๖ ใช้เป็นที่อยู่แพทย์ประจำบ้าน เมื่อไปถึงบ้านที่หลวงปู่พักอยู่ ก็ขึ้นไปตรวจท่าน พอเปิดห้องพักของท่าน ท่านนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง จึงนั่งลงกราบท่านยังไม่ครบ ๓ ครั้ง ท่านก็ลุกขึ้นนั่งเปิดโปงออก เอานิ้วมือชี้มาที่คุณปานแล้วท่านก็สอนธรรมะทันที ธรรมะที่สอนนั้นมุ่งตรงแต่เฉพาะคุณปานผู้เดียว คุณปานยังไม่อนุญาตให้เปิดเผย ผมก็ของดไว้ เมื่อนำท่านมา ร.พ. ท่านอ่อนเพลียมาก จึงต้องให้ทานพักนานๆโดยอนุญาตให้ญาติโยม พุทธบริษัททั้งหลายที่มีความศรัทธาในองค์ทานมาทำบุญ ทำสังฆทาน-เยี่ยม แต่ให้อยู่ในกฎระเบียบของ ร.พ. คือห้ามนิมนต์ท่านออกไปนอก ร.พ. แต่ก็โชคดีเพราะชั้น ๔ ว่างทั้งชั้นจึงให้ญาติโยมได้อาศัยสะดวก ตึกมีชานกว้างประมาณ ๖-๗ เมตร ยาวตลอดความยาวของตึกประมาณ ๔๐ เมตร มีม้าหินยาวตลอด และห้องพยาบาลเวรที่อยู่ด้านหน้าห้องหลวงปู่อีก ๑ ห้องใหญ่ๆ จึงใช้เป็นที่รับแขกได้อย่างดี ตอนเช้า-เย็น หลวงปู่ได้นั่งรถเข็นออกมาที่ระเบียงตึก ท่านอยู่นานจนเดินได้เองก็ออกมาเดินเล่นได้ และขอกลับไปอยู่วัด ส่วนทาง ร.พ.ไม่ได้ให้ท่านกลับ เพราะตอนนั้นผมเป็นผู้อำนวยการ ร.พ.ตำรวจอยู่ จึงได้สั่งการได้สะดวกทุกอย่าง โดยมิได้เก็บค่าห้อง ค่ายา ค่าบริการทุกชนิดตลอดเวลาหลายเดือนที่หลวงปู่พักอยู่ระหว่างนั้น หลวงปู่ได้ตั้งทุนให้กับ ร.พ.ตำรวจโดยฝากประจำเอาดอกผลมาใช้เป็นค่ายาแก่คนไข้อนาถา โดยให้นักสังคมสงเคราะห์ของ ร.พ.เป็นผู้รับผิดชอบ จำได้ว่าได้เงินทุนประมาณสองหมื่นกว่าบาท ซึ่งนับว่ามากในสมัยนั้น (ปัจจุบันก็คงสองแสนกว่าบาท)
    
ท่านกลับไปได้พักหนึ่ง พักยู่วัดอาวุธ ฝั่งธนบุรีก็อ่อนเพลียอีก จึงพาท่านมาอยู่ ร.พ.อีกเป็นหนที่สอง และได้อยู่ห้องเดิม ชั้นเดิม เพราะปกติผมไม้ได้เปิดรับผู้ป่วย ที่เปิดนี้ก็ต้องขอบคุณพวกพยาบาลที่เขาต้องทำงานเพิ่มขึ้นอีก ๑ ห้อง แต่เขาเคารพหลวงปู่กันมากจึงไม่มีใครบ่นสักคน ก่อนจะกลับครั้งที่ ๒ นี้มีคนมาทำสังฆทานกับหลวงปู่มากราบ จึงมีพระพุทธรูปมาถวายท่านขนาดต่างๆ กว่า ๒๐ องค์ หลวงปู่ก็เมตตาแจกพระพุทธรูปให้กับ ร.พ.เพื่อไว้ให้ หมด-พยาบาล-ราชการ และคนไข้ได้กราบไหว้บูชากัน ทำให้พวกแพทย์พยาบาลพากันปลื้มใจมาก ขณะนี้ก็ยังอยู่ครบทุกองค์ตามตึกต่างๆทั่ว ร.พ ตำรวจ
    
ผมจำวันเวลาที่แน่นอนไม่ได้ แต่เข้าใจว่าคงระหว่างเวลาที่หลวงปู่กลับไปวัดอาวุธครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ คืนหนึ่งผมไหว้พระ สวดมนต์ตามปกติ แล้วก็นั่งทำสมาธิอยู่ จิตก็จับภาพหลวงปู่บุดดาจนชัด แล้วก็นึกขออนุญาตท่านทางจิตเพื่อกิจการอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับวัตถุมงคลของท่าน ท่านก็อนุญาตผมมาทางจิต ซึ่งผมก็เข้าใจและไม่สงสัย ตอนเช้าผมไปทำงานแต่เช้าก่อน ๘.๐๐ น. ปกติเด็กจะเปิดห้องทำความสะอาดแล้ว เปิดเครื่องแอร์ แล้วจึงปิดห้องไว้ แต่บางวันก็เปิดไว้ (ไม่ได้ล็อคกุญแจห้อง) เพราะใกล้เวลาที่ผมจะมาทำงาน วันนั้นผมก็จำไม่ได้ว่าผมเปิดห้องเข้าไปโดยใช้กุญแจไขหรือเปล่า แต่เมื่อโผล่หน้าเข้าไปในห้องก็เห็นหลวงปู่ ท่านนั่งอยู่ที่เก้าอี้รับแขกประจำห้องแล้ว ผมทั้งดีใจและแปลกใจที่เห็นท่านมานั่งอยู่องค์เดียว จึงนั่งลงกับพื้นแล้วกราบท่าน พอครบ ๓ ครั้ง ผมเงยหน้าขึ้น ท่านก็ยกนิ้วชี้มาที่หน้าผมแล้วบอกว่า “ที่ขอมานั้นอนุญาต” ผมก็ขนลุกซุ่เลยเพราะยังไม่ได้พูดกับท่านสักคำ เมื่อตั้งสติได้ดีแล้ว จึงเรียนถามท่านว่า หลวงปู่มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ ท่านก็ตอบว่าเปล่า มาบอกเท่านี้เอง จากนั้นก็ถามท่านว่า ท่านมาองค์เดียวหรือ ท่านก็ว่ามาองค์เดียว ผมรับว่าตอนนั้นมันยังซื่อบื่อจริงๆ จึงไม่ได้ถามรายละเอียดอื่นจากท่านอีก และลืมถามท่านว่า ท่านฉันอาหารเช้าหรือยังมันซื่อบื่อตรงนี้อีก จึงถามท่านว่าท่านจะกลับวัดหรือไปไหนต่อ ท่านว่าจะกลับวัด จึงกราบท่านอีกครั้งแล้วช่วยพยุงท่านพาลงลิฟท์ไป เรียกรถแท็กซี่ ๑ คันมา จ่ายค่ารถเสร็จก็กราบท่านอีกครั้ง ท่านก็กลับวัดอาวุธฯไป รู้สึกงงๆไปหมด ที่ท่านเมตตาเราถึงขนาดนี้ พอกลับขึ้นไปก็ไปไล่เลียงเอากับเด็กทำห้องเปิดห้อง เด็กเสมียน ตำรวจหน้าห้อง และเลขาของผู้อำนวยการ (สมัยนั้นยังไม่เรียกว่านายเวร) ทุกคนต่างพูดเหมือนกันหมดคือ ไม่รู้-ไม่เห็นไม่ทราบ ว่าท่านมาตั้งแต่เมื่อใด เข้าห้องไปได้อย่างไร ตอนนั้นท่านอายุ ๘๔ ปี ไปไหนต้องมีผู้ช่วยไปด้วย ๑ คน หรือ ๑ องค์เสมอ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมเอาไปคุยโม้ได้อีกเป็นเดือน จนมีคนไปถามท่านตรงๆว่า ท่านรู้ได้อย่างไรที่หมดสมศักดิ์คิดอยู่ที่บ้าน ท่านก็ตอบตรงๆว่า ไม่มีอะไรมาก เราใช้คลื่นวิทยุคลื่นเดียวกัน คลื่นมันตรงกัน มันก็รับกันได้ แค่นั้นเอง
    
คุณปาน..ท่านคุยให้ผมฟังเป็นการส่วนตัวว่า ในอดีต..ตอนที่ท่านยังอายุน้อยอยู่ ใครที่นึกถึงท่านแบบพี่หมด ท่านจะไปปรากฏตัวเดินอยู่แถวหน้าบ้านของผู้นั้นเสมอในตอนเช้า แต่ปัจจุบันท่านเลิกทำแล้ว เพราะอายุมาก (๑๐๐ ปี) จึงไม่สมควรไปรบกวนขันธ์ห้าของท่านอีก เพราะขันธ์ ๕ คือเปลือกของท่าน ไม่ใช่ตัวจริง มันจึงแก่-เหี่ยว-อ่อนเพลีย-หมดแรงไปตามสภาพของมัน แต่จิตคือตัวจริงของท่านนั้นไม่เหนื่อย-ไม่แก่-มีแรงอยู่ตลอดกาล ท่านใช้กายของท่านแสดงธรรมอยู่ตลอดเวลา ใครจะเห็นหรือไม่เท่านั้น คือสัทธรรม ๕ ไตรลักษณ์ กฎของกรรมหรืออริยสัจ ท่านพูดเสมอว่าสังขารมันมีเกิดมีดับ หรือร่างกายนี้มันตายได้ แต่พระธรรมไม่ตาย คนตาย ใครร้องไห้ คนนั้นโง่เพราะสังขารมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา คนฉลาดเขาจึงไม่ร้องไห้ตัวเราคือ ธรรมะ เป็นอมตะ ไม่เคยตาย (จิตไม่ตาย ผู้ตายคือร่างกาย หรือธาตุ ๔)
    
เรื่องแป้งมงคล ความเห็นส่วนตัวของผม คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว ตอนที่ท่านไปนอนป่วยอยู่ที่ ร.พ. ตำรวจครั้งแรก ในปี ๒๕๒๐ ผมขอเล่าความโดยย่อว่า วันหนึ่งท่านปวดเมื่อยขา หมอตรวจแล้วก็เห็นว่าเป็นอาการปกติของผู้สูงอายุ จึงให้ใช้น้ำมันที่ทาแล้วรู้สึกร้อน เช่น น้ำมันหม่อง น้ำมันสโลน น้ำมันสะโต๊กทาได้ แต่พวกพยาบาลส่วนใหญ่เป็นหญิง จึงให้พยาบาลชายมาช่วยทาและนวดขาให้ท่าน เพื่อพวกลูกศิษย์หรือญาติโยมที่มาเยี่ยมท่านเห็นก็ช่วยเพราะคิดว่าได้บุญ ซึ่งก็เป็นความจริง เมื่อท่านให้คนหนึ่งทายาแล้วนวด บางคนก็ทั้งทาทั้งถู เมื่ออีกคนหนึ่งเห็นก็เอาบ้าง หลวงปู่ท่านเมตตาสูง ใครๆก็รู้ ใครจะทาจะถูจะนวด ท่านก็ไม่ว่าอะไร ยื่นขาให้เขาทำไป มึงบ้างกูบ้างว่ากันนัว จนที่สุดโยมที่เป็นสีกาก็ขอให้ได้บุญกับเขาบ้าง หลวงปู่ท่านไม่มีอาบัติก็จะให้ปรับได้เพระหมดอคติ ทั้ง ๔ แล้ว ซึ่งใครๆ ก็รู้ (ความจริงรู้ไม่ได้เพราะพวกที่ไปรุมทั้งทา-ถู นวดขาให้ท่าน รวมทั้งตัวผมด้วยมีอคติครบทั้ง ๔ ตัว จึงควรใช้คำว่าสงสัยว่าท่านคงหมดอคติ ๔ แล้ว จึงจะสมควร) มรรคที่พวกเหล่านี้ปฏิบัติ แต่ผลมาเกิดกับหลวงปู่ คือขาท่านบวม พอง แดงจัดแล้วก็แตกออกมีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม พยาบาลมาพบเข้าก็โทรฯ ไปรายงานให้ผมทราบ ผมมาดูแล้วก็ต้องปลงครับ เพราะไม่รู้จะโทษใครนอกจากกรรม กฎของกรรม เรื่องกฎของกรรมนี้ หลวงปู่ท่านทราบดี ท่านจึงไม่หนี ผมจึงให้พยาบาลตามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนังมารักษาท่าน และสั่งห้ามทุกคนไม่ว่าหญิง หรือชายเอาน้ำมันทุกชนิดมาทาขาของหลวงปู่อีก เมื่อขาท่านทุเลามาแล้ว น้ำเหลืองหยุดไหล หนังหายบวมและพอง ก็ให้ใช้แป้งผงที่ไม่มีสารอื่นเจือปนโรยบริเวณผิวหนังนั้นและทาเบาๆได้ เมื่อหมอสั่งใช้แป้งโรยและทาขาหลวงปู่ได้ บรรดาพวกที่หิวบุญ ยังไม่อิ่มในบุญ อยากได้บุญมาๆ ก็ซื้อแป้งมาถวายท่านจนเกินพอ ผมจึงเข้าใจเอาเองว่า หลวงปู่ท่านก็เลยเสกแป้งเหล่านั้นให้เป็นแป้งมงคลเสีย ด้วย พุทโธ-ธัมโม-สังโฆ อัปปะมาโณ แป้งนั้นก็เป็นแป้งมงคลใช้ได้สรพัดประโยชน์ สุดแต่ปัญญาของแต่ละคน ซึ่งไม่เสมอกัน และยังป้องกันไม่ให้พวกที่ไม่รู้จิรงทั้งหลายมาทำบุญกับท่านแล้ว ได้บุญกลับไปก็จริงแต่ก็ได้ของแถมคือบาปไปด้วย เพราะกฎแห่งกรรมนั้นไม่เคยยกเว้นให้ใคร กรรมนั้นเที่ยงเสมอ ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่วต่างกันแต่เวลาให้ผลเท่านั้นที่จะเร็วหรือช้า เมื่อท่านหายดีแล้วคนก็ยังเอาแป้งมาถวายกันอย่างต่อเนื่อง ท่านเลยอาราธนา พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ มาอยู่ในแป้งเพื่อสงเคราะห์ญาติโยมทั้งหลาย โดยท่านแจกแป้งเหล่านี้กลับไปให้ญาติโยมใช้อีก สุดแต่ปัญญาและความปรารถนาของแต่ละคนที่จะนำไปใช้ ซึ่งเป็นเรื่องของกฎของกรรมที่ทุกคนจะต้องศึกษา-ปฏิบัติเอาเอง รู้ด้วยตนเองเฉพาะตน กรรมใครกรรมมันทำแทนกันไม่ได้

หลวงปู่ท่านพูดขึ้นลอยๆ ให้ผมฟังขณะที่ผมกำลังตรวจร่างกายท่านว่า “เออ อ้ายพวกนี้มันมาติดเปลือกติดหนามขนุน ทุเรียนอยู่อย่างนี้ แล้วเมื่อไรมันจะได้กินเนื้อสักทีเล่า” ผมได้ยินอย่างน้อยก็ ๒ หน ด้วยหูของผมเอง ธรรมะประโยคนี้ลึกซึ้งมาก ถ้าเอาไปใคร่ครวญพิจารณาด้วยปัญญา ผมขออนุญาตอธิบายสั้นๆเป็นตัวอย่าง ดังนี้.-
    
๑.ร่างกายที่เห็นอยู่ คือ เปลือกของท่าน มันไม่ใช่ตัวจริง มันเป็นเพียงแค่หนังที่หุ้มขี้อยู่เท่านั้น (ท่านพูดเสมอประโยคนี้) จะมาติดมันทำไมกันนักหนา ท่านสอนตรงตามพระพุทธเจ้าสอน เพราะจุดมุ่งหมายของพระองค์มุ่งสอนคนให้พ้นทุกข์ เพื่อไปพระนิพพาน จึงสอนเพื่อละไม่สอนเพื่อยืด สอนให้เพราะกับจริตในหมู่ชนที่พระองค์ทราบดีว่าสอนแล้วมีผล เขารับฟังแล้วสามารถไปถึงนิพพานได้ แต่ในหมู่ชนที่พระองค์เห็นว่าเขาไปไม่ได้  ยังมีกำลัง-มีบารมีไม่พอพระองค์ก็สอนให้เขาละความชั่ว ทำแต่ความดี แล้วพยายามทำจิตใจให้ผ่องใสไว้เสมอเพื่อกันนรกสำหรับผู้ที่ไปได้ก็สอนด้วยหลักเดียวกัน คือให้ละชั่ว-ทำดี-ทำจิตใจให้ผ่องใส แต่สอนให้ละเอียดขึ้นว่าแม้แต่ความดี ก็จงอย่ายึดถือ (จงทำดีแต่อย่าติดในความดี) เพราะผู้ที่ทำบุญ (ทำดี) แล้วติดบุญก็ไปได้แค่สวรรค์ ผู้ทำจิตให้สงบแล้วติดในความสงบ ก็ไปได้แค่พรหม หากจะไปนิพพานนั้นต้องละทุกอย่างจึงจะไปได้ถึง...เป็นต้น
    
๒.จิตของท่านหรือกายในของท่านนั้นคือตัวจริง เป็นกายธรรม หรือธรรมกาย สำหรับกายธรรมของท่านนั้นมันไม่เกิดไม่ดับอีก เพราะเป็นกายโลกุตตรธรรม ท่านบอกไว้ชัดแจ้งตอนที่มีผู้มาถามปัญหาธรรมท่านว่า ทำไม่คนจึงเกิด ท่านตอบว่า ที่เกิดก็เพราะ-ยัง-โง่อยู่- ผู้ถาม ถามต่อว่า รู้ว่าโง่แล้ว หลวงปู่เกิดมาทำไม ท่านตอบว่า ก็เพราะยังโง่นะซิ ถึงต้องเกิด ผู้ถามถามต่อว่า แล้วหลวงปู่จะเกิดอีกไหม ท่านตอบว่า เกิดมาให้มันโง่นะซิ นี่คือคำตอบที่ชัดแจ้งว่าท่านหมดโง่แล้ว ท่านจึงไม่ต้องเกิดอีก
    
๓.หลวงปู่บุดดา ถาวโร ท่านมีแต่ปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ท่านจะไปไหน ท่านก็ไปของท่าน ไม่มีใครห้ามท่านได้ ท่านพร้อมที่จะไปไดในทุกๆโอกาส แม้กระทั่งการทิ้งขันธ์ ๕ ดังนั้นท่านผู้อ่านเรื่องที่ผมเขียนนี้แล้วคงเห็นด้วยกับผมว่า การเอาจิตถึงจิตนั้น ดีกว่าเอากายถึงกายมาก.

 
 

Main Menu