พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความ หลวงพ่อคูณ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ กับการสร้างวัตถุมงคลและพระเครื่อง
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ กับการสร้างวัตถุมงคลและพระเครื่อง PDF พิมพ์ อีเมล

หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ กับการสร้างวัตถุมงคลและพระเครื่อง

หลวงพ่อคูณยังคงเป็นที่พึ่งของพุทธศาสนิกชนทุกคนที่เหยียบ ย่างเข้ามายังวัดบ้านไร่ ท่านทำเพื่อคนอื่นมาตลอด จนผู้คน ที่ไปพึ่งบารมีท่านนั้นอาจจะลืมไปว่า หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เป็นพระภิกษุ ชราภาพรูปหนึ่งที่ไม่เคยขออะไรจากใคร แม้แต่ความสงบในบั้นปลายแห่ง ชีวิต ที่สมควรจะได้พักผ่อนตามวัยของท่านแล้ว


หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เป็นคนถ่อมตน ไม่โอ้อวด อย่างเช่นเมื่อมี นักข่าวไปถามท่านว่า ประชาชนเห็นความดีอย่างไร จึงได้มีเงินบริจาคเข้า มาทั้งที่ท่านเพิ่งกลับออกมาจากธุดงค์ ออกมาจากป่า ท่านตอบว่า

“มันก็ยังไม่มีในระยะนั้น มันก็ท่าได้ ขุดบ่อขุดบึงไปตามเรื่องตาม ราวไปเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรมากมายใหญ่โตหรอก ก็กลับมาอยู่วัดนี้ เมื่อ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาอยู่วัดนี้ ก็ได้มาริเริ่มทำการ ก่อสร้างห้องน้ำวัด สร้างโบสถ์บ้าง สร้างกุฏิข้าง”

ท่านบอกสภาพของวัดบ้านไร่ตอนที่ท่านมาอยู่ว่า “สภาพในระยะนั้นมันก็ไม่รุ่งโรจน์เหมือนเช่นนี้หรอก ศาลาก็เป็นไม้ กุฏิก็เป็นไม้ ห้องน้ำก็มีน้อยๆ อันเดียว ก็เพิ่งมาทำเมื่อนี้หรอก ไม่มีอะไร” ต่อข้อถามว่า อะไรทำให้หลวงพ่อคิดพัฒนาวัด ทั้งชุมชนทั้งสิ่ง ก่อสร้างต่างๆ ท่านตอบว่า

“คือมันต้องพิจารณาว่า อะไรมันเจริญ อะไรมันจะดี ต้องช่วยกัน พัฒนา ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา อย่าไปนิ่งนอนดูดายอยู่ อะไรมัน เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองก็ช่วยกันพัฒนากันคนละเล็กละน้อย จะไป คอยแต่รัฐบาลมันไม่ไหวหรอก มันต้องช่วยกันคนละเล็กละน้อย ช่วยกัน หยิบช่วยกันจับไป ของอะไรที่เจริญได้ก็ต้องมีคนช่วยกัน อย่าไปคอยแต่ เงินแผ่นดินเข้ามาพัฒนา มันไม่ทันเหตุการณ์หรอก เพราะเงินแผ่นดินมัน ไม่ได้มีอยู่แห่งเดียว มันทั่วแผ่นดิน คนนั้นก็เอา จึงเกิดไม่ทัน เกิดไม่ ทันถ้าไม่ช่วยตัวเอง”
“ความคิดที่จะพัฒนานี่ มีมาก่อนที่จะมีเงินบริจาคเข้ามาใช่หรือครับ” นักข่าวถาม

หลวงพ่อคูณตอบว่า... “กูชอบมาแต่เดิม กูชอบมาแต่เดิมน่ะเรื่องนี้ เรื่องบริจาคทานการกุศลนี่กูชอบมาตั้งแต่เป็นเด็กเป็นเล็ก มันเกิดขึ้นเอง มัน เป็นของมันเอง ไม่ได้มีใครมาแนะนำพร่ำสอน ไอ้คนที่ไม่มีศรัทธานี่จนคน แนะนำพร่ำสอนตายไปมันก็ไม่เชื่อ”

เมื่อถามว่า ใน พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการเอารูปของหลวงพ่อ คูณไปทำเหรียญวัตถุมงคลให้เช่าบูชากันนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร หลวงพ่อท่าน ก็ตอบว่า

“ก็เริ่มทำเหรียญทำอะไรกัน ก็ทำจำหน่ายจ่ายแจกมาสร้างวัด สร้าง โบสถ์ สร้างศาลา ได้เงินได้ทองก็ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ ที่วัดหนึ่ง วัดใดเป็นโบสถ์ เป็นศาลา เป็นเวจเป็นกุฏิอะไรก็มาเก็บกักกันอยู่วัดเดียว” “เริ่มครั้งแรกที่สร้างเหรียญสร้างอะไรต่างๆ นี่ หลวงพ่อเป็นคนคิด เองหรือว่า..”

“ไม่ใช่หรอก เขาคิด คนอื่นเขาคิดให้ เขาทำไป เขาไปทำประโยชน์ ช่วงแรกๆ ยังไม่มีใครศรัทธา ยังไม่มีใครเชื่อเลย สมมติว่ามีคนสักร้อย หนึ่งมีศรัทธาในเราสองหรือสามคนอย่างมาก”

นักข่าวสงสัยว่า เมื่อคนศรัทธายังมีน้อยทำไมถึงสร้างเหรียญขึ้นมา หลวงพ่อคูณก็ได้อรรถาธิบายว่า

“อ้าว! ก็ต้องสร้างต้องทำให้เขาเห็นสิ ถ้าไม่สร้างไม่ทำใครเขาจะไป รู้จักเราล่ะ ใครเขาจะมีศรัทธากับเรา มันต้องทำให้เขาเห็นเขารู้ คนจะได้ มีศรัทธา ถ้าไม่ทำอะไรเลย ไปนั่งงอมืองอเท้าอยู่ใครเขาจะมามีศรัทธา ต้องแผ่ออกไปจะได้มีศรัทธา”

“ในช่วงแรกที่ทำเหรียญออกมานั้น ประชาชนมีปฏิกิริยาอย่างไรกับ เหรียญของหลวงพ่อ”

“คนชอบก็มีบ้างเหมือนกันแต่มันมีน้อย คนไม่ชอบแหละมาก คนที่เคารพนับถือก็มีแต่มันมีน้อย”

ทำเหรียญทำวัตถุมงคลแล้วจำหน่ายจ่ายแจกออกไป ก็ได้เงินเข้ามา เงินรายได้ต่างๆ หลวงพ่อมีวิธีการควบคุมอย่างไรที่จะไม่ให้เงินมันสูญหาย ทรอรั่วไหลออกไปนั้น หลวงพ่อตอบอย่างอารมณ์ดีว่า

“ก็ไม่มีวิธีอะไรหรอกหลาน ไอ้เรื่องด้านการเงินนี่มันก็เป็นธรรมดา น่าไม่ถือว่าเป็นธรรมดา ทำยังไงจะให้ได้ร้อยหนึ่ง เต็มร้อยนี่มันเป็นไปไม่ ได้หรอก ไม่ว่าใครทำ มันก็มีเป็นธรรมดา ตักน้ำใส่ขวดใส่ตุ่มใส่ไหอะไร มันก็มีการหกเป็นธรรมดา เราไปกินอาหารเราไปกินข้าว จะให้กินได้ทุกเม็ดมันเป็นไปไม่ได้ มันก็หกบ้าง ติดชามบ้าง ติดช้อนบ้างเป็นธรรมดา นอว่าเป็นของธรรมดาเสียก็สบาย อย่าไปยึดไปถืออะไรมากนัก”

“ทีนี้ ถ้าเงินที่รั่วไหลไป หากเกิดจากเจตนาไม่สุจริต หรือมีคนใกล้ ชิดยักยอกไป หลวงพ่อจะรู้สีกอย่างไรครับ” นักข่าวยังไม่หายกังขา หลวงพ่อคูณตอบว่า

“ไม่รู้สึกอะไรหรอก มันเอาไปก็ช่างมันเถอะ มันจะได้มีอันอยู่อันกิน แผ่เมตตาให้ไป ไม่ได้ไปสาปแช่งอะไรมันหรอก”

นักข่าวถามต่อไปถึงเรื่องที่หลวงพ่อคูณท่านหาเงินมาพัฒนา ทั้งสิ่ง สาธารณประโยชน์และวัดวาอารามว่า จะรอให้รัฐบาลทำไม่ได้ใช่ไหม ท่าน ก็ตอบว่า

“พึ่งไม่ได้ ต้องช่วยกัน พึ่งไม่ได้เพราะอะไร จะไปรองบประมาณ ของแผ่นดินน่ะ เงินงบประมาณของแผ่นดินเขาก็พัฒนาไปทั่วแผ่นดิน เรา จะไปเอาเงินแผ่นดินมาพัฒนาอยู่คนเดียวไม่ได้ มันเป็นเงินของแผ่นดินก็ เอาไปพัฒนาทั่วแผ่นดิน เราจะมานั่งงอมืองอเท้าคอยเงินของแผ่นดินไม่ได้ มีกำลังทำอะไรทำไปเลย อีกอย่างหนึ่งเราเกิดมาสร้างบารมี ถ้าเราไม่เกิด มาสร้างบารมีมันก็อีกอย่างหนึ่ง นี่เราเกิดมาสร้างบารมี อย่าไปกลัวยาก กลัวเหนื่อยอยู่เลย มีก็ช่วยพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง ไม่เป็นไร ช่วย กันจะมาหลงตัวมัวเพลินเรื่องเงินทอง หรืออะไร เสียเวลาเวลา เข้าใจไหม ที่พูดๆ ให้ฟังนี่”

สำหรับเหรียญของหลวงพ่อหลายๆ รุ่น จะมีอักขระจารไว้ด้านหลัง ว่า “มะ อะ อุ ยา นะ” หรือไม่ก็ “มะ อะ อุ” นั้นเป็นคาถาสำหรับ อะไรนั้น หลวงพ่อบอกว่า

“มะ” หมายถึงว่า พระมหาโมคคัลลาน์
“อะ” นั้นหมายถึง พระอานนท์ “อุ” นั้น อุบาลี
“มะ อะ อุ” รวมด้วยพระองค์ ส่วน “นะ” นี่

ครูบาอาจารย์ไม่บอก เพียงแต่บอกว่า “นะ” ตัวเดียวก็ได้ หรือลง “มะ” ตัวเดียวก็ได้ ท่านก็บอกอยู่แค่นี้ ท่านก็ไม่บอกท่านบอกว่า “มะ” คือ มหาโมคคัลลาน์ “อะ” นะ อานนท์ “อุ” นะ อุบาลี ท่านบอกอยู่แค่นี้” “การฝังตะกรุดลงเนื้อนี่มีความเป็นมาอย่างไร” “เป็นมาตั้งแต่ครูบาอาจารย์ท่านทำมาให้เห็นแล้วละหลาน จะมาเที่ยว ค้นเที่ยวเดาท่าเองได้อย่างไรไม่ใช่ของต้น”

เมื่อถามถึงว่าที่บริเวณท้องแขนของท่านมีตะกรุดฝังอยู่ ๒ ดอก ใช่ หรือไม่ หลวงพ่อคูณท่านตอบปฏิเสธ “กูน่ะ กูไม่มีหรอก ดอกสองดอก”

เมื่อนักข่าวถามยืนยันว่า มีบางคนเขียนประวัติของหลวงพ่อคูณว่า หลวงพ่อมีตะกรุดที่พระอาจารย์ฝังให้ท่านก็ปฏิเสธอีก “ไม่มีหรอกหลาน”

และเมื่อถามว่า หลวงพ่อเคยฝังตะกรุดให้นักฟุตบอลชาวอิตาเลียน ที่มีชื่อว่า “โรแบร์โต้ บักโจ้” หลวงพ่อจำได้หรือเปล่า ท่านก็ตอบว่า

“กูจำตัวเขาไม่ได้หรอกหลาน เขาก็มามากนะแต่กูไม่รู้จักชื่อ จำตัว เขาไม่ได้หรอก ใครมาก็ทำไปเลย ท่าไปเลย ไม่ได้ไปลงบัญชีไว้ว่า ชื่อ อะไร อยู่ประเทศอะไร จังหวัดอะไร ไม่มีไปสนใจอะไรหรอก ไม่เคย ไม่เคย ไม่เคย ไปทำอะไรแบบนั้น ไม่เลือกว่าเป็นใคร ใครมีศรัทธา ใคร อยากได้ก็มาเลย”

“อย่างนี้ถ้าคนไม่ดีมาขอให้หลวงพ่อฝังตะกรุดให้ แล้วเขาก็ไปทำสิ่ง ที่ชั่วร้าย หรือสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเล่าครับ”

“มันเรื่องของเขา กูก็บอกว่าฝังตะกรุดไปตะกรุดที่มีความหมายให้ตั้ง อยู่ในศีลในธรรม ไม่ใช่จะเป็นคนเกะกะระราน เป็นคนเก่งลักขโมยอะไร เขา เราทำไปเราเอาคุณพระเป็นที่พึ่ง อย่าไปเที่ยวฉกอย่าไปเที่ยวขโมยเขา เกิดมาเป็นคนต้องมีพรหมวิหาร ๔ ติดตัว ต้องมีเมตตาแก่เพื่อนมนุษย์ หรือว่าเมตตาแก่สัตว์ทั้งหลาย ไม่ใช่ทำไปแล้วเที่ยวฉก เที่ยวขโมย กูบอก เขาแล้ว แต่ว่าเขาไปทำอะไรไปแล้ว กูก็ไม่รู้ว่าเขาไปทำยังไง เป็นยังไง ไป ไกลแล้ว”

“หลวงพ่อเคยได้ฟังหรือได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับปาฏิหาริย์อิทธิฤทธิ์ ของตะกรุดที่หลวงพ่อฝังให้แก่ญาติโยมบ้างไหมครับ”

“โอย! ได้ยินมาเป็นร้อยครั้งพันครั้ง จนไม่รู้กี่ครั้งกี่หนกี่คราวแล้ว “อันนั้นเป็นปาฏิหาริย์จริงๆ จากตะกรุดหรือเปล่า หลวงพ่อเชื่ออย่าง นั้นหรือเปล่าครับ”
 

หลวงพ่อคูณตอบว่า “จริง...จริง!”

เมื่อถามถึงว่า สำหรับคนที่หัวสมัยใหม่ที่เชื่อในทางวิทยาศาสตร์ ว่าเรื่องอย่างนี้เชื่อได้ยาก หลวงพ่อจะอธิบายกับเขาอย่างไร หลวงพ่อ กล่าวว่า

“อธิบายไม่ได้หรอก ก็อย่างว่าบอกทำให้แก่คนที่เขาเชื่อ คนไม่เชื่อ เขาก็ไม่มาหาเรา เขาก็ไม่มาทำ อย่างมึงไม่เชื่ออย่างนี้ มึงก็สู้! งมงาย มึงก็ไม่มา มันมานี่มาด้วยใจศรัทธา มาด้วยความรัก มาด้วยความพอใจ อยากทำไม่ใช่ว่าไปอวดดี อวดเก่งอะไร ใครมาก็ทำให้ ไม่มาก็แล้วไป เอ็ง ก็ไม่ไปเที่ยวเชิญชวนให้ใครทำ แล้วแต่ใครจะทำไม่ทำ ใครมาก็ทำ ใคร ไม่มาก็แล้วไป ก็มีอยู่แค่นี้”

“อิทธิฤทธิ์ที่หลวงพ่อได้ยินได้ฟังมากที่สุดนี่มักจะเป็นเรื่องอะไรครับ”

“โอ๊ย เรื่องอะไรกูบอกไม่ถูกหรอก ร้อยแปดพันประการ สารพัด สารพัน สารเพ”

 


 

เนื่องจากมีนักข่าวพูดกันหนาหูว่า เหรียญของหลวงพ่อคูณ หรือ วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังของหลวงพ่อมีการทำปลอมออกมา จำหน่ายจน ร่ำรวยไปตามๆ กันนั้น หลวงพ่อมีความรู้สึกอย่างไร คำตอบของหลวงพ่อ ในกรณีเช่นนี้ ก็คือ

“ปลอมก็ช่างมันเถอะ ยังไงมันก็เหรียญกู เอ่อ...ธนบัตรของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขายังปลอมกันเยอะแยะเลย จะเอาอะไร กับเหรียญกู ปลอมได้ก็มีคนไปปรับไหม ลงโทษเข้าคุกเข้าคา ปลอมธนบัตร ที่ใช้กันอยู่ทุกวัน เอาตราเอารูปหรือว่าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มันก็ยังทำได้ นับประสาอะไรกับของกู ทำง่ายๆ อย่างนี้ ทำก็ช่างมันเถอะไปว่าอะไรมัน ใครอยากทำก็ทำไป ใครมีหน้าที่ ทำก็ทำไป ไปว่าอะไรเขา ไปโกรธอะไรมันล่ะ มันจะได้มีช่องทางหากิน ช่างมันเถอะ”

ได้รับคำตอบอย่างนี้ นักข่าวจึงถามต่อไปว่า แล้วอย่างนี้ คนที่ซื้อ โดนของปลอมเข้าไป เขาโดนหลอกนี่หลวงพ่อจะทำอย่างไร

“มันก็จำเป็น เป็นของธรรมดาไม่รู้จะแกไขยังไง คนเอาก็ไม่รู้เรื่องรู้ ราวอะไร เห็นว่าถูกเขาหลอกก็เอาไป แล้วบางทีถูกเขาหลอกไปมันเอา ไปด้วยใจศรัทธา มันเอาไปด้วยความเคารพ ก็ใช้ได้ครือกัน มันอยู่ที่ใจ และจะให้เอ็งนับถือจริงหรือไม่จริง ถ้าไม่นับถือเอาไปได้ก็ไม่มีความหมาย มันต้องเอาไปด้วยใจศรัทธา เอาไปด้วยใจเคารพ เอาไปด้วยความเลื่อมใส มันถึงจะได้ผล” ท่านบอกอย่างนี้

หลวงพ่อคูณให้เครื่องรางของขลัง วัตถุมงคลหลายๆ อย่างกับผู้มา ขอ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่หลวงพ่อไม่ให้นั่นก็คือ “เลขหวย” แต่ก็ยังมีผู้คน ไปขอท่าน ไปสังเกตกิริยาท่าทางและคำพูดของท่าน แล้วเอามาตีเป็นเลข หวย โชคดีก็ถูก โชคไม่ดีก็ไม่ถูก อยู่ที่ดวงชะตาของใครก็ของมัน

นอกจากไม่ได้ให้หวยแล้ว ท่านยังสั่งสอนเกี่ยวกับการเล่นหวย อีกว่า

“มันเป็นทางอบายมุขลูกหลานเอ๊ย! อย่าไปหลวมตัวเลย อย่าไปเพลิน เลย จะไปเอาชนะกับพญามัจจุราชนี่เอาชนะไม่ได้หรอก ยอมแพ้มันเสีย ใครคนที่มีโชค มีบุญ มีวาสนา มีบารมี เคยได้สร้างได้ทำมาแต่ในอดีตชาติ ซื้ออะไรมันก็ถูก คนไม่มีบารมีไม่มีบุญไม่มีบารมี ซื้อไปจนแก่ตายก็ไม่ถูก หรอก กูอยากให้มึงบรรทุกรถมาซื้อดู บุญไม่มีบารมีไม่ถึง เอามาเถอะ เป็นตู้ๆ ขนมาเถอะ ซื้อไปจนตายมันก็ไม่ถูกหรอก ที่ได้เกรียวๆ มันก็ถูก แต่คนมีโชคมีบุญ”

“แล้วหลวงพ่อจะให้คำแนะนำแก่พวกที่ชอบเล่นหวยอย่างไร” หลวงพ่อคูณตอบว่า

“อย่าไปสอนมันเลย สอนมันได้มันก็ไม่เชื่อฟ้งหรอก ก็ปล่อยไป คนมีบุญมีโชคถึงคราวได้ก็ได้ไป คนไม่ถึงคราวได้มันก็ผิดไป คนทั้ง แผ่นดินจะไปสอนมันหวาดไหว อย่าไปสอนมันเลย ป่วยงาน ป่วยการ เปล่าๆ ไปสอนคนมันสอนไม่ไหว แนะนำมันได้มันก็ไม่ทำหรอกไอ้หลาน คนมันจะให้มันทำอะไรทุกวันนี้ตามนี้มันไม่มีช่องทางจะทำดอก เพราะมัน ไม่มีน้ำ ที่ปลูกผักมันก็ไม่มีน้ำรด จะทำอะไรมันก็ไม่มีช่องทาง ต้มเกลือ มันก็ไม่มีฟืนไม่มีไม้ต้ม มันทำไม่ได้สักอย่างเดียว ก็ไปนั่งงอมืองอเท้า กันอยู่ทั้งบ้านทั้งแผ่นดินนั่นแล้ว เพราะมันไม่มีน้ำ มีน้ำมีช่องทางจะได้ ปลูกผักปลูกอะไรซื้อหาแลกเปลี่ยน แต่แบบนี้มันก็ไม่มีอะไร มีแต่ แดดกับลมแม้แต่น้ำมันก็ยังจะอดตายแล้ว จะไปแนะนำให้มันทำอะไรก็ ไปแออัดอยู่ในกรุงเทพฯ ตามโรงงาน เหลือแต่คนแก่ๆ ที่อยู่บ้าน เข้าใจ หรือยัง”

 
 

Main Menu