พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง ความรู้เกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง เชือกคาด ดีทางคุ้มกัน คงกระพัน แคล้วคลาดและภยันตราย
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


เชือกคาด ดีทางคุ้มกัน คงกระพัน แคล้วคลาดและภยันตราย PDF พิมพ์ อีเมล

เชือกคาด ดีทางคุ้มกัน คงกระพัน แคล้วคลาดและภยันตราย 
 
        เมื่อพูดถึงวัตถุอาถรรพณ์หรือเครื่องรางของขลังกันแล้ว  ท่านผู้อ่านย่อมทราบกันเป็นอย่างดีว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นสิ่งที่เลิศด้วยพุทธคุณทั้งปวง ซึ่งทุกวันนี้คนเราต่างก็ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว มีการแก่งแย่งชิงดีและมีทั้งทุกข์สุขคละเคล้ากันไป จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่แปลกแต่อย่างใด  ที่มีคนจำนวนมากต่างก็หันหน้า
เข้าหาสิ่งที่ยึดเหนี่ยวทางใจ
 
        การที่เราได้เข้าวัดสนทนาธรรมกับพระภิกษุสงฆ์บ้างย่อมทำให้เรามีแต่ความสงบได้บ้างบางขณะเพราะพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นท่านมีแต่ให้ ท่าให้ทั้งธรรมะและบางครั้งท่านอาจจะมีของดี ๆ หลายอย่างให้กับเราอีกไว้ติดตัวป้องกันภัย และในโอกาสนี้ผู้เขียนได้นำเรื่องเกี่ยวกับเครื่องรางของขลังที่เป็นวัตถุมงคลที่เรียกกันว่า “เชือกคาด” มากล่าวขานถึงความเป็นจริงในสิ่งที่ควรจะได้นำมาติดตัวได้
 
         คำว่า “คาดเชือก” เป็นชื่อมวยไทยมาแต่โบราณหากต่อยกันด้วยหมัดรุ่น ๆ มันไม่ค่อยถนัดเดี๋ยวเนื้อหนังถลอกปอกเปิกจึงเอาเชือกเส้นเล็ก ๆ มาพันมือแทนนวมแล้วก็ต่อยกัน ส่วนเชือกนั้นต้องชุบน้ำข้าวเพื่อให้คมจะได้ฉีกเนื้อคู่ต่อสู้ให้เหวอะแตก เรียกว่าให้แพ้เท็คนิเกิลน๊อคเอ้าท์ไปเลย สมัยก่อนบรมครูมวยไทยของเราชื่อนายขนมต้ม เคยถล่มมวยพม่าถึง  10 คน ผลัดมาแล้วก็ด้วยคาดเชือกนี่แหละ แต่เชือกคาดนั้นคือเชือกเส้นใหญ่ที่สำหรับคาดเอว เพื่อให้เป็นคงกระพันชาตรีจัดอยู่ในชุดเครื่องคาดของไทยชนิดหนึ่ง 
 
         การแต่งกายให้สุภาพก็ต้องมีเข็มขัดซึ่งพัฒนามาจากเชือกคาดเอวในสมัยโบราณ  ส่วนรัดประคดของพระสงฆ์ก็จัดอยู่ในสายคาดเองเหมือนกัน  เชือกคาดเป็นสิ่งที่เกี่ยวกันกับชีวิตของคนไทยมาแต่โบราณเลยทีเดียว ดังนั้นพระเกจิอาจารย์ท่านจึงนิยมสร้างเชือกคาดขึ้นมาเป็นเครื่องรางไว้ป้องกันภัยให้กับผู้คนสืบมาจนทุกวันนี้
 
เชือกคาดนั้นก็ไม่ใช่เชือกคาดปอ หรือ เชือกกล้วย หรือเชือกมะนิลาหามิได้ แต่เป็นเชือกที่ถักขึ้นเป็นพิเศษต่างหาก โดยถือหลักการสร้างดังต่อไปนี้
 
         1. ใช้ผ้าขาวที่ห่อศพ หรือคลุมโลงศพ หรือจะใช้ผ้าเหลืองพระที่ได้มาจากบังสุกุลเอามาฉีกเป็นเส้น ๆ ก็ได้
         2. ทำการลงอักขระลงไปบนเส้นผ้าที่ฉีกออกนั้นให้ครบทุกเส้น  คือลงให้เต็มที่แล้วก็ลงเส้นใหม่อีก
         3. ถ้าหากไม่ฉีกเป็นเส้นก้เอามาตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมแล้วลงยันต์  นำมาม้วนเป็นก้อนแท่งยาว ๆ แล้วเอาเชือกมาถักหุ้มภายนอกสำหรับคาดเอว  อันนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน
         4. บางแห่งก็ใช้หวายลงอักขระแล้วถักหุ้มด้วยผ้าเป็นสายคาดเอวก็เคยพบเหมือนกัน
 
สรุปแล้วก็คือการลงอักขระในผ้าหรือวัสดุอื่น แล้วทำให้เป็นสายยาว ๆ ใช้คาดเอวป้องกันอันตราย ส่วนการลงอักขระนั้นก็แล้วแต่จะเลือกเอา แต่เท่าที่ได้คลี่เชือกคาดของพระเกจิอาจารย์แถบนนครปฐมดูเส้นหนึ่ง ก็เพราะเชือกคาดชำรุดคาดไม่ได้ เมื่อแกะดูนั้นเป็นการลงยันต์แบบปทุมจักรตรงกลาง ล้อมรอบด้วยยันต์องค์พระเป็นมหาอุดขมวดมุมทั้งสี่ด้วยยันต์เฑาะว์สมาธิและมีอักขระกำกับสี่ด้าน เมื่อแกะดูแล้วผู้เป็นเจ้าของก็ยังใช้เป็นผ้ายันต์นำติดตัวไปไหนมาไหนได้เพราะถือว่าลงอักขระและปลุกเสกแล้วก็ยังขลังเหมือนเดิม
 
          เชือกคาดนั้นมีหลายสำนักด้วยกันในกรุงเทพฯ ส่วนต่างจังหวัดก็มีแต่หลวงพ่อโชติวัดตะโน กรุงเทพฯ วัดนี้ ถักเป็นลายจระเข้ขบฟันหัวเป็นตระกร้อ  หางเชือกเป็นบ่วงแน่นหนามีทั้งผ้าขาว ผ้าเหลือง

         สมัยก่อนโน้นวัดตะโนมีผู้คนต่างพากันมาหาหลวงพ่อเพื่อขอเชือกคาดจากหลวงพ่อโชตินั้น ท่านมาตาบอดเอาตอนชราภาพ  สาเหตุก็เพราะว่า ค่ายกครูของผู้ที่จะทำเชือกคาดนั้นต้องหนึ่งสลึงถ้าพูดถึงในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น เงินเฟื้องเงินสลึง (25 สตางค์) ไม่ใช่เงินน้อย ๆ บังเอิญมีเจ้าหนุ่มชาวสวนคนหนึ่งอยากได้แต่ไม่มีสตางค์ก็เลยไปกราบเท้าอ้อนวอนท่านให้ช่วยทำเชือกคาดปรากฎว่าท่านใจอ่อนก็เลยทำให้ฟรีไม่เรียกค่ายกครู  เท่านั้นแหละครูของท่านก็มาบอกว่าเอ็งจะต้องตาบอดแน่ ๆ และท่านก็บอดจริง ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2490  มาถึง พ.ศ. 2500  สิบปีเต็ม ๆ ที่หลวงพ่อต้องให้ศิษย์ถักแล้วท่านจึงมาปลุกเสกให้อีกทีหนึ่ง
 
         ทุกวันนี้แม้หลวงพ่อท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่ศิษย์ของท่านก็ยังทำสืบต่อมา แต่ส่วนของหลวงพ่อเขียว วัดหลงบนนั้น ท่านใช้ผ้ารอยมือรอยเท้าของท่านมาม้วนแล้วถักเป็นเชือกคาด และยังมีหลวงพ่อขันวัดนกกระจาบนั้น ใช้ผ้าขาวมาถักเป็นเชือกล่ามควาย หัวก็พันเอาดื้อ ๆไม่ค่อยสวยแต่มีผลชะงัดทีเดียว เมื่อใดที่หารูปของแท้ได้จะเอามาลงให้ดูกันจะ ๆ 
 
         เชือกคาดนั้นใช้ได้สองอย่างด้วยกันคือ ประการแรกคาดเอวแทนเข็มขัด หรือแทนตะกรุดแต่บางคนก็ใช้พันแขนแทน  เชือกคาดแขนหรือพิรอดแขน  ใช้ได้ทั้งสองอย่างแล้วแต่จะสะดวก ถ้าพูดถึงเชือกคาดนั้นถ้าจะเอากันให้ดีจริง ๆ ต้องปลุกเสกให้เชือกนั้นเคลื่อนตัวบิดไปบิดมาได้เหมือนกับงูจึงจะใช้ได้ ซึ่งพลังฌานแบบนี้พระเกจิอาจารย์น้อยรูปที่จะทำได้
 
การอาราธนาเชือกคาดนั้นใช้พระคาถาดังนี้
 
         ตั้งนะโมฯสามจบแล้วสวดบูชาระลึกถึงพระศรีรัตนตรัย  บิดามารดาครูบาอาจารย์  และท่านผู้เป็นเจ้าของเชือกเป็นที่สุดแล้วว่า  “อุทธัง  อัทโธ  นะโมพุทธายะ  โธอุท  ธังอัท  ผุดผัดผิด  ปิดด้วยนะโมพุทธายะ มะอะอุ อุอะมะ นะปิดนะหยุด นะอัตถะยาวะ”

 
 

Main Menu

VirtueMart Login