พระเครื่อง 
Home บทความ บทความพระเครื่อง บทความ หลวงพ่อคูณ ได้เจอหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ตัวจริง เสียงจริง
ค้นหาข่าว/บทความ:
  
ค้นหาพระเครื่อง/วัตถุมงคล:


ได้เจอหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ตัวจริง เสียงจริง PDF พิมพ์ อีเมล

ได้เจอหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ตัวจริง เสียงจริง



“ท่านเป็นถึงเกจิอาจารย์ชื่อด้งแห่งภาค อีสาน ที่ประชาชนทั่วประเทศพากันเลื่อมใส ศรัทธา ภาพของท่านยิงใหญ่ดุจภูผา เมื่อครั้ง ที่ยังไม่เคยสัมผัส ท่านเป็นเทพเจ้าแห่งด่าน ขุนทด เคยเหาะเหินเดินอากาศไปช่วยผู้ประสบภัยใต้ซากตึกนรก”

ข้าพเจ้านั้นทีมข่าวเฉพาะกิจเดสินิวส์ไปปักหลักเจาะเรื่องราวชีวิตของผู้ที่รอดตาย จากเหตุการณ์ตึกถล่มที่โคราชนานเป็น เดือน ได้ฟังเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อคูณที่ลอยมาช่วยชีวิต ลูกหลานของท่านจากปากของผู้รอดชีวิตหลายราย บางคนบอกว่าที่รอด ตายมาได้ก็เนื่องจากแขวนเหรียญหลวงพ่อคูณ บางคนบอกว่าหลวงพ่อคูณรดน้ำมนต์ให้ก่อนที่จะเกิดเหตุโศกนาฏกรรม ซึ่งถึงแม้ว่าชาวบ้านจะ เลื่อมใสและศรัทธาต่อหลวงพ่อคูณมากมาย แต่ในขณะนั้นหลวงพ่อคูณ ยังไม่มีกระแสฟีเวอร์มากเหมือนในขณะนี้ เรื่องราวของความศักดิสิทธิ์ และปาฏิหาริย์ที่ชาวบ้านประสบพบเห็นยังอยู่ในแวดวงแคบๆ ในจังหวัด เท่านั้น

ข้าพเจ้าเองในฐานะที่เป็นทั้งสื่อมวลชน และเป็นชาวบ้านปุถุชน ธรรมดาคนหนึ่ง เมื่อได้ยินกับหูได้ดูกับตา เนื่องจากเป็นคนไปสัมภาษณ์ ผู้ที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์เอง ข้าพเจ้าก็อยากที่จะไปกราบนมัสการหลวงพ่อคูณสักครั้ง

คิดอยู่ตลอดเวลาว่าถ้าหากว่างวันใดแล้วจะให้ทีมข่าวขับรถไป กราบนมัสการท่าน แล้วให้ท่านช่วยเคาะหัวให้สักโป๊ก เผื่อตัวเองจะได้ มีชื่อเสียงโด่งดังกับเขาบ้าง
แต่ก็เพียงแค่คิดคนเดียวเท่านั้น...ชีวิตของข้าพเจ้าในช่วงนั้นมีแต่งานกับงาน ตื่นเช้าต้องไปสัมภาษณ์ผู้ที่รอดตายที่รักษาตัวอยู่ตามโรง พยาบาลต่างๆ ที่นอนเรียงรายกันอยู่บนเตียง มีญาติพี่น้องคนที่รัก คอยเฝ้าดูอาการด้วยความสลดใจ

ทุกคนยืนยันว่า กรรมที่ได้รับในครั้งนี้พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ ส่วนผู้ที่ก่อและควรจะได้รับกรรมที่ทำไว้ โน่น เจ้าของโรงแรม และสถาปนิก รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธาของจังหวัดที่ต้องมีหน้าที่ตรวจตราดูแลไม่ ให้การก่อสร้างผิดจากแบบที่ขออนุญาต

ในเมื่อพวกที่มีความละโมบ ตัดเสากลางของโรงแรมออก จน เป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรม พวกเขาก็ควรจะต้องมาชดใช้หนี้กรรมที่ทำไว้ ไม่ใช่พวกครู พวกรูมเมต เด็กปั๊มน้ำมัน หรือนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่ต้องมารับกรรมแทน

พี่สุพจน์ช่วยจัดหาโรงแรมให้พวกเราพักอย่างดี แถมตอนกลางคืน ยังเป็นห่วงเป็นใยกลัวว่าจะนอนกันไมหลับก็อาสาพาไปอาบนา ฟังเพลง ที่มีน้องๆ สาวๆ สวยๆ คอยบริการให้ แต่ข้าพเจ้าได้ปฏิเสธพี่เขาไปอย่าง นุ่มนวล เพราะไม่ค่อยถนัดที่จะให้สาวๆ ช่วยอาบน้ำให้ จึงปล่อยให้ เพื่อนนักข่าวที่มาด้วยกันรับบริการอันแสนดีที่พี่ๆ เขาจัดให้

ข้าพเจ้าอยู่ในห้องพักโรงแรม ก็นั่งเขียนต้นฉบับ ถอดเทป ที่ไป สัมภาษณ์มาแล้วล่งให้กองบรรณาธิการ ซึ่งถ้าหากเป็นข่าวหน้า ๑ ได้ก็ จะล่งให้พี่เอี๋ยว พี่กำแหง ช่วยนำไปต่อข่าวหน้าที่ทีมข่าวโคราชเขา ตามประเด็นอยู่ทุกวัน

แต่หน้าที่จริงๆ ของข้าพเจ้าที่ได้รับมอบหมายให้มาเจาะเรื่องนี้ จริงๆ หัวหน้ากองบรรณาธิการท่านต้องการให้มาสัมภาษณ์เพื่อนำไปลง เป็นสกู๊ปพิเศษที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบอยู่
“เขียนเต็มที่เลยนะเริงศักดิ เอาตามสไตล์คุณนั่นแหละ คนอ่าน ชอบ” ท่านเคยบอกข้าพเจ้า

“ครับ แต่ช่วยตั้งชื่อเรื่องให้ผมด้วยนะครับ” ข้าพเจ้าบอก ท่านหัวหน้ากองฯ หายเงียบไปในห้องสักครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมายื่น กระดาษที่ท่านเขียนให้อ่าน “ฟ้ากำหนด”
“ดีครับ...ฟ้ากำหนด ผมชอบมาก ความหมายดี ทำไมผู้คนที่ ทำกรรมกันมาคนละอย่าง มีวันเดือนปีเกิดที่ต่างกัน จะต้องมาจบชีวิต ลงในที่เดียวกัน เวลาเดียวกัน” ข้าพเจ้าพูดขึ้นลอยๆ

“ก็เพราะฟ้ากำหนดไงล่ะ” หัวหน้ากองฯ พูดบอกข้าพเจ้าแล้ว หัวเราะอย่างสบายอารมณ์

ท่านตบไหล่ข้าพเจ้าเบาๆ เพื่อให้กำลังใจในการทำสกู๊ปชิ้นนี้ก่อน ที่จะขอตัวไปเขียนคอลัมน์ก่อนของท่านต่อ

แต่คำว่า “ฟ้ากำหนด” มันออกจะเป็นแบบนวนิยายเกินไป ข้าพเจ้าจึงเพิ่มตัวโปรยให้อีกประโยคหนึ่งว่า อนุสรณ์แห่งความละโมบ “ฟ้ากำหนด”

ในช่วงแรกที่ข้าพเจ้าปักหลักทำข่าว ชนิดรายงานวันต่อวันเพื่อให้ ทันเหตุการณ์ และเป็นการชิงข่าวกับฉบับยักษ์ใหญ่คู่แข่งอยู่นั้น เราต่าง ก็เคร่งเครียดที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา แข่งกับฉบับอื่นที่ต้องอาศัยความ ไวว่าข่าวของใครไวกว่ากัน ซึ่งประเด็นความไว หรือสดนั้นเราไม่ค่อยจะ กลัวเขาเท่าไหร่นักหรอก เพราะมากันเป็นโขยง นักข่าวต่างจังหวัดใกล้ เคียงที่ไม่ได้ทำอะไร พี่สุคนธ์ ชัยอารีย์ ก็เรียกให้มาช่วยทีมข่าวโคราช กันอย่างแน่นเปรี๊ยะ และยิ่งมาได้ความลึกจากข้าพเจ้าที่เจาะชีวิตของ แต่ละชีวิตไปเขียนเป็นสกู๊ป ในสไตล์ลีลาการเขียนแบบเริงศักดิ์ด้วยแล้ว ต้องพูดว่า

“ไม่ได้โม้” เพราะจะหานักข่าวที่เขียนเรื่องสั้น หรือนวนิยาย ได้นั้น ในประเทศไทยนี้นับตัวคนได้เลยว่ามีกี่คน

นี่คือความได้เปรียบของเดลินิวส์ที่ให้มีการทำสกู๊ปชีวิตลงเป็น ตอนๆ ฉบับวันอาทิตย์ ติดต่อกันยาวเหยียดเป็นเดือนๆ เรียกว่าถ้ามี ปัญญาเขียนก็เขียนเข้าไป จนกว่าจะมีเรื่องใหม่ที่น่าสนใจกว่า หรือยิง จนหมดแม็กแล้วนั่นแหละจึงค่อยใส่ลูกกระสุนกันใหม่

เป็นความภาคภูมิใจของข้าพเจ้าที่ได้มาทำสกู๊ปพิเศษชิ้นนี้ที่โคราช อยู่อย่างหนึ่ง ที่อยากจะบันทึกเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่านกันตรงนี้ว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสสัมผัสหลวงพ่อคูณเหมือนกัน ชนิดที่ รับรองว่าไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครด้วย

วันนั้นหลัง จากที่ข้าพเจ้า1ไปสัมภาษณ์ผู้ที่รอดตายที่นอนรักษาตัว อยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ และไปสัมภาษณ์ญาติพี่น้องของคนตาย ที่ตั้งศพสวดพระอภิธรรมกันจนแน่นทุกวัด จนไม่มีวัดที่จะเผา

เนื่องจากได้มีการใช้เครื่องมือหนัก รถเครนยกซากปรักหักพังของ โรงแรมเทือค้นหาผู้ที่ยังรอดชีวิตอยู่ใต้ซากตึกออกมาทุกวัน แต่ส่วนใหญ่ แล้วจะเป็นศพที่ไม่มีญาติ หรือจำสภาพหน้าตาไม่ได้เนื่องจากศพเริ่มเน่า เหม็นเละไม่เป็นชิ้นดี

ข้าพเจ้ายังจำบรรยากาศของซากตึกถล่มในขณะนั้นได้ดี มีสภาพ เหมือนกองขยะมหึมาที่มีการเอาเศษหิน เศษปูน เหล็ก และข้าวของ เครื่องใช้ของโรงแรม โต๊ะ เก้าอี้ ที่หักพังมากองรวมกัน ใครผ่านไป แถวนั้นจะต้องเอามือปิดปากปิดจมูก เนื่องจากกลิ่นซากศพที่อยู่ใต้ตึก นรกส่งกลิ่นเหม็นลอยไปตามลมไกลๆ

วันนั้นหลังจากที่ได้สัมภาษณ์และเก็บภาพบรรยากาศ และตาม สัมภาษณ์ผู้ที่รอดตาย ผู้บาดเจ็บจากโรงพยาบาลต่างๆ แล้ว ข้าพเจ้า กับพนักงานขับรถก็ขับรถเที่ยวตระเวนหาที่ส่งข่าวให้กับกองบ.ก.

ในสมัยนั้นการส่งข่าวของนักข่าวถ้าหากเป็นรูปจะฝากส่งมาทาง เครื่องบิน หรือรถทัวร์ หรือไม่นักข่าวก็ต้องขับรถเอาฟิล์มมาล้างที่กอง บ.ก.ในตอนเย็นเอง เพราะโคราชรถแล่นแค่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว ส่วนเนื้อ ข่าวก็ต้องส่งทางโทรศัพท์ ที่เขียนย่อๆ แล้วไปอ่านให้รีไรเตอร์เขียนอีก ทีหนึ่ง แต่สำหรับข้าพเจ้าส่วนใหญ่ข้าพเจ้าจะเขียนเองแล้วใช้วิธีส่งแฟกซ์ หรอกสับมาเขียนที่กอง บ.ก.ในตอนเย็นเอง

แต่วันนั้น วันที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสัมผัสกับหลวงพ่อคูณเป็นครั้ง แรกในชีวิตนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถหาที่ส่งแฟกซ์ใต้ ต้องใช้วิธีโทรศัพท์ บอกให้รีไรเตอร์ช่วยเขียนให้ เป็นความบังเอิญก็ว่าได้ ที่ข้าพเจ้าเข้าไปสัมภาษณ์ญาติของผู้ ตายในวัดเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าเดินเข้าไปหาพระภิกษุรูปหนึ่ง ขณะที่นั่งยองๆ สูบใบจากมวนโต เหมือนกับภาพในปฏิทินที่ข้าพเจ้าเคยนำมาลง ในหน้าเต็มหน้า ด้วยความขี้เกียจ ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ นั่นแหละ
ข้าพเจ้าเดินตุ่มๆ เข้าไปแล้วถามท่านว่า

“ขอโทษครับ ท่านคือหลวงพ่อคูณใช่ไหมครับ” พระภิกษุที่นั่งยองๆ มือถือมวนขี้โย นั่งสูบยาควันออกจมูกอย่าง กะปล่องโรงสี ตอบว่า

“ใช่ กูนี่แหละหลวงพ่อคูณ”

ข้าพเจ้าจำได้จนถึงทุกวันนี้ถึงใบหน้าของท่าน การพูดของท่าน ชัดเจน และตรงไปตรงมาที่สุด

“แล้วมึงล่ะเป็นใคร” ท่านถามข้าพเจ้าบ้าง

“ผมชื่อเริงศักดิ์ กำธร ครับ เป็นนักข่าวเดลินิวส์ มาทำข่าวตึก ถล่ม ผมอยากจะขอรบกวนใช้โทรศัพท์ท่านล่งข่าวไปที่กอง บ.ก.สัก หน่อย” ข้าพเจ้าบอกความประสงค์อย่างไม่อ้อมค้อมเหมือนกัน

ท่านก็พูดสั้นๆ ง่ายๆ ว่า

“เชิญ โทรศัพท์อยู่บนกุฏิมึงใช้ได้เลย” ข้าพเจ้าก็ขึ้นมาโทรศัพท์ในกุฏิท่าน โดยที่ท่านไม่ได้ให้ใครขืนมา ดู กลัวว่าข้าพเจ้าเป็นคนแปลกหน้าจะหยิบของมีค่าของท่านไป
ข้าพเจ้าโทรศัพท์ส่งข่าวให้กอง บ.ก.เสร็จก็ลงมายกมือไหว้ขอบคุณท่าน

ท่านก็พยักหน้าไม่พูดอะไร

จากนั้นข้าพเจ้าก็มาขึ้นรถ แล้วมานั่งคิดอยู่คนเดียวว่า เพราะ อะไรข้าพเจ้าจึงมาเจอหลวงพ่อคูณง่ายๆ

ท่านเป็นถึงเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคอีสานที่ประชาชนทั่วประ เทศพากันเลื่อมใสศรัทธา ภาพของท่านยิ่งใหญ่ดุจภูผา เมือครั้งที่ยังไม่ เคยสัมผัส ท่านเป็นเทพเจ้าแห่งด่านขุนทด เคยเหาะเหินเดินอากาศไป ช่วยเหลือผู้ประสบภัยใต้ซากตึกนรก เคยไปช่วยสาวท้องแก่ที่ถูกไพ่ไหม้ หาทางออกไม่ได้ที่โรงงานเคเดอร์ ใครๆ ก็อธิษฐานขอให้ท่านช่วยสร้าง ปาฏิหาริย์ให้รอดชีวิต

แต่สำหรับข้าพเจ้าที่ไปได้สัมผัสมา ข้าพเจ้าเดินเข้าไปพบท่าน นั่งยองๆ สูบบุหรี่ขี้โยมวนโต แล้วถามท่านว่า

“ท่านคือหลวงพ่อคูณ ใช่ไหมครับ”

ท่านจะคิดไหมว่าข้าพเจ้าเป็นนักข่าวประสาอะไรที่ไม่รู้จัก หลวงพ่อคูณ และที่สำคัญคือดันไปขอท่านโทรศัพท์ส่งข่าวในกุฏิท่านอีก ข้าพเจ้าคิดของข้าพเจ้าเองว่า ข้าพเจ้าก็มีบุญเหมือนกันนะเฟ้ย... ที่ได้มีโอกาสเจอหลวงพ่อคูณแบบจังเบ่อเร่อ ชนิดที่ไม่เหมือนใครและ ไม่มีใครเหมือน

แต่พอมาคิดอีกทีหนึ่งว่า ทำไมวันนั้นไม่ขอให้ท่านเปาศีรษะให้ หรือเคาะกบาลให้สักโป๊กหนึ่งก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าภาคภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้ ก็คือข้าพเจ้าได้มีโอกาสเจอหลวงพ่อคูณตัวจริง เสียงจริงเข้าแล้ว และได้สัมผัสด้วยตัว เองอีกเหมือนกันว่า หลวงพ่อคูณเป็นพระที่ไม่มีฟอร์ม

เป็นพระชาวบ้านธรรมดารูปหนึ่ง ที่อยู่ในใจของประชาชน อย่างแท้จริง

 
 

Main Menu