พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง นานาสาระพระเครื่อง เหรียญแผ่นปั๊มรูปเหมือน พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


เหรียญแผ่นปั๊มรูปเหมือน พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม PDF พิมพ์ อีเมล

เหรียญแผ่นปั๊มรูปเหมือน พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

ในบรรดาศิษย์ของท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตโต แม่ทัพธรรมสายอีสาน ต้องนับว่า พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม (พระญาณวิศิษฐ์ สมิทธิวีราจารย์) เป็นศิษย์เอกที่ใกล้ชิดและเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจยิ่งกว่าใคร จนได้รับการขนานนามว่า "พระอาจารย์สิงห์ใหญ่" ซึ่งท่านก็ใหญ่จริงๆ ในด้านกระแสจิตและอำนาจญาณสมาบัติ จนชาวอีสานเรียกท่านว่า "พระมาลัย"

ท่านมีนามเดิมว่า สิงห์ บุญโท เกิดตรงกับวันจันทร์ที่ 27 ม.ค. 2432 ที่บ้านหนองขอน ต.หัวตะพาน อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี เป็นบุตรคนที่ 4 ของนายเพีย อินทวงศ์ (อ้วน) และนางหล้า

อายุ 15 ปี บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านหนองขอน แล้วย้ายไปศึกษาความรู้วิชาภาษาไทยอยู่ในสำนักวัดสุทัศนาราม ตัวเมืองอุบลฯ พร้อมกันนี้ได้บรรพชาเป็นสามเณรฝ่ายธรรมยุตในสำนักของพระครูสมุห์โฉม เจ้าอาวาสในสมัยนั้น เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2449

อายุครบ 20 ปีได้อุปสมบท ณ พระอารามแห่งนี้ โดยมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระศาสนดิลก (ชิต เสโนเสน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2452 ได้ฉายาว่า "ขันตยาคโม" จากนั้นไปเรียนหนังสือไทยต่อใน ร.ร.สร่างโศรกเกษมศิลป์ สอบไล่ได้ชั้นมัธยมปีที่ 3 ปีพ.ศ.2454 เข้าสอบไล่ได้วิชาบาลีไวยากรณ์ในสนามวัดสุทัศน์ ปีพ.ศ.2455 สอบได้นักธรรมตรี ปีพ.ศ.2458 ได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงธรรมการ (ศึกษาธิการ) เป็นครูมูลและครูมัธยมประจำอยู่ที่ร.ร.สร่างโศรกฯ

ในช่วงที่เป็นครูนั้นท่านได้ค้นพบหนังสือธรรมเทศนาเอง เทวสูตร ซึ่งมีใจความว่า พระบรมศาสดาทรงตำหนิการบรรพชาอุปสมบทที่มีความบกพร่องคือ การบวชแล้วไม่มีการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยมีมาก ตกนรกไม่พ้นอบายภูมิทั้ง 4 เป็นเหตุให้ท่านเกิดความสลดสังเวชสำนึกในตน จึงลาออกจากตำแหน่งครูผู้สอน และมุ่งหน้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจังตั้งแต่ปีพ.ศ.2458

ในปีเดียวกันนี้ ท่านอาจารย์มั่นได้เดินทางกลับจากเขาสาริกา จ.นครนายก มาจำพรรษาที่วัดบูรพา จ.อุบลฯ มีกิตติศัพท์เลื่องลือกันไปทั่วว่า ท่านบรรลุมรรคผล สำเร็จธรรมมาจากเขาสาริกาใหม่ ท่านอาจารย์สิงห์จึงเข้าพบและสมัครเป็นศิษย์

ติดตามท่านอาจารย์มั่นเดินธุดงค์ปฏิบัติกรรมฐานบำเพ็ญเพียรตามสถานที่ต่างๆ ทั้งป่าช้า ถ้ำเขา จนเกิดความชำนาญ รู้จักบังคับจิตตนเอง รู้วาระจิตของตนและผู้อื่น เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง จนเป็นที่ไว้วางใจให้ทำหน้าที่สั่งสอนอบรมพระเณรแทนในบางโอกาสพร้อมกับการยกย่องต่อหน้าศิษย์ทั้งหลายอยู่เสมอ

ต่อมาท่านได้ออกเผยแผ่พระศาสนา เดินธุดงค์ไปตามป่าเขา อาศัยถ้ำบ้าง ป่าช้าบ้าง ตอนเช้าเข้าบิณฑบาตจากหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านไปฟังเทศน์ฟังธรรมท่านก็อบรมสั่งสอนให้เกิดศรัทธา พร้อมกับสอนให้นั่งภาวนาทำสมาธิไปเรื่อยๆ ทำให้มีคนศรัทธายึดมั่นในความดีมากมาย

ทั้งนี้ ท่านจะพักธุดงค์หมู่บ้านละ 5 วันบ้าง 7 วันบ้าง ตามแต่ชาวบ้านนิมนต์อยู่ ตลอดเวลามีพระเณรลูกศิษย์ออกธุดงค์ตามเสมอ เช่น หลวงปู่ฝั้น, พระอาจารย์มหาปิ่น, หลวงปู่กงมา, หลวงปู่อ่อน, หลวงปู่ขาว หลวงพ่อลี วัดอโศการาม เป็นต้น

พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม เมื่อท่านผ่านไปตามหมู่บ้านก็ได้สร้างวัดขึ้นหลายวัด รวมแล้วจำนวนประมาณ 200 วัด อยู่ตามอำเภอ, ตำบล จังหวัดต่างๆ เช่นที่ จ.นครราชสีมา ได้สร้าง "วัดป่าสาลวัน" ขึ้น จนเป็นวัดตัวอย่างของฝ่ายวิปัสสนาธุระ

การสร้างวัดนั้นบางครั้งก็ถูกขัดขวางจากคนบางกลุ่ม เช่น การสร้างวัดป่าทรงคุณบริเวณป่ามะม่วง จ.ปราจีนบุรี มีนักเลงโตไม่พอใจถึงกับจ้างคนมาลอบยิง ปรากฏว่าเจอปาฏิหาริย์ของท่านจนปืนยิงไม่ออก และพอจะก้าวเท้าหนีก็ก้าวไม่ออก จนทำให้รู้ว่าใครเป็นคนจ้างวาน ท่านจึงอบรมแนะผิดแนะชอบผู้ประสงค์ร้ายทั้งหมดจนกระทั่งหันมาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดจนสำเร็จ จากนั้นไปช่วยวัดปากกระพอกให้เป็นฝ่ายธรรมยุต ไปสร้างวัดป่าทรงธรรม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี และไปช่วยเจ้าคณะเพชรบุรีสร้างวัดฝ่ายธรรมยุตจนลุล่วง

เมื่อท่านอาจารย์มั่นมรณภาพแล้ว พระอาจารย์สิงห์ได้ทำหน้าที่อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระเจริญรอยตามแนว ทางได้เป็นอย่างดี จนได้รับการเรียกขานในหมู่ศิษย์สายบรรพชิตว่า "ท่านอาจารย์ใหญ่" พวกชาวบ้านตามชนบทแถวอุบลฯ, ขอนแก่น, อุดรฯ, หนองคาย, ร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์ หากพบ เห็นท่านธุดงค์ผ่านมา ต่างจะร้องบอกต่อๆ กันว่า "พระมาลัยมาโปรดแล้ว" ชื่อเสียงกิตติคุณของท่านโด่งดังไปทั่วร่ำลือกันว่าท่านสำเร็จธรรมชั้นสูง สามารถรู้ได้ทุกสิ่งทุกอย่างตลอดจนจิตใจความนึกคิดของผู้ไปหาและผู้อยู่ร่วมสำนัก

วัตรปฏิบัติและปฏิปทาของพระอาจารย์สิงห์นั้นสมบูรณ์ครบตามแบบอย่างของพระป่า หลังทำวัตรเช้าท่านจะนำคณะออกบิณฑบาตแผ่บุญกุศลญาติโยม แล้วอบรมพระเณรปฏิบัติกรรมฐาน หลังทำวัตรเย็นจะอบรมแก้ปัญหาธรรม และตอนกลางคืนให้พระเณรทุกรูปนั่งสมาธิภาวนา

ท่านจะฉันหนเดียวและฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตรตลอดชีวิต ถือผ้าไตรจีวรสามผืนเป็นวัตร ถือผ้านิสีทนะนั่งเป็นวัตร คือจะนั่งที่ใดก็ตามท่านต้องปูผ้านิสีทนะของท่านก่อนจึงจะนั่งทับลงไป การปฏิบัติต่างๆ ก็จะถือเคร่งครัดมาก นอกจากนี้ ยังเป็นผู้มีขันติสูง มีความเพียรพยายามจริงๆ เดินจงกรมตลอดวัน นั่งสมาธิตลอดคืน เข้าสมาธินานถึง 5 วัน 7 วัน ยามอาพาธเจ็บป่วยมีทุกขเวทนาแสนสาหัส ก็ไม่เคยปริปากบอกใคร

ระยะหลังบั้นปลายชีวิตท่านถูกโรคมะเร็งรบกวนอย่างหนัก แต่ยังคงทำหน้าที่สั่งสอนลูกศิษย์มิได้ขาด จวบจนปีพ.ศ.2502 ก็ได้รับอาราธนาให้กลับไปจำพรรษาที่วัดป่าสาลวัน อยู่ได้หนึ่งพรรษาก็กลับมาวัดป่าทรงคุณ

และช่วงนี้เองอาการป่วยเริ่มเบียดเบียนหนักจนต้องผ่าตัดที่ร.พ.พระมงกุฎ พอปี 2504 ท่านได้จัดงานผูกพัทธสีมาวัดป่าสาลวัน พองานเสร็จก็เข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง จนกระทั่งลูกศิษย์มารับท่านกลับวัด ท่านก็จัดการมอบหมายงานหน้าที่ต่างๆ เหมือนล่วงรู้วาระสุดท้าย ก่อนที่จะละสังขารเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2504

สําหรับพระเครื่องและวัตถุมงคลนั้น "พระอาจารย์สิงห์ ขันตยา คโม" ไม่ได้สร้างออกมาสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะมาสร้างในช่วงบั้นปลายชีวิต อาทิ เหรียญรูปไข่พระพุทธปางลีลา ปี 2500 ด้านหน้าเขียนว่า "ฉลองพุทธศาสนา 2500" ด้านหลังเป็นยันต์ประจำตัวท่านคือ ยันต์นกคุ้ม หรือยันต์หมอมหาวิเศษ

แบ่งออกเป็นแบบของชายและหญิง สร้างที่วัดป่าสาลวัน จ.นคร ราชสีมา, เหรียญแผ่นปั๊มรูปเหมือน ปี 2501 แจกในงานฉลองสมณศักดิ์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2501 โดยนำเหรียญดังกล่าวใส่บาตรไว้ตามแต่ใครจะเอา ให้ทำบุญบูชาไป

เหรียญรุ่นนี้แปลกกว่าเหรียญอื่นๆ ทำได้สวยงามมาก นับว่าเป็นเหรียญรุ่นแรกของท่านอาจารย์สิงห์ เหรียญรุ่นนี้จัดสร้างที่วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา และสร้างที่วัดป่าทรงคุณ ปราจีนบุรี มีพระพุทธคุณสูงมาก มี 2 บล็อก คือ เหรียญบล็อกโคราช และบล็อกปราจีน นอกจากนี้ ยังมีเหรียญรูปเหมือนแบบตัดริมขยักตามองค์พระ ปี 2504 ซึ่งถือว่าเป็นเหรียญรุ่นสุดท้าย

ส่วนเหรียญและพระเครื่องที่สร้างโดยวัดป่าทรงคุณ จ.ปราจีนบุรี เมื่อปีพ.ศ.2514 แม้จะสร้างภายหลังจากท่านละสังขารแล้ว แต่ก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน อาทิ เหรียญรูปไข่, รูปเหมือนรุ่นแรก 5 นิ้ว, สมเด็จทรงนิยม, พระสมเด็จนางพญา, พระพิมพ์ทุ่งเศรษฐี, แหวนลงยา เป็นต้น ซึ่งพิธีปลุกเสกพระชุดนี้ มีพระอาจารย์สายหลวงปู่มั่นจากภาคอีสานมาปลุกเสกรวมกันถึง 52 รูป จนบางคนบอกว่าเป็น "รุ่นชุมนุมอรหันต์" เพราะเปี่ยมด้วยพุทธานุภาพสูงเยี่ยม

วัตถุมงคลของท่านอาจารย์สิงห์นั้น เป็นที่นิยม หายาก และมีพระพุทธคุณสูงมาก ผู้ที่มีอยู่ต่างหวงแหน ปัจจุบันมีผู้ทำปลอม เลียนแบบออกมาหลากหลายฝีมือ

ปีพ.ศ.2501 ท่านอาจารย์สิงห์ ได้สร้างเหรียญรูปเหมือนของท่าน จัดทำเป็นรูปโดยตัดตามรอยขององค์พระตามรูปนั่งสมาธิของท่านอาจารย์สิงห์ เหรียญรุ่นนี้ตอนสร้าง ท่านอาจารย์สิงห์ได้สั่งให้ทำเป็นเหรียญรูปไข่ แต่คนรับไปทำคือ นายสมศักดิ์ แสงจันทร์ กลับไปสั่งให้ร้านรับทำที่กรุงเทพฯ จัดทำเป็นรูปโดยตัดตามรอยขยักขององค์พระตามรูปท่านั่งสมาธิของท่านอาจารย์สิงห์

เมื่อนำกลับมาส่งมอบให้ท่านปลุกเสก ท่านเห็นเหรียญที่ทำมาท่านบอกว่า "แบบนี้เราไม่ต้องการ เราสั่งให้ทำเหรียญแบบรูปไข่ แบบ กลมๆ ไปทำแบบไหนมาให้นำไปฝัง" แต่ท่านก็ได้ปลุกเสกให้ เมื่อท่านปลุกเสกให้แล้วจะนำไปฝังดินทิ้ง แต่ทหารค่ายจักรพงษ์ขอไปแล้วนำไปทดลองยิงปรากฏว่ายิงไม่ออก ยิงครั้งที่สามปืนแตกจนไหม้คนทดลองยิง เป็นเหตุให้คนต่างอยากได้ไว้บูชาประจำตัวกัน พวกลูกศิษย์ลูกหาจึงมาอ้อนวอนให้ท่านนำมาแจกในงานฉลองสมณศักดิ์ของท่าน เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2501 โดยนำเหรียญดังกล่าวใส่บาตรไว้ตามแต่ใครจะเอา ให้ทำบุญบูชาไป

เหรียญรุ่นนี้แปลกกว่าเหรียญอื่นๆ ทำได้สวยงามมาก นับว่าเป็นเหรียญรุ่นแรกของท่านอาจารย์สิงห์ เหรียญรุ่นนี้ได้จัดสร้างที่วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา และสร้างที่วัดป่าทรงคุณ ปราจีนบุรี มีพระพุทธคุณสูงมาก มี 2 บล็อกคือ เหรียญบล็อกโคราช และบล็อกปราจีนนั้น ใช้แม่พิมพ์เหรียญเดียวกัน แต่เหรียญบล็อกโคราชนั้น ด้านหน้าเหรียญตรงบริเวณสันจมูกของท่านจะมีเนื้อเกินออกมาอย่างชัดเจน สันนิษฐานว่า เหรียญบล็อกปราจีนนั้นจะถูกสร้างก่อน เมื่อนำมาใช้ปั๊มสร้างเหรียญออกที่วัดป่าสาลวันต่อแม่พิมพ์ได้ชำรุด จึงเป็นเหตุให้เกิดเนื้อเกินดังกล่าวขึ้น

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

 
 

Main Menu

VirtueMart Login