เขี้ยวเสือกลวง ตำนาน-ประวัติเขี้ยวเสือ หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย พิมพ์

 

เขี้ยวเสือกลวง ตำนาน-ประวัติเขี้ยวเสือ หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย
 
เขี้ยวเสือกลวง คงกระพันและมหาอุด
 
         เขี้ยวเสือ  จัดอยู่ในประเภทเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่งที่โด่งดังมาก  คือ  เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย  จังหวัดสมุทรปราการ  แม้แต่ล้นเกล้าฯ  รัชกาลที่ 5 ยังทรงพระราชนิพนธ์ถึงหลวงพ่อปานกับเขี้ยวเสือมาแล้วด้วยพระองค์เอง
 
         เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประตูน้ำหลวงที่ตำบลคลองด่านนั้น  ในขบวนผู้ตั้งแถวรับเสด็จมีสามเณรน้อยและพระภิกษุรูปร่างล่ำสันผิวคล้ำด้วยแดดเผาประปนอยู่ด้วย  ในมือของสามเณรน้อยประคองพานแว่นฟ้าอย่างระมัดระวัง  ทว่าด้วยความประหม่า  เมื่อได้ยินเสียงเจ้าพนักงานประโคมเป็นเครื่องบอกให้รู้ว่าเสด็จพระราชดำเนินมาถึงปากทางดังขึ้น  สามเณรก็ทำท่าลุกลนเท้าสะดุดกันเอง  จนเสียหลักทำให้พานแว่นฟ้าในมือเอียงจนวัตถุชิ้นเล็ก ๆ สี่ห้าชิ้นที่วางอยู่บนพานก็หล่นลงน้ำ
 
         เมื่อพระภิกษุชราเห็นจึงไม่แสดงท่าทีว่าโกรธเคืองหรือทำโทษ  ทว่ากลับเอื้อมมือไปลูบหัวสามเณรน้อยแล้วเป่าเรียกขวัญแล้วหันไปกระซิบกับเด็กวัดที่ยืนอยู่ถัดออกไป  ปรากฏว่าเด็กวัดหายไปไม่นานก็กลับมาพร้อมด้วยหมูสามชั้นดิบ ๆ แบะหนึ่ง  มีเชือกผูกมัดไว้อย่างดี  พระภิกษุชราชี้มือให้หย่อนเชือกที่ผูกเนื้อหมูลงไปตรงที่ของตกในน้ำ  หมูสามชั้นจมไปในน้ำเพียงปริ่ม ๆ พระภิกษุรูปนั้นพนมมือหลับตา   ปากขมุบขมิบท่องมนต์  เมื่อมองเห็นขบวนเสด็จพระราชดำเนินมาแต่ไกล  และเคลื่อนใกล้เข้ามา
 
        ดึงขึ้นได้แล้วเสียงพระภิกษุชราผิวคล้ำร้องสั่งเด็กวัด  เมื่อหมูสามชั้นด้านที่มีหนังโผล่พ้นน้ำ  ปรากฏว่ามีวัตถุชิ้นเล็ก ๆ สีเหลือง ๆ ติดมาด้วยสี่ห้าตัวเด็กวัดค่อย ๆ ประคองชิ้นหมูมาส่งให้ท่านเอามือลูบผ่านวัตถุนั้นไป  มันก็ร่วงลงมาฝ่ามือข้างที่ท่านแบรองอยู่  ท่านก็หัวเราะฮิ ๆ พึมพำพอได้ยินว่า  “กัดติดเชียวนะไอ้พวกนี้ดุนัก”
 
        สิ่งที่กล่าวมานั้นคือ  เขี้ยวเสือที่แกะเป็นรูปตัวเสือสำเร็จรูปซึ่งบรรจุอาคมของหลวงพ่อปาน  วัดบางเหี้ย  (มงคลโคธาวาส)  ถึงแม้จะตกน้ำไปแล้ว  ท่านก็ภาวนาเรียกแล้วก็ล่อด้วยหมูมันก็กระโดดขึ้นจากน้ำงบติดหนังหมูขึ้นมาทันควัน
 
         เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงสนทนากับหลวงพ่อปานอยู่ชั่วครู่จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ  และทรงให้สังฆการีนิมนต์ให้เข้าไปรับพระราชทานฉันในพระบรมมหาราชวัง  ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานสมณศักดิ์ที่  “พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ”  และทรงรับสั่งเรียกเป็นการส่วนพระองค์ว่า  “พระครูป่า”
 
         สมเด็กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงมีพระดำรัสถามท่านพระครูป่า  “ทำไมจึงสร้างเสือด้วยเขี้ยวเสือ  เสือมีดีอะไร”  ท่านพระครูอธิบายถวายว่า “อันว่าเสือนั้นเป็นเจ้าป่ามีมหาอำนาจราชศักดิ์เพียงคำราม  สัตว์ทั้งหลายก็ตกใจไม่เป็นอันสมประดี   กลิ่นสาปลอยไปกระทบจมูกสัตว์ตกใดก็มีอาการกะปลกกะเปลี้ยเพลียแรง  และเสือนั้นแม้จะดุร้ายก็มีเสน่ห์  ใคร ๆ อยากเห็นอยากชม  เอามาใส่กรงก็มีคนไปดู  จึงนับว่าเสือเป็นสัตว์ที่น่านิยมอย่างยิ่ง”
 
         หลวงพ่อนก  วัดสังกะสี  (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นวัดนาคราช)  เล่าให้ศิษย์ฟังว่า  “เมื่อข้าออกเดินธุดงค์กับพระอาจารย์ท่านนั้น  ท่านมักจะเอาเขี้ยวเสือที่แกะสำเร็จรูปแล้วติดย่ามของท่านไปด้วยเวลาดึกสงัดกลางคืนยามดึกเงียบสงัดพระที่ร่วมธุดงค์หลับไปหมดแล้ว ท่านก็จะจุดตะเกียงแล้วเอาเสือที่แกะแล้วนั้นมาลงเหล็กจาร  และก่อนหน้านี้ที่จะลงเหล็กจารนั้น  ป่าทั้งป่าได้ยินแต่เสียงจักจั่นและนกกลางคืนตลอดจนเสือสางดังระงม  ทว่าเมื่อเหล็กจารสัมผัสกับตัวเสือแกะและเริ่มลงอักขระสรรพสิ่งทั้งหลายก็เงียบสงบลงไปพร้อมกับการเป่าลมหายใจของท่านพระอาจารย์
 
         เมื่อเหล็กจารยกขึ้นเสียงเหล่านั้นก็เงียบหายไปด้วยอย่างน่าอัศจรรย์ใจ  บางครั้งข้าก็เห็นท่านเอาเสือที่ท่านจารสำเร็จมาปลุกเสกในบาตร  ข้าเห็นมันกระโดดออกจากบาตรกันเป็นแถว  เหมือนข้าวตอกแตก  ท่านกวักมือเรียกเสียงเบา ๆ ว่า  “พ่อเสืออย่าซนนะ  กลับเข้าบาตรนะพ่อนะ  พวกมันก็กระโดดกันเป็นแถว”
 
         สาเหตุที่เขี้ยวเสือของหลวงพ่อปานมีอิทธิฤทธิ์ก็เพราะว่าท่านสร้างตามตำรับโบราณ  อันว่าด้วยเขี้ยวงาซึ่งกำหนดอาถรรพณ์ด้วยกันสองชนิดเอาไว้ดังนี้คือ  1. เขี้ยวหมูตัน  2. เขี้ยวเสือกลวง
 
         1. เขี้ยวหมูตัน  เป็นที่นิยมเอามาทำเครื่องรางถือว่าดีตามธรรมชาติอันได้แก่  เขี้ยวหมูป่าที่งอกยาวออกมาจากปากตันตลอดตั้งแต่โคนถึงปลาย  ป้องกันอันตรายได้หลายอย่างและตันหมูเขี้ยวตันเองนั้นยิงไม่ค่อยถูกหรือถูกก็ไม่เข้า
 
         2. เขี้ยวเสือกลวง  ก็เป็นที่นิยมเอามาทำเครื่องรางและจะต้องกลวงตั้งแต่โคนถึงปลาย  จึงจะใช้ได้และไม่ได้ทำแจกเป็นมาตรฐานและถ้าใครมีปัญญาหาเขี้ยวเสือกลวงมาได้ก็มาให้ช่างแกะเป็นรูปเสือในท่าหมอบช่างจะแกะให้  ส่วนมากจะเป็นช่างแถววัดคลองด่านเพราะคุ้นเคยกับรูปทรงขนาดใหญ่เรียกว่า  เขี้ยวเต็มเขี้ยวจะตัดปลายเป็นส่วนฐาน  หรือปล่อยปลายแหลมไว้ก็แล้วแต่จะชอบแบบไหน
 
         ส่วนผู้ที่จะประหยัดหรือเสียดายก็ให้แกะหลายเขี้ยวก่อนเป็นตัวเล็ก ๆ แล้วก็แบ่งเขี้ยวที่เหลือออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เรียกว่า  เขี้ยวซีกและเป็นตัวย่อม ๆ หรือจิ๋วลงไป  จึงมันจะพบเสือกลวงพ่อปานลักลักษณะดังกล่าว  ทว่าอนุมานได้เป็นแบบเดียวกันคือ  ไม่มีหน้าตาคล้ายเสือ  แต่จะคล้ายแมวมากกว่า
 
         ข้าราชการ  ประชาชน  จะนิยมหาเขี้ยวเสือมาแกะแล้วถวายไว้ให้หลวงพ่อปาน  นำไปทำการปลุกเสกลงเหล็กจารอักขระตอนออกธุดงค์  พอเข้าพรรษาก็เอาดอกไม้ธูปเทียนมารับจากมือท่านไปจึงเป็นอันเสร็จพิธี
 
         เนื่องจากกาลเวลาที่ผ่านมาร้อยกว่าปีเศษ  ทำให้เขี้ยวเสือของหลวงพ่อปานนั้นมีความเก่า  เขี้ยวจะเหลือฉ่ำเป็นเงาใสคล้ายเคลือบมุก  มีรอยลึกกร่อนการใช้ให้เห็น  ส่วนของปลอมจะไม่ฉ่ำ  แต่ใช้การทอดน้ำมันเดือน  ๆ  หรือคั่วกับทรายร้อน ๆ จะเกิดรอยไหม้เกรียมดำ  ให้สักเกตจะเช่าจะหากันก็ต้องระวังกันเป็นพิเศษ  เพราะของเทียมมีมากกว่าของแท้
 
         ลักษณะการแกะนั้นจะถือเอาเป็นมาตรฐานไม่ได้  เพราะเป็นการแกะทีละตัว ๆ แม้คนคนเดียวกันแกะก็ใช่ว่าจะเหมือนกันเป๊ะ  ย่อมเพี้ยนไปเป็นธรรมดา  โดยให้ดูความเก่าและฝีมือการแกะให้มีเค้าเหมือนกันกับตัวครูที่มีประวัติการตกทอดมาจากตำราโบราณอย่างแน่นอน  จะมียันต์  รึ  รือ  (ฤ  ฤๅ)  ตรงตะโพนซ้ายขวา  กลาง  หลังก็มี  ข้อนี้ไม่อาจยุติ  ซึ่งอาจจะมีตรงโน้นตรงนี้บ้างก็ได้  ส่วนที่สำคัญคือ  การลงเหล็กจารอักขระนั้นจะต้องลงที่ใต้ฐานเสือ  จะมียันต์แบบเหรียญหลวงพ่อกลั่น  ด้านหลังเรียกกันว่า  ยันต์กอหญ้า  หรือที่เรียกว่า  นะขมวด  (อุณาโลม)  กำกับเอาไว้  ส่วนที่อื่นนั้นมักจะไม่ค่อยได้เห็นเพราะลงเอาไว้เบา  ถูกเสียดสีหน่อยก็เลือนหายไป
 
         พุทธคุณนั้นดีทางมหาอำนาจควรติดตัวไว้จะได้เป็นที่เกรงขามของสัตว์ป่าและสัตว์หน้าขนทั้งหลาย  และเวลาเข้าไปในป่าก็อาราธนาให้คุ้มกันภัยได้  แถมยังเอาแช่น้ำทำน้ำมนต์แก้ไข้ป่า  ส่วนเขี้ยวขนาดใหญ่ที่กลวงตลอดนั้น  ใช้เป่าให้ดังวี้ด  วี้ด ๆ ๆ สะกดภูตผีปิศาจได้ทุกชนิด  และเป็นคงกระพันชาตรีมหาอุดเป็นที่สุดแล  และตามธรรมเนียมเมื่อปิดท้ายของเรื่องจะต้องมีคาถากำกับเสือเป็นมหาอำนาจซึ่งมีดังต่อไปนี้
 
พระคาถาพญาเสือมหาอำนาจใช้ภาวนากำกับเขี้ยวเสือดังนี้
 
ตั้งนะโมสามจบแล้วอาราธนาระลึกถึงพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  และกล่าวถึงหลวงพ่อปาน  วัดบางเหี้ย  (หรือผู้เป็นเจ้าของเขี้ยวเสือ)  เป็นที่ตั้ง  และจะมีเขี้ยวเสือหรือไม่มีเขี้ยวเสือก็ได้แล้วภาวนาพระคาถาว่า
 
 " ตะมัตถัง  ปะกาเสนโต  ตัวกูคือพญาพยัคโฆ  สัตถา  อาหะ  พยัคโฆจะวิริยะ  อิมังคาถามะหะ  อิติ  ฮ่ำ  ฮึ่ม  ฮึ่ม "
               
         เคล็ดลับ  การภาวนาพระคาถาให้ภาวนาตั้งแต่  ตะมัตถัง  มาจนถึง  อิมังคาถามะหะ  ให้กลั้นลมหายใจเวลาท่องให้มั่น  ทำจิตให้ดุเหมือนเสือแล้วจึงย้ำว่า  อิติ  ฮ่ำ  ฮึ่ม  ฮึ่ม  จึงผ่อนลมหายใจ  เวลาจะบู๊หรือจะเข้าตีกัน  ให้ว่าพระคาถานี้ให้ใจกล้ายิ่งมีเขี้ยวเสือยิ่งดี  บุกเข้าไปเถิด