พระเครื่อง
Home บทความ บทความพระเครื่อง นานาสาระพระเครื่อง แก้วอังวะ รัตนมณีแห่งพุกาม ความงามทางศิลปะ ดินแดนล้านนาของไทย
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


แก้วอังวะ รัตนมณีแห่งพุกาม ความงามทางศิลปะ ดินแดนล้านนาของไทย PDF พิมพ์ อีเมล

แก้วอังวะ รัตนมณีแห่งพุกาม ความงามทางศิลปะ ดินแดนล้านนาของไทย


จะสังเกตได้ว่าตามวัดวาอารามเก่าแก่ต่างๆ โดยเฉพาะทางภาคเหนือที่เป็นดินแดนล้านนาของไทย มักพบกระจกสีต่างๆ มาประดับประดาตามงานสถาปัตย กรรมและงานประติมากรรมต่างๆ ให้แลดูงดงามอลังการ อาทิ ในส่วนของ ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบัน คันทวย หัวเสา ตัวเสา หรือเกล็ดพญานาค บางทีก็เป็น การประดับพระพุทธรูปทรงเครื่อง เช่น ส่วนกรรเจียกจอน มงกุฎ ด้ามพระขรรค์ ธำมรงค์ เป็นต้น

บางครั้งก็พบประดับประดาร่วมกับงานลงรักปิดทองบนชิ้นงานอื่นๆ เช่น แท่นบัลลังก์ ฐานชุกชี ธรรมาสน์ สังเค็ด แพนหางนกยูง สัตภัณฑ์ วัสดุที่นำมาใช้นั้นเรียกกันว่า "แก้วอังวะ" ซึ่งเป็นชื่อเรียก 'กระจก' ในงานกระจกหรืองานประดับกระจกแบบโบราณชนิดหนึ่งที่รับมาจากพุกาม หรือ พม่า ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลในล้านนากว่า 200 ปี ซึ่งคนสมัยก่อนมักเรียกกระจกว่า 'แก้ว' และงานที่จะพบ 'แก้วอังวะ' ได้นั้น ต้องเป็นงานโบราณมากๆ

การทำกระจกของคนโบราณจะเรียกว่า "การหุงกระจก" หมายถึง การนำวัตถุธาตุ เช่น ดีบุก แป้ง ดินประสิว ดินแดง หรือ ทอง ทองเหลือง มาผ่านกระบวนการให้ความร้อน ซึ่งจะได้ของเหลวใส ก่อนจะ "ดาด" หรือ "เท" ลงบนแผ่นตะกั่ว ซึ่งก็คือวิธีการทำกระจกที่เรารู้กันว่าเป็นการนำโลหะบางชนิดมาผสมกับทราย

ถ้าเป็นทรายเนื้อละเอียด เราจะเรียกว่า 'ทรายแก้ว' ก็จะได้กระจกคุณภาพดี แต่กระจกที่นำมาใช้ในงานประดับกระจก ไม่ใช่กระจกแบบกระจกส่องหน้านะครับ หากแต่ขึ้นอยู่กับวัสดุหรือโลหะที่นำมาผสมแล้วหุงตามสูตรต่างๆ กันไป ซึ่งเราอาจจะแบ่งกระจกที่ใช้ในงานประดับกระจกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ

ชนิดแรกเรียกว่า "กระจกจีน" หรือ "กระจกเกรียบ" จะเป็นการดาดแก้วที่มีความบางลงบนแผ่นตะกั่วหรือดีบุก มีสีต่างๆ เช่น สีใส สีเขียว สีฟ้า สีขาว สีแดง ส่วนใหญ่แล้วจะต้องสั่งจากจีนเพราะถือว่าเป็นกระจกที่มีคุณภาพ สามารถงอพับและตัดเป็นรูปได้ด้วยกรรไกร เนื่องจากมีความบางคล้ายข้าวเกรียบ อีกชนิดหนึ่งเรียก "กระจกแก้ว" เป็นกระจกที่มีความหนา มีสีสันสดใส หลายหลากสี

วิธีทำก็คือหุงด้วยทรายแก้วซึ่งเป็นทรายเนื้อละเอียด โดยผสมน้ำยาสีต่างๆ ตามแต่จะต้องการ ลงไป ด้านหลังอาบด้วยปรอทเคลือบน้ำยาเคมี ไม่สามารถโค้งงอได้ เป็นกระจกที่ถูกนำมาใช้มากในระยะหลัง เนื่องจากผู้คนเลิกหุงกระจกจีนหรือกระจกเกรียบกันแล้ว

แก้วอังวะ จัดอยู่ในประเภท 'กระจกจีน' ปัจจุบันบางคนก็เรียก กระจกจีน ไปเลยก็มี เหตุที่เรียกชื่อ "แก้วอังวะ" นั้น เนื่องจากกระจกประเภทนี้นำเข้ามาจากพม่า 'สูตรการหุงแก้วอังวะ' ก็คงจะเป็นสูตรเฉพาะตัวของพม่า เพราะลักษณะที่เห็นจะไม่เหมือนกับกระจก จีนทั่วๆ ไป คือ 'แก้วอังวะ' จะมีสีใส เมื่อดาดลงบนแผ่นตะกั่วหรือดีบุกชิ้นใหญ่ๆ สามารถตอกตรึงติดกับโครงสร้างได้โดยง่าย และ ไม่เป็นประกายแวววาวมากนัก ซึ่งเอกลักษณ์ต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ 'แก้วอังวะ' ดูเคร่งขรึม สง่างาม เข้ากันได้ดีกับองค์ประกอบทางศิลปะ เป็นการช่วยเสริมให้เกิดความงามทางศิลปะซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้ ความนิยมนำ "แก้วอังวะ" มาประดับประดายังเนื่องมาจากคติความเชื่อทางพุทธศาสนาในอดีตที่ว่า พม่าเป็นดินแดนแห่ง "รัตนมณี" อันเป็นศูนย์กลางแห่งชมพูทวีป ซึ่งจะบังเกิดองค์จักรพรรดิราช ในคติ จักรวาทิน ประกอบไปด้วยรัตนมณี 9 ประการ

อันเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิผู้ปราบไปได้ทั่วทุกสานุทิศ ดินแดนพุทธศาสนาอื่นๆ จึงนิยมนำ รัตนมณี หรือแก้ว จากพม่าเข้ามาเป็นความหมายแห่งคติความเชื่อ ซึ่งจะปรากฏในเอกสารของพม่าเองในเอกสารที่เผยแพร่ในล้านนา และในงานวรรณคดีชั้นสูง โดยเรียกแก้วจากพม่าว่า "แก้วพุกาม" หรือ "แก้วพุก่ำ"

เป็นที่น่าเสียดายว่า แก้วอังวะ รวมทั้ง กระจกจีน หรือกระจกเกรียบ ที่กล่าวถึงนั้น เลิกผลิตไปนานมากแล้ว วิธีการหุงก็สาบสูญจากการถ่ายทอด แม้แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 จะหาใครรู้วิธีการหุงกระจกจีนก็ยากเต็มทน ทำให้งานศิลปะประเภทนี้สาบสูญจากการถ่ายทอดไปอย่างน่าเสียดาย วัดวาโบราณทางเหนือที่พยายามอนุรักษ์ "แก้วอังวะ" เอาไว้ ต้องใช้วิธีการขอรับบริจาคจากวัดเก่าๆ ที่รื้อถอนแล้วยังคงเหลือ "แก้วอังวะ" บางส่วนเพื่อนำมาตกแต่งเพิ่มเติม

ดังนั้น "แก้วอังวะ" นับวันมีแต่จะสูญสลายหายไป จนคนรุ่นหลังแทบจะไม่มีใครรู้จัก 'รัตนมณีแห่งพุก่ำ' ที่เรียกกันว่า "แก้วอังวะ" อีกแล้วครับผม

พันธุ์แท้พระเครื่อง

ราม วัชรประดิษฐ์

 
 

Main Menu

VirtueMart Login