พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความ หลวงพ่อคูณ เอารูปหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ ลงเต็มหน้าเดสินิวส์
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


เอารูปหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ ลงเต็มหน้าเดสินิวส์ PDF พิมพ์ อีเมล

เอารูปหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ ลงเต็มหน้าเดสินิวส์



“หลังจากที่ข้าพเจ้าเอารูปหลวงพ่อคูณ มาลงในหน้าเต็มๆ เนื่องจากขี้เกียจ อีก ๒ วันต่อมาทั้งไทยรัฐ เดลินิวส์ และทุกฉบับ ก็เสนอข่าวหลวงพ่อคูณขึ้นไปนั่งบนรถดับเพลิง เพื่อจับหัวฉีด ฉีดน้ำมนต์ให้กับประชาชนที่มา รอรับน้ำมนต์จากท่าน”

ช่วงสองสามวันนี้ นักข่าวสายต่างๆ จะเข้าโรงพิมพ์มาเขียนต้นฉบับเตรียมส่งล่วงหน้ากัน เพื่อที่จะได้มีเวลาหยุดในช่วงส่งท้าย ปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่จะต้องทำล่วงหน้ากันตามธรรมเนียม

โดยเฉพาะหัวหน้าข่าวซึ่งจะต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าลูกน้อง จะต้องเข้ามาตีดัมมี่ เขียนคอลัมน์ไว้ล่วงหน้าถึงสองวัน จึงจะมีวันหยุดในวันปีใหม่กับเขา ปีนั้นข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าข่าวการศึกษา ของ น.ส.พ.เดลินิวส์ มี ลูกน้องอยู่คน แต่ละคนเพิ่งจบปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์กัน มาทั้งนั้น ข้าพเจ้าจึงให้ไปประจำอยู่กระทรวงศึกษาธิการ คอยส่งข่าว มาให้ข้าพเจ้ามานั่งรีไรต์ เขียนข่าว ทำหน้าเอง

หน้าที่ของข้าพเจ้าไม่ใช่แต่เฉพาะเขียนข่าวหน้าการศึกษาเท่านั้น ทั้งเขียนคอลัมน์ เขียนสกู๊ป เขียนนวนิยาย มากอยู่พอสมควร

ใน พ.ศ.นั้น ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๐-๒๕๓๒ ข้าพเจ้ามีนามปากกาที่เขียนใน น.ส.พ.เดลินิวส์มากที่สุด คือเขียนทั้งข่าวธรรมดา หน้าการศึกษา หน้าหน้าหน้า เยาวชน หน้าสิ่งแวดล้อม หน้านวนิยาย คือมีนามปากกาที่เขียนคน เดียวประมาณ ๑๕ นามปากกา เช่น เริงศักดิ์ กำธร ข้าพเจ้าไว้ใช้เขียนสารคดีประเภทจริงจัง ผกามาศ ปรีชา เขียนนวนิยาย เรื่องดิฉันไม่ใช่โสเภณี เขมโก เขียนคอลัมน์ ร่มผ้าเหลือง รุ่ง เรืองตะวัน เขียนคอลัมน์หน้าแทนคุณทัศน์ สนธิจิตร ผู้ช่วยหัวหน้ากองบรรณาธิการประภารัตน์ ใช้เขียนสารคดียอด ห้วยแห้ง เขียนคอลัมน์แซวครู อาจารย์ พวกนักการเมือง สายกระทรวงศึกษาฯ

ที่ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เขียน ได้แสดงความสามารถมากมายขนาดนี้ ก็เนื่องจากข้าพเจ้าอยู่เดลินิวส์ ที่เดลินิวส์นี้เป็นที่รู้กันของนักข่าวหนังสือพิมพ์ ว่าเป็นเวทีให้กับนักข่าว นักหนังสือพิมพ์มาทุกยุคทุกสมัยที่เปิดโอกาสให้นักข่าว ใครก็ได้ที่มีความสามารถ ได้แสดงออก ใครอยากเขียนก็ได้เขียน ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายนักที่เขาจะเปิดโอกาสให้นัก
ก่อนหน้าที่จะมาอยู่เดลินิวส์ ข้าพเจ้าเคยอยู่ที่อื่นมาก่อน...เคย ถูกปิดกั้นมาก่อน

เมื่อมาอยู่ที่นี่ ซึ่งผู้ใหญ่เขาส่งเสริม เปิดโอกาสให้รุ่นน้องได้ แสดงออก ข้าพเจ้าจึงหิวกระหาย ใคร่อยากรู้ อยากแสดงออกไปหมด ข้าพเจ้าจึงได้เขียนแทบทุกคอลัมน์ที่อยากเขียน เท่าที่จำได้ ซึ่งแม้แต่ นวนิยายที่ลงเป็นตอนๆ ในเดลินิวส์ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ยากมากที่เขาจะ เปิดโอกาสให้เด็กใหม่ได้แสดงออก เนื่องจากมีนักเขียนประจำอยู่แล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ยังได้เขียนนวนิยายที่ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ทุกวัน โดยเขียนดักหน้าละครที่ออกอากาศทางช่อง ๓ ช่องช่อง

แฟนๆ ของข้าพเจ้าจึงมีทั้งแม่บ้าน แม่ค้าชาวตลาดที่ติดละคร โทรทัศน์กันงอมแงม ที่เขาอยากรู้ว่าคืนนี้ทางช่อง ๓ เขาจะเสนอตอน ไหน พระเอกจะเจอกับนางเอกหรือไม่
หรือนางมารร้ายจะดักตบนางเอกหรือไม่

ถ้าอยากจะรู้ว่าละครคืนนี้เนื้อเรื่องจะดำเนินไปอย่างไร ก็ต้องคอย อ่านนวนิยายของเดลินิวส์ที่เขียนโดยเริงศักดิ์ กำธร บางทีละครจบไปแล้ว นวนิยายที่ข้าพเจ้าเขียนยังไม่จบก็มี เนื่อง จากแฟนๆ เขียนจดหมาย โทรศัพท์ มาบอกว่าขอให้เขียนต่ออีกหน่อย หรือลงให้มากกว่าเดิมอีกจะได้ไหม ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องบอกว่า “เดี๋ยวพี่จัดให้”

แต่สมัยนั้นศัพท์แบบว่า “เดี๋ยวจัดให้”  นี้ยังไม่มี และคนที่คุมนวนิยายนี่ คือ เจ๊ตุ่น ที่เป็นคนจ่ายค่าต้นฉบับให้และจัดคิวว่านักเขียนคน ไหนจะได้เขียนเรื่องอะไร ข้าพเจ้าต้องฟังว่าเขาจะให้เขียนต่อ หรือจะ ให้เขียนเรื่องใหม่ ก็ต้องดูสัญญาณจากเจ๊ตุ่นนี่แหละ

นวนิยายที่ข้าพเจ้าเขียน1จนติดลมบน ก็คือเรื่องบัวแล้งนำ ที่ ออกอากาศทางช่องเรื่องผู้หญิงแถวหน้า ทางช่องเรื่องพล นิกรทิมหงวน ทางช่อง
และนวนิยายเรื่องดิฉันไม่ใช่โสเภณี ที่เขียนฉบับวันอาทิตย์ โดย ใช้นามปากกาว่า “ผกามาศ ปรีชา”

เรื่องบัวแล้งน่านี่ คนติดทั้งละคร และบทประพันธ์ที่ทางฝ่ายผลิต เขาบอกว่าต้องเพิ่มยอดพิมพ์ และทางเจ๊ตุ่นบอกให้เขียนเยอะๆ หน่อย นะคุณเริงศักดิ์

ส่วนเรื่องพล นิกร ทิมหงวนนี่ ละครจบไปแล้ว แต่แฟนๆ โทร.มา บอกว่า “เอาอีก” อย่าเพิ่งจบ ข้าพเจ้าเลยต้องโม่ต้นฉบับต่อ และอีกเรื่องหนึ่งที่อดจะภาคภูมิใจไม่ได้ ก็คือเรื่องดิฉันไม่ใช่ โสเภณี คำสารภาพของหญิงไทยในเยอรมนี มีจดหมายเข้ามาเป็น กระสอบ

บางคนบอกเห็นใจคุณนอเบิร์ด สงสารผกามาศ ปรีชา ที่ต้องสู้ชีวิตในต่างแดน ที่โดนชาวเยอรมันดูถูกเหยียดหยามอย่างหนักแล้ว ครั้นเดินทางกลับเมืองไทย ยังต้องมาถูกคนไทยด้วยกันดูถูกเอาอีกว่าเป็นอีตัว จับฝรั่งพิการ

ในสมัยนั้น ข้าพเจ้าเขียนหนังสือเป็นไฟเลยทีเดียว ถ้าหากเครื่อง พิมพ์ดีดมันเหมือนกับเหล็กกระทบกัน ข้าพเจ้าคิดว่าแป้นพิมพ์ดีดที่ ข้าพเจ้าเคาะตัวอักษรลงไปมันต้องกระทบกันจนไฟแลบแน่ ข้าพเจ้าไม่ได้โม้นะครับ...ฮะๆ

ที่ข้าพเจ้าบอกท่านว่า ใน พ.ศ.นั้นข้าพเจ้าเป็นนักเขียนของ เดลินิวส์ที่ฮอตคนหนึ่งนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้พูดเองนะครับ ฝ่ายการเงิน โน่นเป็นคนบอกข้าพเจ้า เมื่อเขาต้องจ่ายค่าต้นฉบับให้ข้าพเจ้า แล้ว ต้องมาหักภาษีให้สรรพากร

“นี่คุณเขียนคอลัมน์ตามไปดูของหมอซ้งด้วยหรือ” พนักงานฝ่าย การเงินถาม
“ครับ”
“แล้วนี่คุณเขียนดิฉันไม่ใช่โสเภณีเองหรือ” เธอทำตาโตถาม ข้าพเจ้าอีก
“ครับ”
“จริงแน่ะ” เธอทำเสียงสูงอย่างไม่ค่อยเชื่อ “จริงครับ”
“คุณนี่หรือ ผกามาศ ปรีชา” คราวนี้เธอทำตาโตยิ่งกว่าไข่ห่านเสียอีก
“ครับ”

“นี่...ๆ เธอ ฉันเจอผกามาศ ปรีชาตัวจริงแล้ว” คราวนี้เธอ ตื่นเต้นเอามากๆ หันไปเรียกเพื่อนสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ให้มาดูหน้าข้าพเจ้า เหมือนเป็นคนแปลกหน้า ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน
“อุยตาย อีตาบ้าเริงศักดิ์ เขียนอีกแล้ว ฉันจะเป็นลม คิดว่า เป็นผู้หญิงเขียนส่งมาจากเยอรมนี้เสียอีก”

“นี่เธอรู้ไหมฉันอ่านทุกฉบับเลยตั้งแต่ตอนแรก อ่านแล้วรู้สึก สงสารผกามาศมาก เธอเขียนได้ดีมาก เข้าใจหัวอกผู้หญิงมากเลย อ่านทีไรแล้วทำให้นึกอยากเจอตัวจริง จนคิดอยากจะเขียนจดหมายไป คุยกับเธอ ไม่นึกว่าจะมาเจอเอาวันนี้...ที่แท้ก็เป็นเธอนี่เอง” เธอพูดไป บ่นไปด้วยความเสียดายความรู้สึก

เธอเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ในบรรดานักเขียนเดลินิวส์ ข้าพเจ้าเป็น คนที่เขียนคอลัมน์มากที่สุด คือตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ไม่มีวันหยุด เลย และมีนามปากกามากที่สุด และที่สำคัญคือ พอสิ้นปีข้าพเจ้าจะ ตองถูกหักภาษีที่ได้จากการเขียนของข้าพเจ้ามากที่สุด คือมากกว่านัก เขียนทุกคนที่เขียนในเดลินิวส์ใน พ.ศ.นั้น

มาถึงตรงนี้ข้าพเจ้าก็ต้องขอกราบขอบพระคุณคุณบรรเจิด ทวี หัวหน้ากองบรรณาธิการในสมัยนั้นที่เปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าได้เขียนทุก อย่างที่ข้าพเจ้าอยากเขียน และเป็นผู้ที่ตั้งนามปากกาให้ว่า “ผกามาศ ปรีชา”

และตั้งชื่อนวนิยายเรื่อง “ดิฉันไม่ใช่โสเภณี” จนนวนิยายเรื่องนี้ โด่งดัง ได้รับการแปลเผยแพร่ถึง ๓ ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ ภาษา เยอรมัน และภาษาญี่ปุ่น และเมื่อนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ก็ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองถึง ๔ ตัว ข้าพเจ้าในฐานะเป็นผู้ประพันธ์ก็ยังได้รับรางวัลตุ๊กตาทองบท ประพันธ์ยอดเยี่ยมกับเขาด้วยหนึ่งตัว

ใน พ.ศ.นั้น และโดยเฉพาะในช่วงจะสิ้นปีเก่าเพื่อต้อนรับปีใหม่ นี่ ข้าพเจ้าเหนื่อยมาก เพราะไหนจะต้องเป็นหัวหน้าข่าวหน้าการศึกษา จะต้องปิดหน้าเอง จะต้องเขียนคอลัมน์ให้กับหน้าต่างๆ ที่เขาจะต้อง ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อที่จะได้ลาหยุดในช่วงวันที่ ๓๑ ธันวาคม วันที่มกราคม ปี พ.ศ.ใหม่ ที่ใครก็อยากหยุดกันทั้งนั้น

นักข่าวแม้จะต้องมีหน้าที่หาข่าวมาให้อ่านกันทุกวันก็จริง แต่เขา ก็เป็นคน เป็นปุถุชนธรรมดาเหมือนกับคนทุกอาชีพที่จะต้องมีเหนื่อย มีหยุดพักบ้าง ปีหนึ่งมี ๓๖๕ วัน เขาจะได้หยุดจริงๆ ก็แค่วันสองวัน เท่านั้น

สำหรับข้าพเจ้านั้น ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ ท่านผู้อ่านก็คงจะ นึกภาพออกนะครับ ถ้าหากเขาเปรียบการเขียนต้นฉบับที่ตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์ ชนิดที่ ไม่ต้องหยุดพักกันว่า
“โม่ต้นฉบับ” กันแล้วละก็

ข้าพเจ้าก็คงจะต้องตั้งหน้าตั้งตาโม่ต้นฉบับกันชนิดที่ไฟแลบ ควัน ออกแน่ เพราะไหนจะต้องเขียนต้นฉบับนวนิยายล่วงหน้า ไหนจะต้องเขียนคอลัมน์ไว้ล่วงหน้า ต้องตีดัมมี่ ทำหน้าดักไว้ถึง ๓ วัน เพราะต้องส่งตามปกติ ๑ วัน แล้วจะต้องทำเผื่อไว้สำหรับวันที่เราจะหยุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม และ วันที่มกราคม ปีใหม่อีกหนึ่งวัน ถึงจะได้หยุดนอนพักผ่อนอยู่กับบ้าน ได้ ๒ วัน เรียกว่าเขียนซะให้หายอยากเลยทีเดียว

แต่ข้าพเจ้าก็คือข้าพเจ้านะครับ ที่นอกจากจะขยันแล้ว ข้าพเจ้า ก็ต้องมีวันขี้เกียจอยากจะหยุดพักกับเขาบ้างเหมือนกัน

ข้าพเจ้าจำได้ว่าเข้ามานั่งเขียนต้นฉบับล่วงหน้าตั้งแต่เช้า คือ เขียนทั้งนวนิยาย เขียนคอลัมน์ เขียนข่าว ตีดัมมี่อยู่ที่โต๊ะ โดยไม่ได้ พูดคุยกับใครได้นานๆ แรกๆ ก็สนุกดีหรอกครับ แต่พอนานเข้า มันไม่ยอมจบลักที หัน ไปมองเพื่อนหัวหน้าข่าว ที่เขาทำของเขาเสร็จแล้ว ค่อยทยอยกลับบ้าน ไปทีละคนๆ...แล้วชักกลัวผีเหมือนกันที่ทั้งโรงพิมพ์ บนกอง บ.ก. เหลือ ข้าพเจ้านั่งเขียนอยู่คนเดียว มิหนำชา ช่างเรียงก็มารอต้นฉบับ (สมัยนั้น เขาใช้ช่างเรียงเป็นผู้มาเก็บต้นฉบับไปให้พนักงานเรียงคอมพิวเตอร์ เอาไป พิมพ์ตัวด้วยคอมพิวเตอร์ ชั้น ๒ ไม่เหมือนกับสมัยนี้ที่นักข่าวเป็นคน พิมพ์คอมพิวเตอร์เอง และตีดัมมี่ในคอมพิวเตอร์เอง)

หัวหน้าช่างเรียงมาเร่งต้นฉบับข้าพเจ้าอยู่คนเดียว “เร็วๆ สิพี่ ผมจะได้กลับบ้านกะเขาบ้าง”

“บ้านนี้แฟนผมมารออยู่แล้ว เราจะไปดูหนังกันสักรอบ มานั่งรอ พี่อยู่คนเดียวนี่แหละ เมื่อไหร่จะเสร็จเสียที”

ช่างเรียงที่ทำตัวเหมือน บิดาบังเกิดเกล้ามาทวงต้นฉบับยิกๆ ทั้งที่เมื่อตะกี้ข้าพเจ้าก็ส่งไปให้ทีหนึ่งแล้ว นึกในใจ น่าเขกกบาลตัวเองสักโปก ที่เขียนเสียหมดคนเดียวมันถึงต้องมาเป็นขี้ข้าช่างเรียง ให้เขาทวงต้นฉบับเอาอย่างนี้

“พี่จ๋า ผมยกมือไหว้แล้ว พี่ช่วยกรุณาลงไปรอข้างล่างเถอะนะ ขืนพี่มานั่งจ้องดูผมเขียนอยู่ที่โต๊ะอย่างนี้ ผมเขิน ผมเขียนไม่ออกจริงๆ” ข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัดเอามากๆ ที่ไม่มีสมาธิ ถูกช่างเรียงมานั่งทวงต้นฉบับ เอาที่โต๊ะ เหมือนกับรอแม่ค้าแคะขนมครก

ในทีสุดข้าพเจ้าก็ต้องยกมือไหว้พี่เขางามๆ ให้เขาลงไปรอที่โต๊ะ เขาข้างล่างแล้วนั่นแหละ ข้าพเจ้าถึงจะได้มีกะจิตกะใจปั่นต้นฉบับให้เขาได้ต่อ แต่พอเอาเข้าจริง เขากลับไปแล้ว ไอ้ความขี้เกียจก็เข้ามารุกราน จิตใจข้าพเจ้าอีกจนได้

ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าขี้เกียจ ข้าพเจ้าเขียนไม่ออก มัน มีนตึบ จนไม่อยากจะเขียนอะไรอีกแล้ว ทังๆ ที่ฉบับที่ข้าพเจ้าทำอยู่นี้ เป็นฉบับวันที่มกราคม ต้อนรับปีใหม่เสียด้วย ซึ่งข้าพเจ้าน่าจะต้อง คิดหาอะไรดีๆ ใส่เข้าไปให้ประเทืองสติปัญญาผู้อ่าน เพื่อเป็นการเปิด ศักราชปีใหม่ของหน้าการศึกษาด้วย “ถูจะเอาอะไรลงไปดีวะ”
“สมองจ๋าช่วยคิดที”

ฉบับเมื่อตะกี้ก็เพิ่งจะสรุปข่าวเด่นในรอบปีลงไปแล้ว โดยจัด อันดับข่าวฮิต ข่าวดังไปเรียบร้อยแล้ว คิดว่าคงไม่อายหน้าการศึกษา ฉบับอื่น และไม่อายเพื่อนหัวหน้าข่าวหน้าอื่นหรอกน่า แล้วมาฉบับ ต้อนรับปีใหม่วันที่ ๑ นี่ข้าพเจ้าจะเอาอะไรลงไปดี

คลังสมองของนักหนังสือพิมพ์ที่ดีที่สุด ที่จะช่วยแก้ปัญหาในยาม ที่ขาดแคลนข่าว ก็คือตะกร้าสำหรับเก็บข่าวแจก และซองข่าวแจก ที่ ตามหน่วยงานทางราชการ หรือที่เขาส่งมาเพื่อให้ช่วยประชาสัมพันธ์ นั่นแหละต้องเอามาเปิดอ่านดูว่า มีอะไรที่พอจะตัดแปะได้บ้าง

สมัยก่อนนักข่าวยังไม่มีคอมพิวเตอร์ให้ช่วยหาข้อมูลเหมือนกับสมัยนี้ จะหาข่าวมาขัดตาทัพแต่ละทีก็ต้องอาศัยตะกร้าข่าวแจก ที่เขา ส่งมา ฉีกอ่านทีละฉบับ ทีละช่อง
ในยามนั้น ไม่มีเลย ไม่มีข่าวแจกจากที่ไหนที่พอจะช่วยข้าพเจ้า ได้เลย ซึ่งถ้าขยันหรือยังมีแรงเขียนเอง ก็ต้องเขียนเอง คิดเอง โทร.ไป หาแหล่งข่าวสัมภาษณ์กันสดๆ

“อ๋อ...นึกออกแล้ว เราน่าจะโทรศัพท์ไปขอสัมภาษณ์บุคคลดังๆ ในวงการมาเป็นสัมภาษณ์อวยพรปีใหม่ให้กับท่านผู้อ่านในหน้าการศึกษา ดีกว่า เป็นการเปิดศักราชปีใหม่ได้อย่างเหมาะเจาะที่สุด ทันเหตุการณ์ ที่สุด”

ในที่สุดข้าพเจ้าก็โทรศัพท์ไปหาแหล่งข่าวเพื่อขอสัมภาษณ์เอา มาลงในหน้าฉบับปีใหม่ที่ข้าพเจ้าทำ แต่ก็นั่นแหละในช่วงล่งท้ายปีเก่า ใครก็ติดต่อยาก เพราะไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวกันหมด ก็เป็นอัน ว่ายากอยู่เหมือนกัน

“ยังไม่กลับอีกเหรือ คุณเริงศักดิ์ กำธร นักข่าวรางวัลพูลิตเซอร์”

พี่เอึ๋ยว ซึ่งเป็นหัวหน้าข่าวหน้า ๑ เข้ามาทักแล้วล่งยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี

“ยังไม่เสร็จครับพี่” ข้าพเจ้าตอบสั้นๆ หันไปมองโต๊ะอื่นที่เขานั่งทำกัน ตอนนี้กลับไปหมดแล้ว สมองข้าพเจ้ายังคิดอะไรไม่ออก แถมความรู้สึกขี้เกียจมันเข้ามา ครอบงำจิตใจไปเรียบร้อยแล้ว

ใครที่ไม่เคยเขียนหนังสือ ไม่รู้หรอกว่ายามที่คิดอะไรไม่ออก หรือ ที่เขาเรียกว่าตันเนี่ย มันเป็นอย่างไร สำหรับข้าพเจ้ามันเครียดมาก

เมื่อความขยันมันถกความขี้เกียจครอบงำเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้า ก็เหลือบไปเห็นปฏิทินของธนาคารที่เขาส่งมาให้ ซึ่งช่วงนั้นจะมีหน่วย งานต่างๆ ส่งปฏิทินมาให้เยอะไปหมด ทั้งรูปเขียนจิตรกร ภาพวิว สวยๆ งามๆ ภาพโบราณวัตถุ โบราณสถาน ภาพนางแบบที่ดูแล้ว เจริญหู เจริญตา แต่ในบรรดาปฏิทินที่ข้าพเจ้าเปิดออกดูคลายเครียด นั้น ข้าพเจ้ามาสะดุดตาที่ภาพเขียนของจิตรกรท่านหนึ่งที่เขียนภาพเกจิ อาจารย์ หลวงพ่อดังๆ ทั่วฟ้าเมืองไทยมาลง ๑๒ ภาพ ภาพละหน้า เต็มๆ ใหญ่ๆ

และในบรรดาหลวงพ่อที่มาสะดุดตามากที่สุด ก็คือภาพเขียน หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ที่เขาวาดท่านในท่านั่งยองๆ ดูดบุหรี่ใบจาก ควันโขมง เหมือนกับปล่องโรงสี ซึ่งดูแล้วได้อารมณ์ที่สุด ในขณะที่ เกจิอาจารย์ชื่อดังรูปอื่นนั่งพับเพียบอย่างเรียบร้อย แต่หลวงพ่อคูณนั่ง ยองๆ ดูดใบจากควันโขมง แถมอารมณ์ดีดูดไปยิ้มไปอีกด้วย

“ภาพนี้แหละเข้าตาแล้ว...โดนแล้ว” ข้าพเจ้าคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าภาพนี้โดนใจแล้ว แต่จะโดนใจใครบ้างหรือไม่นั้นก็ไม่กล้ารับรอง เหมือนกัน

แต่ในเมื่อความขี้เกียจมันเป็นนายข้าพเจ้าไปเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจใช้คัตเตอร์กรีดเอาปฏิทินรูปหลวงพ่อคูณ นั่งสูบใบจาก ควันเป็นปล่องโรงสีนี่แหละเป็นหน้าเปิดตักราชของฉบับต้อนรับปีใหม่ของ หน้าการศึกษาใน พ.ศ.นั้นเสียเลย

นับว่าเป็นการจัดหน้า ทำดัมมี่ที่ง่ายที่สุดตั้งแต่เคยทำมา คือ ไม่ต้องทำอะไรใหม่เลย ไม่ต้องตี ดัมมี่ ไม่ต้องเขียนอะไรให้ยุ่งยาก เพราะใต้ภาพท่านเขียนไว้เรียบร้อย แล้ว เป็นลายมือโย้ไปเย้มา ตามสไตล์หลวงพ่อคูณนั่นแหละ ท่านเขียนว่า...

“ลูกหลานเอ๋ย ถ้ามึงเชื่อกู อยากได้พรจากกู ก็ขอให้ยึดถือศีลนะ

ข้าพเจ้าปิดหน้าได้แล้ว ข้าพเจ้าอยากจะร้องไชโยออกมาดังๆ แต่กลัวเพื่อนหัวหน้าข่าวด้วยกันเขาจะหาว่าขี้เกียจ เล่นฉีกปฏิทินส่งให้ ช่างเรียงไปถ่ายทำเพลตเอาง่ายๆ อย่างนี้เลยหรือ ไม่มีใครเขาปฏิบัติกันหรอก ข้าพเจ้าเอาไปยื่นให้ช่างเรียงเขาก็มองหน้าข้าพเจ้างงๆ ที่ข้าพเจ้าเล่นปิดหน้าเอาง่ายๆ แบบนี้
“เอางี้เลยหรือคุณเริงศักดิ์” เขาถามให้แน่ใจว่าไม่เปลี่ยนใจแล้วนะ

“ครับ เอาแบบนี้แหละ หน้าผมจะได้มีอะไรใหม่ๆ กะเขามั่ง” ข้าพเจ้ายืนยันในเจตนาเดิมอย่างมั่นใจ

เขารับไปตามหน้าที่ ด้วยสีหน้าที่อธิบายยากเหลือเกิน จากนั้นข้าพเจ้าก็ขึ้นมาเก็บข้าวของบนโต๊ะเพื่อที่จะบ๊ายบายกอง บ.ก.ไปฉลองปีใหม่กับเขาเสียที

มันเหมือนยกภูเขาออกจากอก ที่ข้าพเจ้าหายเครียดเป็นปลิดทิ้ง ข้าพเจ้าขับรถประจำตำแหน่งที่ทางโรงพิมพ์เขามีให้ใช้ส่วนตัวหนึ่งคัน กลับบ้านอย่างมีความสุขที่สุด

เหมือนนกที่โบยบินไปในท้องฟ้าอย่างอิสระในเรียวปีก ตลอด เวลา ๓๖๕ วัน ข้าพเจ้าเพิ่งจะได้กลับบ้านคืนนี้เร็วที่สุด คือประมาณทุ่มกว่าๆ เพราะที่ผ่านมาข้าพเจ้าจะออกจากโรงพิมพ์ไม่ต่ำกว่า ๕ทุ่ม หรือทุ่มทุกคืน บางคืนที่มีข่าวสำคัญ ก็ต้องกลับตีสองตีสาม หรือบางคืนไม่กลับเลยก็มี ผ้าขาวม้า สบู่ แปรงสีฟันมีอยู่ในลิ้นชัก พร้อมสรรพ ซึ่งเป็นอยู่อย่างนี้ติดต่อกันมาหลายปีแล้ว เมื่อได้มีโอกาส กลับบ้านในเวลาทุ่มกว่า จิตใจจึงรู้สึกมีความสุขเบิกบาน มองไปทางไหนก็สดชื่น

แต่ความรู้สึกสดชื่นที่ตัวเองได้ทำงานเสร็จ ก็เป็นความสุขที่เข้า มาเยือนเพียงช่วงแป๊บเดียว...แป๊บเดียวจริงๆ ครับท่าน เพราะหลังจาก ที่ข้าพเจ้ากลับมาถึงบ้าน ข้าพเจ้าก็ต้องมานั่งกังวลอยู่ว่า ทางหัวหน้า กองบรรณาธิการ คุณบรรเจิด ทวี หรือพี่กำแหง ภริตานนท์ เขาจะ เอาด้วยกับข้าพเจ้าไหม เพราะตอนเช้ามีดของทุกเช้า จะมีผู้บริหาร ระดับสูง อย่างป๋าชลอ, พี่กำแหง, พี่เสี่ย จะเข้าเวรมาคอยตรวจต้น ฉบับที่หน้าแท่น ถ้าเกิดเขารู้ว่าข้าพเจ้าขี้เกียจ ไม่มีความรับผิดชอบ ปิดหน้าโดยการฉีกปฏิทินหลวงพ่อคูณเอามาลงทั้งดุ้น เขาไม่ไล่ข้าพเจ้า ออกหรือ

“ตายแล้วกู...ไม่น่าเลย ทำอย่างไรดีวะ” ข้าพเจ้ายกข้อมือดูนาฬิกา นี่มันสี่ทุ่มกว่าแล้ว ไม่รู้จะโทร.ไป แก้ไขทันหรือไม่ ข้าพเจ้าอยากจะโทรศัพท์!ปบอกหัวหน้าช่างเรียงให้ เอาหน้าออกก่อน ข้าพเจ้าจะกลับไปทำใหม่ จะทำอย่างตั้งใจเลย ทีเดียว

ข้าพเจ้ารู้สึกเสียวลันหลังวาบ นี่แหละเขาเรียกว่า ความขี้เกียจ มันเป็นเหตุโดยแท้ งานหนังสือพิมพ์เขาวัดกันที่ความรับผิดชอบ แม้จะอิสระกว่าทุกอาชีพ แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบสูง เพราะเขาให้อิสระในการแสดง ออกได้อย่างเต็มที่

ข้าพเจ้าไม่น่าพลาดไปเลย ข้าพเจ้าไม่น่าขี้เกียจเลย ข้าพเจ้า อยากร้องไห้ ความเครียดเข้าครอบงำข้าพเจ้าอีกแล้ว ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ข้าพเจ้าจะรู้สึกเสียวลันหลัง วาบทุกที คราวนี้ก็เช่นกัน ข้าพเจ้ารู้สึกเสียววาบ เสียวจนหนาว...มัน หนาวเข้าไปถึงขั้วหัวใจ

ข้าพเจ้าตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาหัวหน้าช่างเรียงเพื่อให้เขายกหน้า ของข้าพเจ้าออกก่อน ข้าพเจ้าจะเข้าไปแก้ไข แต่ได้รับคำตอบว่า หัวหน้าช่างไม่อยู่ และที่สำคัญเขาส่งไปทำพลตเสร็จเรียบร้อยแล้ว

สรุปว่าวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สำหรับข้าพเจ้าปีนั้น คืนนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้ไปเลี้ยงฉลองกับใครที่ไหน แถมยังนอนไม่หลับอีกต่างหาก เพราะข้าพเจ้าจะต้องรีบขับรถไปตรวจดูหน้าการศึกษาที่ข้าพเจ้าทำว่า ทางผู้ใหญ่ที่ตรวจเขาจะยกหน้าข้าพเจ้าออกไหม ซึ่งถ้ามีการยกหน้า ออก นั่นก็หมายความว่าข้าพเจ้าต้องเตรียมตัวหางานทำใหม่ได้แล้ว เป็นการเปิดคักราชต้อนรับปีใหม่ที่ค่อนข้างจะรุนแรงกว่าของคนอื่น

เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าตัดสินใจขับรถเก๋งคู่ชีพ เข้าโรงพิมพ์เพื่อ ตรวจดูผลงานที่ได้ทำไว้แต่เช้ามีด โรงพิมพ์เดลินิวส์ไม่เคยหลับ ไม่มี ปีใหม่ หรือปีเก่า ทุกอย่างต้องหมุนไปตามฟันเฟือง ตามวัฏจักรของ มัน ที่เคยเป็นมาอย่างไรก็ต้องเป็นไปอย่างนั้นตามความรับผิดชอบต่อ ลังคม

บรรยากาศยามเช้ามืดในโรงพิมพ์เดลินิวส์คึกคักไปด้วยรถหกล้อ ที่ใช้บรรทุกหนังสือพิมพ์เพื่อไปส่งให้กับเอเย่นต์ตามจังหวัดต่างๆ เสียง เครื่องยนต์ดังคำรามไปทั่วบริเวณ ประสานกับเสียงแท่นพิมพ์ขนาดยักษ์ ที่ผลิตหนังสือพิมพ์ออกมาอย่างรวดเร็วฉบับแล้วฉบับเล่า

ข้าพเจ้าขับรถเก๋งสีขาวกลางเก่ากลางใหม่เข้าไปจอดในโรงรถ แล้วรีบเดินตุ่มๆ ขึ้นไปที่กอง บ.ก.ชั้นเช้าไปนั่งสงบเสงี่ยม พยายาม ไม่ให้จิตใจมันตื่นเต้นจนเกินไปแล้วหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับกรอบแรกที่ เจ้าหน้าที่นำมาวางไว้บนโต๊ะออกมาอ่าน

ข้าพเจ้าเห็นพี่กำแหงโปรยหัวไว้บนขอบบนหน้า ๑ เพื่อเชียร์ว่า หน้าไหนมีอะไรเด่นบ้าง ก็พบว่า เขาเขียนว่าหน้าแจกฟรี ภาพหลวงพ่อคูณเต็มหน้าและเมื่อเปิดออกดูก็พบว่า หน้าของข้าพเจ้ามีรูปหลวงพ่อคูณ ตีพิมพ์รูปเบ้อเริ่มเต็มหน้าโดยไม่มีการตัดการย่อภาพไว้เลย

ข้าพเจ้าดีใจที่สุด นึกไม่ถึงว่าความคิดของข้าพเจ้าที่เอารูปหลวง พ่อคูณมาลงเต็มหน้าโดยไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติมลงไปเลยด้วยความ ขี้เกียจ มันจะออกมาดี และผู้หลักผู้ใหญ่ในเดลินิวส์เขาก็พลอยเห็นดี เห็นงามไปด้วย

ข้าพเจ้ากล้ายืนยันไว้ตรงนี้เลยว่า ข้าพเจ้าเป็นคนแรกที่เอารูป หลวงพ่อคูณมาลงหนังสือพิมพ์เต็มๆ เป็นคนแรก ซึ่งถ้าหากข้าพเจ้าเห็น คนอื่นเขาทำก่อน ข้าพเจ้าก็คงไม่ทุกข์ใจขนาดนี้หรอก

หลังจากที่ข้าพเจ้าเอารูปหลวงพ่อคูณมาลงในหน้า ๕ เต็มๆ เป็น คนแรก อีก ๒ วันต่อมา ทั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ และทุกฉบับ ก็เสนอข่าวหลวงพ่อคูณขึ้นไปนั่งบนรถตับเพลิงเพื่อจับหัวฉีด ฉีดน้ำมนต์ ให้กับประชาชนที่มารอรับน้ามนต์จากท่านที่จะประพรมให้ในโอกาสวัน ขึ้นปีใหม่ ที่หน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา

แต่เนื่องจากมีประชาชนมารอรับนามนต์ที่ท่านจะประพรม ให้มากมายเป็นหมื่นเป็นแสนคนอย่างนี้ ท่านกลัวว่าจะได้รับกัน ไม่ทั่วถึง ท่านก็เลยขึ้นไปนั่งยองๆ จับหัวฉีดบนรถดับเพลิงฉีดให้ เสียเลย

 
 

Main Menu