พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความ หลวงพ่อคูณ อยู่กลางไฟ (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่)
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


อยู่กลางไฟ (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่) PDF พิมพ์ อีเมล

อยู่กลางไฟ (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่)

 

ในหนังสือ “กูมีแต่ธรรมะ” ผมได้เขียนถึงหลวงพ่อคูณแต่กรณีได้รับบริจาคเป็นเงินหลายร้อยล้านบาท แล้วมีคนได้ถามท่าน ว่าบริจาคเงินให้แก่องค์กรอื่นๆ เป็นจำนวนมากมายโดยไม่เสียดายบ้างหรือไง หลวงพ่อคูณตอบอย่างรวดเร็ว...”กูใช้เงินเนี่ย กูใช้อย่างทารุณ ใช้ อย่างอื่นมีเมตตา แต่ใช้เงินกูไม่มีเมตตาเลย ไม่มีบันยะบันยัง เงินมาเป็น นายกูไม่ได้ดอก ต้องเป็นทาสกู ต้องอยู่ใต้บังคับบัญชากู”

ด้วยเหตุนี้เงินที่ได้รับบริจาคมาทั้งสิ้น หลวงพ่อคูณจึงนำไปใช้ในการ สาธารณประโยชน์อย่างเต็มกำลัง จนเกิดประโยชน์ขึ้นทั่วภาคอีสาน โดย ที่ท่านไม่ได้เก็บเอาไว้แม้แต่เล็กแต่น้อย

“เงิน” เป็นเพียงกระดาษหรือเหรียญโลหะที่ถูกสมมติให้มีค่าในการ แลกเปลี่ยนซื้อขายทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ต้องการ จำนวนของเงินที่แต่ละ คนเป็นเจ้าของครอบครองอยู่คือการบ่งบอกถึงฐานะว่ามั่งมีร่ำรวยหรือยากจน แค่ไหน เงิน...เป็นสิ่งมีค่า และเป็นสิ่งเดียวที่คนทุกคนปรารถนาอยากมี อยากได้

มีเงินมากเท่าไร ก็ยังอยากได้เพิ่มมากขึ้นไปอีก กล่าวได้เลยว่า มีเงินมากมายมหาศาลเท่าไร ก็ยากนักที่ใครจะรู้จัก อิ่มรู้จักพอ

ดังนั้น “เงิน” จึงไม่ผิดกับรากเหง้าของกิเลสขนาดมหึมา ซึ่งมีน้อย คนนักจะควบคุมหรือกำจัดกิเลสกองนี้ให้หลุดพ้นไปจากจิตไจได้ง่ายๆ มีคนมากมายที่พบกับความพินาศ พบกับความหายนะของชีวิตและ จิตวิญญาณ จากค่าสมมติของเงินมามากต่อมากแล้ว

ผู้เขียนจะเล่าถึงคนบางคนที่รู้จัก และเขาคนนั้นได้ตกเป็นเหยื่อของ อำนาจ “เงิน” กระทั่งชีวิตทั้งชีวิตได้แหลกวินาศไปอย่างน่าอนาถ

เขาผู้นี้ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ประสบความสำเร็จในธุรกิจพัฒนาที่ดิน ในลักษณะจัดที่ดินในแบบสวนเกษตรที่เชียงใหม่ โครงการที่สองจึงเริ่มขึ้น อีกครั้งที่ อ.แม่สาย เชียงราย
แต่ครั้งนี้...ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มทรุดตัวเนื่อง จากสงครามอ่าวเปอร์เซีย เขาพยายามกู้หนี้ยืมสินเพื่อพยุงธุรกิจของตัวแต่ ทุกอย่างไม่ดีขึ้น...

ระหว่างนั้นเองเขาได้คบหากับเจ้าพ่อและผู้มีอิทธิพลในย่านภาคเหนือ เขาถูกเสนอให้หิ้วผงขาวเข้ากรุงเทพฯ โดยมีตัวเลขค่าตอบแทนความ เสี่ยงอย่างน่าพอใจ
เขาตกลงรับงานนี้ ไฟกิเลสกองใหญ่กำลังคอยเผาไหม้อยู่แค่เอื้อมมือถึงแล้ว

ความที่ใจกล้าและความโลภ ทำให้เขาเอื้อมมือเข้าไปกลางกองไพ่ อย่างไม่รีรอ ได้รับเงินก้อนใหญ่มาเคลียร์หนี้และใช้จ่ายอย่างไม่ต้องยั้งมือ เหมือนก่อน
พร้อมกันนั้น ความกระหายในเงินก็เพิ่มพูนจนหาที่สิ้นสุดไม่ได้ เขา กลับยอมให้อำนาจ “กิเลส” ร้ายครอบงำมโนธรรมจนมืดมิด...สำนึกผิดชอบชั่วดีไม่มีเหลือในจิตสำนึกอีกต่อไป

เขาทำการขนเฮโรอีนกี่ครั้งไม่มีใครทราบได้ แต่ที่แน่ๆ เขามีเงินใช้ ติดตัวอย่างมากมายอย่างผิดปกติ โดยหารู้ไม่ว่าตัวเองถูกเฝ้าจับตามองจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ
ผงขาวที่เขาจะนำส่งอีกครั้งหนึ่งไปไม่ถึงที่หมาย ตำรวจทางหลวงสกัด จับได้ก่อน ตัวเขาเองถูกจับสอบสวนและส่งฟ้องศาล (ไม่ทราบว่าถูกตัดสิน คดีหรือยัง) และที่ผู้เขียนยกตัวอย่างให้พิจารณานี้ก็เพื่อให้เห็นว่า ภาวะ ปกติธรรมดาของปุถุชนซึ่งยังมีกิเลสตัณหาอยู่บริบูรณ์ แต่จะประสบความ สำเร็จหรือผิดหวังนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญ ชำนาญในงานและปัญญา ของแต่ละคนเป็นสำคัญ

หากเขาไม่ยอมถลำเช้าไปอยู่ในวงจรของคนอุบาทว์...ไม่ยอมให้ความ โลภมีอำนาจเหนือมโนธรรมได้ เขาย่อมไม่เสียงกระทำผิดกฎหมายร้ายแรง ถึงขั้นนี้ได้
นี่คือเรื่องราวของคนคนหนึ่งที่พ่ายแพ้ต่อกิเลส ความโลภและต้องได้ รับผล “กรรม” แห่งความโลภนั้นอย่างทันตาเห็น เข้าไป “อยู่กลางไฟ” อย่าง สลดสังเวชยิ่ง

ถ้าเขามี “สติ” กำกับใจเพียงอย่างเดียวชีวิตในชาตินี้ก็คงไม่ประสบ หายนะเช่นที่เป็นอยู่

สาธุชนทั้งหลาย...กลางไฟแห่งกิเลส โลภะ โมหะนั้นมันเร่าร้อน ทุรนทุรายนัก และมันก็พร้อมจะแผดเผาผู้คนที่ไม่ยอมหันหน้าเข้าหา พระธรรมอยู่ทุกขณะจิตเช่นกัน

 
 

Main Menu