พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความ หลวงพ่อคูณ เงินไม่ใช่นายกู (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่)
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


เงินไม่ใช่นายกู (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่) PDF พิมพ์ อีเมล

เงินไม่ใช่นายกู (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่)



วันหนึ่งๆ มีญาติโยมมาหาท่านเป็นหมื่นๆ เพื่อขอพรกันตลอด ทั้งวัน บางคนก็อยากรวย บางคนก็อยากใหญ่ ต่างก็อยากให้ หลวงพ่อขจัดปัดเป่าความทุกข์ร้ายให้กับตน

นอกจากมาให้หลวงพ่อเปากระหม่อมและตอกตะกรุดกันแล้ว ประชาชน ยังได้เช่าบูชาวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังเพื่อไปบูชาเป็นสิริมงคล และ ทุแคนก็เชื่อว่าเงินที่พวกตนทำบุญนั้นไม่ไปไหนเสีย

หลวงพ่อต้องนำไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลัง เช่น หลวงพ่อได้สร้างวิทยาลัยเทคนิคด่านขุนทดด้วยงบประมาณ ๕๐ ล้านบาทก็เพื่อไม่ให้ลูกหลานต้องแห1มาเรียนที่กรุงเทพฯ

ไนวันที่ตุลาคมของทุกปี บรรดาลูกศิษย์ลูกหาต่างก็เดินทางมา แสดงมุทิตาจิตเนื่องในวันเกิดหลวงพ่อ นอกจากหลวงพ่อจะอวยพรให้ลูกศิษย์ทุกคนอยู่ดีกินดีมีพลานามัยที่ (สมบรูณ์ ท่านยังย้ำว่า

“ที่กูมีวันนี้ได้ก็เพราะพวกมึงช่วยกันบริจาค หากพวกมึงไม่บริจาคแล้ว กูจะเอา เงินที่ไหนไปสร้างโน่นสร้างนี่ได้เล่า

“การที่จะเป็นผู้รับต้องเป็นคนที่รู้จักการให้เสียก่อน ยิ่งให้หมดยิ่งดี คนยิ่งมาบริจาค

“ฤากูเป็นคนโลภ ใครให้มากูเก็บเอาไว้ไม่ยอมให้เผื่อแผ่ต่อ กูคิด ว่าไม่มีใครเอาเงินมาให้กู”

ก็คงเข้าทำนองยิ่งเอายิ่งอด ยิ่งสละให้หมดยิ่งได้นั่นแหละครับ ทำให้มองเห็นว่า...พระสงฆ์ผู้ทรงศีลอันสะอาดบริสุทธิ์ ผู้ละแล้ว ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง อุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้พระศาสนาด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่หวังผลตอบแทน

หลวงพ่อคูณท่านดลบันดาลให้เป็นไปได้ทั้งสิ้น ยังจำได้ดีว่า เมื่อวันเกิดหลวงพ่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ซึ่งท่านมีอายุ ๗๑ ปี เพียงปีนั้นปีเดียวมีทั้งการสร้างสาธารณประโยชน์ และการบริจาค หลายสิบล้านบาท เช่น

การบริจาคเงินเพื่อสาธารณประโยชน์ต่างๆ ทุนการศึกษา โรงเรียน และวิทยาลัยต่างๆ ทุนสงเคราะห์คนชรา และอื่นๆ รวมมูลค่าทั้งสิน ๑๓,๔๐๙,๘๐๒ บาท

การก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล การซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โรง พยาบาลด่านขุนทด การก่อสร้างอาคารพยาบาลในจังหวัดชัยภูมิ จังหวัด เลย จนถึงการสร้างที่พักตำรวจด่านขุนทด และซื้อรถกระบะพร้อมอุปกรณ์ วิทยุสื่อสารเป็นมูลค่า ๗๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท

ยังมียอดบริจาคทั่วไปตั้งแต่วันที่ ๒ มกราคม ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ถึง ๒ ตุลาคม ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นเงิน ๓,๑๙๒,๒๗๖ บาท รวมยอดรายการที่ได้กล่าวมานี้หลวงพ่อคูณท่านได้บริจาคเป็นเงิน ๙๑,๗๘๓,๐๗๘ บาท

มีคนถามหลวงพ่อว่าที่บริจาคเงินมากมายไม่เสียดายบ้างหรือไง ท่านตอบทันทีโดยไม่ต้องคิดมาก

“กูใช้เงินนี่กูใช้อย่างทารุณ ใช้อย่างอื่นมีเมตตา แต่ใช้เงินถูไม่มีเมตตาเลย ไม่มีบันยะบันยัง เงินมาเป็นนายกูไม่ได้หรอก ต้องเป็นทาสกู ต้อง อยู่ใต้บังคับบัญชากู” นี่แหละครับ...
ด้วยจิตใจที่ถือสันโดษ มักน้อย ปราศจากความตระหนี่ถี่เหนียว หลวงพ่อกลับพึงพอใจเมื่อได้บำเพ็ญทานบารมีด้วยการทำนุบำรุงศาสนาและ สาธารณประโยชน์อื่นๆ อีกจำนวนมาก

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เพราะหลวงพ่อคูณเป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่าง จริงและจริงใจ แม้หลวงพ่อคูณจะมีวัยเข้า ๘๖ ปี ท่านก็ยังดูแข็งแรงและมุ่งมั่นในปฎิปทาพ่อการพัฒนาต่อไป

“กูไม่เหนื่อยหรอก เขามาตั้งไกลเหนื่อยกว่ากูเยอะ เรื่องแค่นี้ไม่ลำบากอะไร กูพร้อมจะทำประโยชน์ให้สังคมไปตลอดจนชั่วอายุขัย”


 

หลวงพ่อมักกล่าวเช่นนี้เสมอ และท่านก็ยังยึดถือความสมถะเป็น โดยพำนักอยู่ในห้องเล็กๆซึ่งภายในห้องมีเตียงไม้เล็กๆ ปูด้วยเสื่อ ๑ ผืน กับหมอนใบ และมุ้งเล็กหลัง ตรงหน้าเตียงมีพรมเก่าๆ ขนาดตารางเมตร ซึ่งหลวงพ่อใช้เป็นที่ นั่งภาวนาจิตสมาธิ อันเป็นกิจวัตรหนึ่งที่หลวงพ่อปฏิบัติทุกวัน ตรงมุมห้องเป็นที่เก็บเครื่องอัฐบริขารและหม้อไหโบราณเพียงไม่กี่ชิ้น
    
นอกจากนี้ยังมีตู้พระคัมภีร์ พระไตรปิฎก และตำราเครื่องยาสมุนไพรต่างๆ ก็อย่างที่บอกไว้แล้วว่า หลวงพ่อไม่สะสมหรือสนใจลาภยศเงินทอง แม้แต่ร่างกายท่านก็ได้บริจาคไว้ที่โรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อให้คณะแพทย์ และนักศึกษาแพทย์ได้ศึกษาซึ่งเรื่องนี้หลวงพ่อกล่าวไว้ว่า

“โลกนี้โลกหน้า มันยังมีมากกว่านี้ อย่ามางมงายกับทรัพย์สินในชาติ นี้อยู่เลย ยามอยู่ให้เขาอาลัย ยามจากไปให้เขาคิดถึง ชาติเสือมันต้องไว้ ลาย เกิดมาเป็นชายมันต้องไว้ชื่อ”
    
ครั้งหนึ่ง คุณทวี วิษณุกร ผู้เขียนนิยายภาพ และนวนิยายเรื่อง “กระสือสาว” ซึ่งเป็นผู้ศรัทธาหลวงพ่อคูณอย่างมาก ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า สมัยแรกที่ไปกราบหลวงพ่อรู้สึกว่าท่านเป็นพระที่แปลก แต่เมื่อยิ่ง ได้รู้จักท่านนานวันเข้าก็ไม่รู้สึกแปลกใจอย่างไร

เพราะหลวงพ่อเป็นพระที่วางตัวง่ายๆ สมถะ ตัวผมเองมีประสบการณ์ มหัศจรรย์หลายอย่างเกี่ยวกับท่านมากมาย พร้อมกันนี้คุณทวีได้ยกตัวอย่างมาให้ทราบ... “ผมเคยไปกราบท่านและนั่งอยู่ด้านหลังท่าน ผมนั่งนึกอยู่ในใจว่ากลัว ตัวเองต้องป่วยเป็นโรคมะเร็ง เพราะเขียนหนังสือแล้วสูบบุหรี่แยะ...

“ขณะนั้นหลวงพ่อกำลังเอาหนังสือพิมพ์ที่ม้วนเคาะศีรษะให้ญาติโยม อยู่ จู่ๆ ก็หันมาเคาะหัวผมแล้วบอกว่า “กูสั่งไม่ให้มึงเป็นมะเร็ง” ไม่ทราบ ท่านรู้ได้ยังไง”

อีกเรื่องหนึ่งที่คุณทวีเล่าให้ฟัง...

“คราวต่อมาผมไปหาท่าน เป็นเวลาเดียวกับที่ท่านเดินเคาะศีรษะ ญาติโยม จากนั้นพวกเขาก็ร่วมทำบุญใส่ย่ามของท่านตามกำลังศรัทธา ผมก็ ถวายให้ท่าน ๒๐๐ บาท หลวงพ่อบอกว่า

“มึงเอาไปใช้เหอะโว้ย” แล้วท่านก็ยื่นคืนมา พอผมรับคืนมา ท่านเผลอผมก็เอาเงินใส่ย่ามอีก ท่านหันกลับมา แล้วหยิบเงินโยนกลับมาที่ผมแล้วว่า “ไอ้สันดาน.
    
คุณทวีเลยต้องรับเงินคืนโดยดุษณี แล้วนำไปซื้อสลากกินแบ่งงวดนั้น ปรากฏว่าถูกรางวัลเลขท้าย ๒ ตัว ใช่จะมีแต่เรื่องความอัศจรรย์เพียงอย่างเดียว คุณทวียังบอกว่า หลวงพ่อมักจะมีโอวาทธรรมที่ง่าย พูดครั้งเดียวก็รู้เรื่อง ไม่ต้องตีความ กันมากอย่าง เช่น ครั้งหนึ่งท่านกล่าวเอาไว้ว่า...

“อันตัวกูนี้เปรียบเช่นถังขยะที่วางไว้ ณ ที่โล่งแจ้ง ถังขยะไม่มี ความรู้สึกหนาว ร้อน หิว กระหาย ทุกข์ทรมานใดๆ ใครจะด่า ใคร จะชม ใครจะรัก ใครจะชัง ใครจะสรรเสริญ ใครจะนินทา ใครจะกราบ ไหว้บูชา ใครจะทุบตี ถ่มน้ำลาย มูตร น้ำต่างๆ ลงใส่ถังขยะ ถังขยะจะ ไม่รู้สึกดีใจหรือเสียใจ
    
“แต่ขอให้พิจารณาตัวของตัวว่า เราได้ทำดีหรือชั่วตามที่เขาว่าแล้ว หรือยัง วางตัวให้อยู่ในอุเบกขาธรรม เพียงเท่านี้ก็ได้ถือว่าเป็นผู้ละวาง” ๏

 
 

Main Menu