พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความเกี่ยวกับ หลวงปู่บุดดา ถาวโร เทปสดและญาณหลวงปู่บุดดา ถาวโร
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


เทปสดและญาณหลวงปู่บุดดา ถาวโร PDF พิมพ์ อีเมล

เทปสดและญาณหลวงปู่บุดดา ถาวโร

เทปสดและญาณหลวงปู่บุดดา ถาวโร
    
ปกติข้าพเจ้าและสามีจะใส่บาตรตอนเช้าทุกวัน มีระยะหนึ่งข้าพเจ้าเกิดอาการขี้เกียจจึงเกี่ยงให้สามีใส่บาตรคนเดียว เมื่อสามีใส่บาตรทุกวันเห็นว่าข้าพเจ้าชักจะขี้เกียจคือไม่ยอมตื่นเช้ามืด จึงปลุกให้ข้าพเจ้าลุกมาใส่บาตร ข้าพเจ้าก็ลุกมาเหมือนกัน แต่ข้าพเจ้าออกมาบอกแม่บ้านให้ใส่บาตรแทน แม่บ้านบอกข้าพเจ้าว่า “คุณนายขาหนูพูดกับพระไม่เป็นคะ” ข้าพเจ้าบอกว่า “ไม่ต้องพูดอะไรหรอก ใส่อย่างเดียว”

วันหนึ่งข้าพเจ้าและพี่ๆ พยาบาลโรงพยาบาลสิงห์บุรี ไปกราบหลวงปู่ที่วัด หลวงปู่ท่านหันมาบอกข้าพเจ้าว่า “เปิดเทปธรรมะฟังซิ” ข้าพเจ้ากราบเรียนหลวงปู่ไปว่า “หนูอยากฟังเทปสดเจ้าคะ” (หมายถึงอยากฟังหลวงปู่เทศน์มากกว่า) ท่านมองหน้าข้าพเจ้าแล้วพูดว่า “จะเอาเหรอ ซึ่งข้าพเจ้ากราบเรียนตอบท่านว่า “เจ้าคะ” ท่านก็เริ่มว่า “วันหนึ่งมีผัวเมียคู่หนึ่งใหม่ๆมันก็ใส่บาตรกันดี นานเข้าเมียชักขี้เกียจ ก็เกี่ยงผัวให้ใส่บาตร ผัวก็เกี่ยงเมีย นานเข้าเมียก็ไปเกี่ยงคนใช้ให้ใส่บาตรแทน” แล้วหลวงปู่ท่านทำเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างน่ารัก เลียนแบบเสียงผู้หญิงว่า “คุณนายเจ้าขา หนูพูดกับพระไม่เป็นคะ” ซึ่งเป็นคำพูดเดียวกับที่แม่บ้านพูดกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตกใจเป็นอย่างมาก พี่ๆที่นั่งอยู่ด้วยหันมามองข้าพเจ้าแล้วหัวเราะกินคิกคักคล้ายกับจะบอกว่าข้าพเจ้าโดนเข้าแล้ว เพราะช่วงนั้นข้าพเจ้าบ่นกับพี่ๆว่าข้าพเจ้าขี้เกียจตื่นเช้าใส่บาตร หลวงปู่ท่านเตือนสติข้าพเจ้าเข้าแล้ว ท่านก้มหน้ามาถามข้าพเจ้าว่า “จะเอาอีกไหมเทปสดนะ จะฟังไหม? ข้าพเจ้าไม่ทราบจะทำอย่างไร เพราะโดนเต็มที่จึงก้มกราบหลวงปู่เป็นการใหญ่ แล้วเรียนท่านว่า “ไม่เอาแล้วเจ้าคะหลวงปู่ ลูกเข็ดแล้วคะ”
    
สมัยก่อนทางไปวัดหลวงปู่เป็นถนนลูกรัง ทางไปก็เปลี่ยวมาก นานๆจะมีรถผ่านสักคันหนึ่ง บ้านเรือนผู้คนอยู่ห่างกันมาก ด้วยความศรัทธาไม่ว่าจะมืดค่ำแค่ไหน ถ้าอยากไปก็จะชวนเพื่อนๆขับรถไปกันไปแล้วกลับบ้าง บางครั้งก็กลับดึกดื่น บางครั้งก็ค้างคืน เย็นวันหนึ่งข้าพเจ้าไปกราบหลวงปู่ ข้าพเจ้ารับหน้าที่ขับรถมีพี่พยาบาลไปด้วย ๔ คน ขณะที่สนทนาธรรมกับหลวงปู่อยู่นั้น เวลาประมาณ ๒ ทุ่มกว่าๆหลวงปู่ก็เร่งให้ข้าพเจ้ากลับบ้าน ท่านพูดว่า “กลับได้แล้ว” พูดอยู่หลายครั้งซึ่งปกติหลวงปู่จะไม่พูดอย่างนี้ มีแต่จะบอกให้ข้าพเจ้าค้างที่วัด ขณะนั้นข้าพเจ้าเคลือบไปเห็นรูปหล่อหลวงปู่ขนาด ๙ นิ้ว ในท่านั่งสมาธิ ตั้งอยู่บนหัวเตียงท่าน ข้าพเจ้านึกชอบอยู่ในใจ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ขณะที่นึกอยู่หลวงปู่มองข้าพเจ้าและพูดว่า “เอาไปซี เอาไปไว้บ้าน” ข้าพเจ้าตกใจที่หลวงปู่ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าพเจ้าชอบรูปหล่อหลวงปู่องค์นี้มาก แต่ข้าพเจ้ากราบเรียนหลวงปู่อย่างเกรงใจว่า “ไม่เอาหรอกเจ้าคะ” พอดีแม่ชีเดินเข้ามาในห้องได้ยินว่าหลวงปู่มอบพระองค์นี้ให้ข้าพเจ้า แม่ชีจึงกราบเรียนหลวงปู่ว่า “พระรูปเหมือนหลวงปู่องค์นี้ แม่ชีจองไว้แล้ว” หลวงปู่ท่านก็ว่า “ของแม่ชีก็ให้ได้” ว่าแล้วท่านก็เอาพระรูปเหมือนใส่ลงในย่ามคล้องคอข้าพเจ้าแล้วพูด “เอาไปเอาไปบ้าน เอาไปกันตาย” ข้าพเจ้าต้องรับพระองค์นี้ไว้ แม่ชีจึงอนุโมทนากับหลวงปู่ด้วย
    
จากนั้น หลวงปู่ก็เร่งข้าพเจ้าและคณะให้รีบกลับอีก เมื่อมาถึงรถแล้ว มีลางสังหรณ์บางอย่างทำให้ข้าพเจ้าเดินกลับเข้าไปหาหลวงปู่ใหม่อีกครั้ง จึงกราบเรียนหลวงปู่ว่า “หลวงปู่คุ้มครองหนูด้วนนะเจ้าคะ” หลวงปู่พยักหน้ารับแล้วบอก “ฮื่อ” ข้าพเจ้าจึงมาที่รถ และบอกทุกคนให้ล็อคประตูรถให้แน่น ตามปกติข้าพเจ้าจะไม่ใส่ใจเรื่องนี้นัก ขับรถมาได้ครึ่งทาง ไฟจากหน้ารถทำให้มองเห็นรถจักรยานยนต์ ๒ คัน มีผู้ชายซ้อนท้ายมาทั้งคู่ขับขวางอยู่กลางถนน (แทนที่จะขับตามกันไป) วินาทีแรกที่เห็นข้าพเจ้านึกถึงคำพูหลวงปู่ท่านบอกให้รีบกลับบ้าน ข้าพเจ้าสังหรณ์ใจอยู่แล้วว่าจะเกิดเหตุร้าย และขณะนั้นมั่นใจว่ามอเตอร์ไซค์ ๒ คันนี้ต้องเป็นคนร้ายแน่ๆ ข้าพเจ้าบีบแตรให้เขาหลบ แต่เขากลับขับรถมาประกบข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอาราธนาหลวงปู่ให้ช่วย พี่ซึ่งนั่งหน้าคู่กับข้าพเจ้าอุ้มรูปหล่อหลวงปู่ที่ท่านมอบให้ข้าพเจ้าไว้ทุกคนในรถร้องตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ข้าพเจ้าตัดสินใจดับไฟส่องทางหน้ารถเพื่อให้รอบตัวมืด อาศัยชินทาง เปลี่ยนเกียร์ เหยียบคันเร่งเต็มที่ขับผ่ากลางรถมอเตอร์ไซค์สองคันเกือบจะชนเขา ทำให้เขาขับหลบแยกออกจากกัน เขาคงรู้ว่าข้าพเจ้ารู้ตัวแล้ว และคงนึกไม่ถึงว่าข้าพเจ้าจะตัดสินในดับไฟหน้ารถขับจะชนเขา ข้าพเจ้าผ่านวิกฤตการณ์นั้นมาด้วยบารมีหลวงปู่แท้ๆ ที่ดลใจให้ข้าพเจ้าระวังตัวมากขึ้นในวันนั้น...

ยุวดี ถนัดสร้าง

 
 

Main Menu