เปิดตำนาน หลวงพ่อยม พระศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดตายม จ.พิษณุโลก พิมพ์

เปิดตำนาน หลวงพ่อยม พระศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดตายม จ.พิษณุโลก



พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มงคลนามมหานิยม "หลวงพ่อยม" วัดตายม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก มีประวัติและตำนานความเชื่อเล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบัน

พระเกจิอาจารย์นำแบบพิมพ์มาจัดสร้างเป็นวัตถุมงคลได้รับความนิยมอยู่หลายรุ่น และนอกจากนั้นก็ยังมีพระเก่า ซึ่งเป็นพระกรุอยู่ด้วย ที่นิยมเรียกว่า "กรุนาตายม"

อาทิ พระพิมพ์ท่ามะปราง เนื้อชินเงิน พระพิมพ์นาคปรก เนื้อชินเงิน และเนื้อดินกรุนาตายม เป็นสกุลพระกรุเมืองพิษณุโลก แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนประวัติศาสตร์ ราชธานีสองแผ่นดิน ยอดนิยมอีกกรุหนึ่ง ที่มีพุทธคุณเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ และหาได้ยากยิ่งพิมพ์หนึ่ง

พบครั้งแรกในราว ปีพ.ศ.2510 ที่บริเวณ มูลดินกลางท้องนาใกล้ๆ "วัดตายม" ในปัจจุบัน คาดว่าเป็นวัดร้างสิ้นสภาพ ภายหลังประชาชนบุกเบิกแผ้วถางเป็นพื้นที่นาประกอบด้วย วัดป่ากล้วย และวัดป่าสัก ปรากฏซากเนินมูลดินขนาดใหญ่ พบเศษเครื่องถ้วยเก่าสุโขทัย เศษอิฐปูนสถาปัตยกรรมของโบราณสถานกระจายพบอยู่ทั่วไป จึงนิยมเรียกว่า "กรุนาตายม" และเป็นพุทธศิลป์สกุลพระพิมพ์นาคปรก กรุเดียวที่พบที่เมืองพิษณุโลก

สันนิษฐานว่าเดิมเป็นชุมชนโบราณ ริมคลองละคร หรือ "ลำตายม" ในอดีตเชื่อว่าบริเวณตำบลวัดตายม-เนินกุ่ม อำเภอบางกระ ทุ่ม เมืองพิษณุโลก เป็นชุมชนโบราณ มีอาณาบริเวณนับพันไร่ มีตัวเมือง หรือชุมชนโบราณอยู่ที่บริเวณบ้านคลองละคร เดิมเป็นชุมชนโบราณขนาดใหญ่ มีคูเมืองมีกำแพงเมืองล้อมรอบ ปรากฏพบซากโบราณสถาน กระจายอยู่ทั่ว อาทิ ซากเนินฐานอิฐ และเศษปูนกลีบขนุนองค์พระปรางค์ขนาดใหญ่ มีซากฐานอุโบสถ วิหาร เจดีย์ ที่หักพัง ตลอดจนพระพุทธรูป พระพิมพ์ เครื่องถ้วยชาม ลูกปัด ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มากมาย

นอกจากนี้ ยังมีวัดที่ตั้งเรียงรายอยู่ภายนอกเมืองอีกมากมาย เช่น วัดมหาธาตุ พบเจดีย์ธาตุขนาดใหญ่ ที่บ้านแหลมพระธาตุ (ปัจจุบันยังมีซากเจดีย์หลงเหลืออยู่และได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดแหลมพระธาตุ) วัดสระเศรษฐี ที่บ้านทุ่งเศรษฐี, วัดสายสมัน ริมคลองละคร พบพระยืนขนาดใหญ่ ปัจจุบันถูกทำลายหมดแล้วเมื่อประมาณ ปีพ.ศ.2520 ใบเสมาหิน ชนวนโบราณขนาดใหญ่ พระพิมพ์มารวิชัยเนื้อชิน ปัจจุบันยังปรากฏซากฐานอิฐวิหารโบราณคงเหลืออยู่บ้างในบางส่วน

ต่อมา "หลวงพ่อจันทร์ เกสโร" ซึ่งเป็น ผู้เรืองอาคมมานับแต่เป็นฆราวาส และเป็นนักเลงหัวไม้ชื่อดังในย่านนั้น ไม่เคยมีเลือดตกยางออก เมื่อตีกันฟันกันในงานวัดเพราะถืออาคมขลัง ภายหลังอุปสมบทในราวปีพ.ศ.2500 โดยมี "พระครูรังสีธรรมประโพธ" หรือ "หลวงพ่อหรั่ง" วาจาศักดิ์สิทธิ์ วัดสามเรือน เจ้าคณะอำเภอบางกระทุ่ม เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้มาสร้าง วัดราษฎร์ศรัทธาราม หรือวัดเนินกุ่มเหนือ ขึ้นริมคลองวังชมพู หรือคลองวัดตายม หรือคลองเนินกุ่ม ซึ่งไหลมาจากเขาวังชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ไหลผ่านท่าหมื่นราม อ.วังทองมา วัดตายม เนินกุ่ม เข้าเขตพิจิตร ผ่านวัดยางคอยเกลือ ไปบรรจบกับแม่น้ำน่านที่ใต้เมืองพิจิตร ไปเล็กน้อย

ได้ไปนำชิ้นส่วนโลหะที่มีอักขระขอมโบราณกำกับ ลักษณะคล้ายๆ กับแผ่นตะกรุดม้วนเป็นแกนสอดอยู่ในพระศอ (คอ) ของพระพุทธรูปยืนและพระพิมพ์ ที่พบที่วัดสายสมัน วัดร้างโบราณ นำมาบรรจุในพระอุระ (อก) พระพุทธรูปที่ปั้นปูนขึ้นมาใหม่ ปางมารวิชัย ศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในย่านนี้มากองค์หนึ่ง

บนบานศาลกล่าวสำเร็จสมปรารถนา นามว่า "หลวงพ่อสายสมัน"

ในราวปี พ.ศ.2514 หลวงพ่อจันทร์ เกสโร ได้จัดสร้าง "เหรียญเสมาหลวงพ่อสายสมันรุ่นแรก" หลังยันต์พระเจ้า 16 พระองค์ ขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2516 เนื้อทองแดง และเนื้ออัลปาก้า โดยนิมนต์หลวงพ่อหรั่ง วัดสามเรือน ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระเกจิอาจารย์ดังของเมืองพิษณุโลก มาปลุกเสก พร้อมหลวงพ่อจันทร์ ปลุกเสกเดี่ยวต่อจึงนำออกให้บูชาเมื่อปีพ.ศ.2517 จึงมีพุทธคุณและประสบการณ์สูงเป็นที่หวงแหนของคนในท้องถิ่นเป็นยิ่งนัก

ภายหลังได้มีการจัดสร้างเหรียญเสมารุ่น 2 ด้านหน้าหลวงพ่อสายสมัน ด้านหลังหลวงปู่จันทร์ เกสโร ในปีพ.ศ.2528 และมีการจัดพระบูชาหลวงพ่อสายสมัน และพระกริ่ง รุ่นแรก ในปีพ.ศ.2541 ก็ได้รับความนิยมหมดไปจากวัดในเวลาอันรวดเร็ว และจัดสร้างพระเครื่องหลวงพ่อสายสมัน ออกมาในกาลต่อมาอีกหลายรุ่นจนปัจจุบัน

โบราณสถานอีกแห่งหนึ่งคือ "วัดตายม" อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก ซึ่งพบองค์พระพุทธรูปปูนปั้น พุทธศิลป์สุโขทัย ชาวบ้านเรียกกันว่า "หลวงพ่อยม" และซากเจดีย์ ซากวิหารต่างๆ มากมาย ตลอดจนลักลอบขุดโบราณสถานวัดตายมในราวปีพ.ศ.2510 จึงพบพระเครื่อง พระบูชาโดยเฉพาะพระพิมพ์ ท่ามะปราง พระพิมพ์นาคปรก กรุนาตายม ซึ่งจะหาพระที่มีสภาพสมบูรณ์สวยงามได้ยาก เนื่องจากเนื้อจะระเบิดชำรุดในบางส่วนเสียเป็นส่วนใหญ่ ภายหลังน้ำได้เปลี่ยนเดินห่างไกลชุมชนออกไป จึงมีการอพยพเคลื่อนย้ายไปสู่แหล่งที่สมบูรณ์กว่า ชุมชนโบราณวัดตายม จึงบางเบาเล็กลงและรกร้างมายาวนาน

ในบริเวณชุมชนโบราณดังกล่าว เป็นที่ตั้งของ วัดเนินกุ่มใต้ ต.เนินกุ่ม ซึ่งอยู่ติดกับ ต.วัดตายม มีคลองวัดชมพู ไหลผ่าน ซึ่งอดีต พระเกจิอาจารย์ชื่อดังท่านนี้เป็นผู้สร้าง "พระครูสังคกิจ" หรือ "หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ ปั้น" วัดพิกุลโสคัณธ์ ต.พระขาว อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา

ท่านเกิดเมื่อปีพ.ศ.2376 สมัยรัชกาลที่ 2 อุปสมบท พ.ศ.2396 แล้วไปศึกษาที่กรุงเทพฯ กับพระมหาแดง สีลวัฑฒโน วัดสุทัศเทพวราราม (ภายหลังดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระวันรัต) และพระก๋ง วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ (ภายหลัง เปลี่ยนชื่อเป็น ฑิต อุทโย และได้สมณศักดิ์สูงสุดที่ สมเด็จพระวันรัต) แล้วได้กลับมาเป็น เจ้าอาวาสปกครองบูรณะวัดพิกุลโสคัณธ์ แล้วจึงออกธุดงค์พร้อมพระอนุจรเป็นนิจและธุดงค์ผ่านวัดสี่ร้อย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ขึ้นมาทางชัยนาท ตัดเข้าบางคลาน (ภายหลังเปลี่ยนเป็น อ.โพทะเล พ.ศ.2481) ผ่านพิจิตร มาปักกลดที่ป่าบ้านดงหมี ต.เนินกุ่ม แต่เดิมป่ารกมีสัตว์ดุร้ายชุกชุมมาก โดยเฉพาะหมีควายและเสือโคร่ง

ชาวบ้านจึงไปเรียนท่านว่า บริเวณนี้เวลากลางคืนพวกเสือมักออกหาอาหาร เนื่องจากเป็นที่เนินสูงกว่าที่อื่นน้ำท่วมไม่ถึง จึงมีสัตว์ที่เป็นอาหารของเสือหลบมาอาศัย แต่ท่านปฏิเสธ เพราะถือปฏิบัติตามครูท่านสั่งห้ามไว้ว่า ถ้าปักกลดตรงไหนต้องอยู่ไปจนตลอดรุ่ง
รูปหล่อหลวงพ่อปั้น

 รุ่งขึ้นตอนสางชาวบ้านรีบไปดูท่านปักกลด เพราะได้ยินเสียงคำรามร้องของเสือตั้งหลายตัวดังก้องไปถึงหมู่บ้าน เมื่อมาถึงพบท่านอยู่ปกติดีไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นกับท่านเลย จึงเชื่อว่าท่านมีวิชาดี ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านไม่มีอะไรดี อาศัยคุณพระรัตนตรัย และส่งกระแสจิตแผ่เมตตาให้พวกเสือจึงเข้าป่า มีแต่ไอ้ตัวใหญ่ดูเหมือนจะเป็นจ่าฝูงเท่านั้น ที่นอนหมอบอยู่ข้างกลดอาตมา พึ่งจะเข้าป่าไปตอนใกล้รุ่งก่อนโยมมาถึงนี้เอง และได้โอกาสสั่งสอนข้อธรรมแก่ชาวบ้าน

หรือในครั้งหนึ่งมีไฟป่าลุกลามไหม้เข้ามาล้อมกลดที่หลวงพ่อปั้นนั่งภาวนาสงบนิ่งอยู่ และจู่ๆ ก็มีลมพัดไฟป่าให้ลุกลามไปทางอื่นเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก จึงนิมนต์ท่านสร้างวัดเนินกุ่ม ขึ้น จนแล้วเสร็จเป็นอารามใหญ่ด้วยบุญญาบารมีของท่าน ซึ่งมีวาจาศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง

โดยเฉพาะอุโบสถ หลวงพ่อปั้นได้ลงมือปั้นหลวงพ่อโต พระประธานประจำอุโบสถด้วยมือของท่านเอง จึงเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประจำวัดเนินกุ่ม แล้วท่านก็กลับสู่วัดพิกุล จ.พระนครศรีอยุธยา และไปมาระหว่างวัดพิกุลกับวัดเนินกุ่ม จนเป็นธรรมเนียมในหมู่ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดว่า ก่อนเข้าพรรษา ชาวบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา จะเป็นฝ่ายมารับหลวงพ่อปั้น กลับไปจำพรรษาที่วัดพิกุล หลังออกพรรษาพ้นหน้ากฐิน ชาวเนินกุ่มจะลงไปรับหลวงพ่อปั้น โดยใช้เรือมาด 8 แจว เป็นพาหนะ เนื่องสมัยนั้นการสัญจรทางน้ำสะดวกรวดเร็วที่สุด

หลวงพ่อปั้นจึงเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป ทั้งสองจังหวัดเป็นยิ่งนัก

เมื่อปีพ.ศ.2466 "พระอาจารย์พัน" เจ้าอาวาสวัดเนินกุ่ม และชาวบ้านได้จัดสร้าง "เหรียญพระอุปัชฌาย์ปั้นรุ่นแรก" ขึ้น เพื่อแจกจ่ายเป็นที่ระลึกในงานฉลองหอสวดมนต์ เป็นเหรียญรูปไข่ เนื้อทองแดง (กะไหล่ทอง) หู และหูเชื่อม ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อปั้น ครึ่งองค์ ห่มจีวรลดไหล่ พาดสังฆาฏิรัดอก จารึกข้อความในแถบริบบิ้นว่า พระอุประชาปั้นพร้อมอักขระขอม ว่า หัวใจพระวินัย (อา ปา มะ จุ ปะ) และหัวใจพระสูตร (ที มะ สัง อัง อุ) และหัวใจอภิธรรม (สังวิธาปุกะยะปะ)

ด้านหลัง เป็นยันต์พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ (นะโมพุทธายะ) และหัวใจยอดศีล (พุท ธะ สัง มิ) และหัวใจพระไตรปิฎก (มะ อะ อุ) พร้อมจันทร์ครึ่งเสี้ยวและอุณาโลม ล้อมด้วยหัวใจอริยสัจ (ทุสะนิมะ ) และหัวใจธาตุพระกรณีย์ (จะภะกะสะ) และข้อความว่า ให้ไว้เปนที่ระฤก 2466 มีความศักดิ์สิทธิ์มากช่วยให้แคล้วคลาด ปลอดภัย ชาวตำบลเนินกุ่มต่างหวงแหน อีกทั้งทำไม่มากนัก

ดังนั้น เหรียญรุ่นนี้จึงไม่ค่อยพบเห็นมากนัก จัดว่าเป็นเหรียญที่หาและพบเห็นได้ยากยิ่งในปัจจุบันเหรียญหนึ่งของวงการพระเครื่องเมืองไทย ส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญปลอมระบาดมายาวนาน ในภายหลัง วัดเนินกุ่มได้จัดสร้างเหรียญหลวงพ่อปั้น ออกมาอีกหลายรุ่น อาทิ เหรียญรุ่น 2 พ.ศ.2498 (สร้างโดยพระอาจารย์ฉลวย) เหรียญรุ่น 3 พ.ศ.2517 (ผูกพัทธสีมา อุโบสถหลังใหม่) สร้างโดยพระ ครูสุนทรธรรมานุวัตร (หลวงพ่อโพธิ์) อดีตเจ้าอาวาส เหรียญและรูปหล่อ รุ่นเสาร์ 5 พ.ศ.2523 และเหรียญรุ่นวางศิลาฤกษ์โรงเรียนพระปริยัติธรรม พ.ศ.2533 และวัดเนินกุ่มเหนือ ก็สร้างเหรียญหลวงพ่อปั้นเช่นกัน

ตลอดจนมีการสร้าง พระรูปหล่อบูชา แหวน ผ้ายันต์ และวัตถุมงคลอื่นๆ อีกหลายพิมพ์ จำหน่ายในงานประจำปี งานประเพณีเดือนสิบ ปิดทอง-หลวงพ่อปั้น แข่งขันเรือบก ทอดข้าวเม่าพอก ไหว้หลวงพ่อโต วัดเนินกุ่ม ล้วนได้รับความสนใจบูชากันหมดทุกรุ่นและมีพุทธคุณที่เข้มขลังเป็นยิ่งนัก

"หลวงพ่อโต" พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ปูนปั้น ที่หลวงพ่อปั้น ปั้นกับมือ เพื่อเป็นพระประธานอุโบสถวัดเนินกุ่ม ทุกโบราณสถานวัดเก่าดังกล่าว ในเขตชุมชนโบราณวัดตายม ล้วนแต่มีร่องรอยการขุดหาของโบราณ ของมีค่าต่างๆ กระจัดกระจายไปทั่วทุกบริเวณ จนแทบจะไม่เลือกซากโบราณวัตถุอันล้ำค่าดังเดิม ภายหลังชุมชนโบราณได้รกร้างไป สืบมาอีกหลายชั่วอายุ มีชาวบ้านอพยพมาอยู่อาศัยบริเวณเมืองร้างแห่งนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นท้องนาของชาวบ้านทำกินในปัจจุบัน
เหรียญพระอุปัชฌาย์ปั้นปี 2466

"พระพิมพ์ท่ามะปราง พระพิมพ์นาคปรก กรุนาตายม" จึงเป็นศิลปวัตถุอันประกอบด้วยพุทธศิลป์ในพระพุทธศาสนา ที่บ่งบอกถึงร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาแต่อดีตในชุมชนโบราณวัดตายมได้เป็นอย่างดียิ่ง ประการหนึ่ง

วัดตายม นับเป็นวัดเก่าในชุมชนโบราณแห่งนี้ เดิมมีนามว่า "วัดสองแคว" เป็นอารามที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป จนเป็นมงคลนามของวัดและชุมชน คือ หลวงพ่อยม พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ศิลปะสุโขทัยตอนปลายปูนปั้น หน้าตัก 85 นิ้ว สูง 95 นิ้ว มีพุทธลักษณะที่งดงาม ภายหลังชำรุดถูกลักลอบขุดทำลาย และได้มีการบูรณะปั้นพระเศียร และองค์ที่ชำรุดต่อให้จนเป็นองค์พระที่สมบูรณ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นยิ่งนัก

วัดตายม เป็นชื่อวัดประจำตำบล และยังเป็นชื่อเรียกของตำบลวัดตายม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก (เดิมคือ อ.นครป่าหมาก มีแม่น้ำวังทอง หรือแม่น้ำเข็ก ไหลผ่านไปบรรจบกับแม่น้ำน่าน ที่บ้านท่าฬ่อ อ.เมือง จ.พิจิตร)

เป็นพระอารามที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไปของชาวพิษณุโลกและพิจิตร จนเป็นมงคลนามของวัดและชุมชนคือ "หลวงพ่อยม" เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ ปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะที่งดงาม ศิลปะสมัยสุโขทัย

กรมศิลปากรได้มาตรวจสอบและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เบื้องหน้าขององค์หลวงพ่อยม ยังมีพระพุทธรูปปูนปั้น ขนาดเล็ก ปางมารวิชัย ประดิษฐานอยู่ด้วยกัน 3 องค์ คาดว่าสร้างในยุคเดียวกัน

มีคติชนวิทยาที่ผู้อาวุโส หรือคนรุ่นเก่าๆ "ชาววัดตายม" ถิ่นกำเนิด "หลวงพ่อยมวัดตายม" อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุ โลก เล่าสืบต่อกันมาเป็นมุขปาฐะว่า ในภายหลังในราวก่อนกรุงศรีอยุธยาจะเสียกรุงครั้งที่ 2 ปีพ.ศ.2310 เล็กน้อย ได้มีชาวบ้านอพยพมาอยู่อาศัยบริเวณชุมชนโบราณร้างแห่งนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการอพยพของชาวบ้านจากเมืองบางยาง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นชุมชนโบราณขนาดใหญ่ก่อนสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ริมแม่น้ำแควน้อย บนที่ราบหุบเขาหลวงพระบางและเพชรบูรณ์ หรือเรียกกันว่า "แอ่งนครไทย" มีคูน้ำ คันดิน 3 ชั้น พื้นที่ 124 ไร่ เป็นตรีบูน มีป่ายางอุดมสมบูรณ์ มีไต้ และน้ำมันยาง ผลิตภัณฑ์จากต้นยาง

ปัจจุบันยังปรากฏมีป่ายางหลงเหลือจากการสัมปทานไม้ป่านคร ไทย ที่เขาปกโล้น ต.นครชุม ข้ามไปถึงเขตผากระดานเลข น้ำตกปากรอง อ.ชาติตระการ หรือบริเวณวัดสวนยางเก่า นครไทย และต้นยางยักษ์ขนาด 7-8 คนโอบ ที่ ต.บ้านพร้าว เป็นต้น และมีเกลือ จากบ่อเกลือพันปี บ้านบ่อโพธิ์ กลางหุบเขานครไทย เป็นสินค้า พื้นเมืองมาแต่โบราณกาล

ประการสำคัญ น้ำคือชีวิต ลำน้ำแควน้อยก่อให้เกิดประเพณีอันดีงามด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ มีเรือใช้สัญจรในแม่น้ำแควน้อย และใช้เป็นพาหนะ มีประเพณีการแข่งขันเรือยาวโบราณ ขนาด 18-25 ฝีพาย ในลำน้ำแควน้อย นครไทย มายาวนานนับร้อยปี

ปัจจุบันยังคงมีการอนุรักษ์เรือยาวโบราณไว้ถึง 3 ลำ คือ เรือนางโขน เรือนางเรไร วัดหน้าพระธาตุ หรือวัดเหนือ ซึ่งประดิษฐานหลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปสมาธิเพชร ที่แกะสลักไว้บนใบเสมาศิลาหินทรายแดง หลังเป็นสถูปทวารวดี ซึ่งหินทรายแดงมีพบทั่วไปในเขตนครไทย และเรือนางขุนโขน วัดหัวร้อง (วัดใต้) มีวิหารโบราณทรงโรง เสาแปดเหลี่ยม สมัยอยุธยา ประดิษฐานหลวงพ่อใหญ่ พระพุทธรูปไม้แกะสลักพอกปูนปั้นองค์ใหญ่ รวมทั้งในหลายพื้นที่ของนครไทย


ปรากฏพบร่องรอยอารยธรรมของมนุษย์มานับแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์พักอาศัยอยู่ จึงปรากฏมีขวานหิน หรือขวานฟ้า เป็นจำนวนมาก ตลอดจนมีศิลปะผนังถ้ำของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคโลหะ พบมากที่สุดในประเทศไทยในพื้นที่เดียวกันถึง 3 แห่ง อาทิ รอยขูดขีดรูปทรงเรขาคณิตบนแผ่นหินขัดเรียบ ผากระดานเลข น้ำตกปากรอง อ.ชาติตระการ รอยขูดขีด ที่ผาขีด ภูขัด นาบัว และรอยขูดขีด ที่ถ้ำกาเล็ก และถ้ำกาใหญ่ และรอยสลักหินเป็นมิตินูนสูง บนแผ่นหินขนาดใหญ่ ที่พบใหม่ บนยอดเขาช้างล้วง นครไทย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดประเพณีปักธงชัย เพื่อน้อมรำลึกถึง "พ่อขุนบางกลางท่าว" องค์บรรพชนของคนนครไทย ที่เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันมายาวนานหลายยุคสมัย

รวมทั้งบางยาง นครไทย เป็นเมืองยุทธ ศาสตร์ของเส้นทางโบราณ จากล้านช้าง (ลาว) อีสาน-ด่านซ้าย หล่มเก่า หล่มสัก

ทั้งนี้ คติชนวิทยาที่นับเนื่องเกี่ยวข้องกับพ่อขุนบางกลางท่าวมากที่สุดกว่าทุกแนวคิด หรือ ความเชื่อของนักประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพ่อขุนบางกลางท่าว หรือพ่อขุนบางกลางหาว ที่ ร่วมกับพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ร่วมกันขับไล่ขอมสบาดโขญลำพง ที่ยึดครองสุโขทัยและศรีสัชนาลัยได้จนสำเร็จแล้วสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีอย่างเป็นทางการ ทรงเป็นพระปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง หรือราชวงศ์สุโขทัย ทรงรวบรวมแคว้นน้อยใหญ่ที่อยู่กันอย่างรัฐอิสระ เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันในนามอาณา จักรสุโขทัย ดินแดนรุ่งอรุณแห่งความสุข

คอลัมน์ มุมพระเก่า

อภิญญา